“เดาได้ดูกเผง สมแล้วที่ได้ฉายาไอ้บ้าเกม หวงหลง” เย่หยางหยอกล้อ นั่นจึงทำให้บรรยากาศอึมครึมเริ่มผ่อนคลายลง
“หา...นี่แสดงว่าฉันเดาถูกงั้นเหรอเนี่ย โอ้พระเ้า!” หวงหลงแค่มโนเป็ตุเป็ตะ ใครจะคิดละว่าสิ่งที่เขาพูดน่ะจะเป็เื่จริง
“งั้นก็เยี่ยมไปเลยน่ะสิเย่หยาง นายช่วยบอกเราหน่อยได้ไหม ว่าพวกเราจะมีมงกุฎสีดำแบบนายได้ยังไง” ถึงจะไม่รู้ว่ามงกุฎที่ลอยบนศีรษะเพื่อนร่วมชั้นมีไว้ทำอะไร แต่อู๋เฟยคิดว่ามันต้องสุดยอดมากแน่ๆ และเขาก็อยากจะมีมัน
“นี่เหรอ...” น้ำเสียงเย่หยางเปลี่ยนเป็เข่งขรึม ”พวกนายอยากมีจริงอะ”
พวกเขาสองพยักหน้า เย่หยางจึงได้ถอนหายใจ เสริมด้วยรอยยิ้มขม
“นี่มันไม่ต่างอะไรจากการเสี่ยงดวง ถ้าหากพวกนายยืนยันอยากจะได้พลังของราชัน ฉันก็มีวิธีให้พวกนาย แต่มันเสี่ยงมากต่อชีวิตของพวกนายเอง”
“พลังราชัน...ว้าว ชื่อโคตรเท่ เอาล่ะนายบอกมาสิว่าเราจะได้พลังนี้มาได้ยังไง”
เย่หยางไม่จำเป็ต้องปิดบัง
ถึงพวกเขาจะรู้ไปก็ใช่จะได้เป็ราชัน
ด้วยการขยับตัวไปชิดขอบหน้าต่าง ทำให้นักเรียนที่เข้ามาเล่นเกมอยู่ก่อน 3 คนขยับหนี
เย่หยางไม่ให้ความสำคัญพวกเขา เพียงชี้ไปที่ถนน
“ลองดูนั่น เ้าสัตว์ประหลาดตัวใหญ่สองเมตรชวนน่าขนลุกนั่นฉันเรียกมันว่าเทวทูตตก์”
“เทวทูตตก์...ทำไมนายถึงเรียกมันงั้นละ” หวงหลงถาม พลางมองไปที่ถนนด้วยหัวใจเต้นโครมคราม
“เพราะอะไรน่ะเหรอ...”
เย่หยางไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็คนแรกที่ตั้งชื่อมันแบบนี้ ในความจริงมันมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น 'ปรสิต' 'ปีศาจ' 'เทวทูต' 'ความเสื่อมทราม' 'สัญลักณ์แห่งการล่มสลาย' 'เทพหายนะ' 'ผู้ร่วงหล่น'
เย่หยางทบทวนสิ่งที่รู้มาจากอนาคต ค่อยตอบไปว่า
“ลองดูภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้สิ ขนนกสีดำร่วงหล่นจากท้องฟ้า หากนายได้ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโบราณคดี จะพบว่ามันเป็หนึ่งในคำทำนายเก่าแก่ เป็การเสด็จเยือนของเทวทูตตก์ และแน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เื่ดี มันคือการไถ่บาป คือการล่มสลายแท้จริง...”
อู๋เฟย หวงหลง ต่างตั้งใจฟังจนถึงขนาดที่ครูในชั้นเรียนมาเห็นยังต้องอาย
เพราะในขณะที่อยู่ในชั้นเรียน พวกเขามักไม่ค่อยอยู่นิ่ง และในบางครั้งก็หลับ
เพื่อไม่ให้เสียเวลา เย่หยางกล่าวต่อ
“ก่อนหน้านี้พวกนายถามใช่ไหมว่าฉันได้รับพลังมายังไง อยากมีมงกุฎสีดำเหมือนกับฉัน นั่นง่ายมาก ถ้าหากอยากมีพลังราชันแบบฉันละก็...” เย่หยางชี้ไปที่ถนนอีกครั้ง ที่กำลังมีขนนกสีดำร่วงหล่นจากท้องฟ้า “นั่น ัักับหนึ่งในขนนกพวกนั้น ไม่แน่พวกนายอาจกลายเป็ราชัน แต่ถ้าเกิดโชคร้าย...”
“จะเป็ยังไง...เย่หยาง” หัวใจของอู๋เฟยเต้นระทึก เช่นเดียวกับหวงหลง
“เป็เทวทูตตก์ ที่รู้จักแต่การฆ่าและกินมนุษย์”
แค่คำตอบนั้นก็เกินพอให้ทั้งสองกลัวจนหนังศีรษะชาวูบ
“เย่หยาง นี่มันไม่ต่างจากการสุ่มกาชาเลยนี่นา ถ้าหากเกลือ...ก็ต้องตาย” หวงหลงรู้สึกหมดเรี่ยวแรง ต่อให้รู้ความลับจากปากของเย่หยาง แต่สุดท้ายแล้วการจะได้เป็ราชัน มีมงกุฎราชัน ก็ไม่ต่างจากการเดินสู่ความตาย
“ใช่ตามนั้น” เย่หยางไม่คิดปลอบใจ เพราะในโลกที่เขาจากมา 5 ปีแสนบัดซบ ไม่มีเวลาให้คนขี้แพ้เสียใจหรอก
“บ้าเอ้ย ตอนแรกฉันคิดหลังจากรู้บางอย่างเกี่ยวกับพลัง จะไปช่วยพ่อแม่และน้องสาวได้แล้วเชียว แต่ตอนนี้...” อู๋เฟยกัดฟันกรอด ทุบโต๊ะคอมพิวเตอร์จนเกิดเสียงดัง
“นั่นสิ ฉันเองก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่าป่านนี้คนที่บ้านเป็ไงบ้าง โทรศัพท์ก็ดันไม่มีสัญญาณ รัฐบาลมัวทำอะไรอยู่นะ” เช่นเดียวกับอู๋เฟย หวงหลงเองก็มีครอบครัวและพี่น้อง
“อย่าได้หวังพึ่งรัฐบาลเลย ตอนนี้เรามีแต่ต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น!” เทียบกับเพื่อนสองคนที่กำลังนั่งคิดหาทางออก เย่หยางดูใจเย็นมากกว่า
ต่อให้เขามีครอบครัวเช่นเดียวกับเพื่อนๆ ก็ไม่ได้กะโตกกะตากใเกินเหตุ
“นายก็พูดได้สิ ตอนนี้นายเป็ราชันแล้วนี่นา ถึงฉันจะไม่รู้ว่ามันมอบพลังอะไรให้กับนาย แต่มันคงสุดยอดมากเลยสินะ” ดวงตาอู๋เฟยเต็มไปด้วยเส้นเืฝอย ในใจทั้งรู้สึกอิจฉาและอยากได้ แต่ก็ทำได้แค่รู้สึก
“ไม่เอาน่าอู๋เฟย เราเป็เพื่อนกันนะเว้ย ดีซะอีกที่เย่หยางรอดมาได้ ไม่เป็อย่างพวกมัน” หวงหลงดูมีสติมากกว่า และด้วยคำพูดของเขาจึงทำให้อู๋เฟยกลับมาคิดได้
“นั่นสิ จริงอย่างที่หวงหลงพูด...เย่หยางฉันขอโทษ ฉันไม่น่าพูดอะไรแบบนั้นออกไปเลย”
“ไม่เป็ไร ฉันเข้าใจพวกนาย” เย่หยางไม่โกรธ เพราะในโลกที่เขาจากมา ก็เคยอิจฉาเฉินคุนเหมือนกัน
“เอาล่ะ เห็นแก่ที่เป็เพื่อนกัน ฉันจะมอบทางเลือกให้กับพวกนาย” เย่หยางนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วค่อยหันไปยิ้มให้กับเพื่อนรัก
“ทางเลือก...ทางเลือกอะไร พวกเรามีทางเลือกด้วยเหรอ?”
“มีสิ” เย่หยางตอบ พร้อมกันนั้นในมือของเขาปรากฏเป็เมล็ดพันธุ์บางอย่าง
มันมีขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลือง ร่องลอยอยู่บนฝ่ามือ เป็สีดำ แผ่ออร่าเสื่อมทราม กัดกร่อน ชวนขนหัวลุกจนน่าอึดอัด
จากการกระทำของเย่หยาง ทำให้นักเรียนสามคนขยับไปชิดมุมอีกด้านของห้องชั้น 2
“นี่คือ...”
เทียบกับพวกเขา อู๋เฟยและหวงหลงราวกับต้องมนต์สะกด
พวกเขามองเมล็ดพันธุ์สีดำที่ลอยอยู่ในมือเย่หยางแทบไม่กระพริบตา
“นี่เหรอ...” เย่หยางมองสิ่งที่อยู่ในมือ จากนั้นเสริมว่า “เมล็ดพันธ์ความมืด ฟังนะ หลังจากที่ฉันได้เป็ราชันฉันได้รับพลังที่จะมีผู้ใต้บังคับบัญชา นอกจากนั้นยังมีพลังในการสร้างบาเรีย เพียงแต่ฉันเลือกได้เพียงหนึ่งอย่าง ถ้าหากตอนนี้ฉันเลือกเมล็ดพันธุ์ บาเรียไว้สำหรับป้องกันการโจมตีจากเทวทูตจะถูกเลื่อนไปไว้ในตอนที่ฉันถึงลำดับสอง”
“พวกนายคงกำลังลังเลสินะ กลัวว่ามันจะทำให้พวกนายตายกลายเป็เทวทูต แต่ไม่ต้องกลัว ด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งความมืด มันจะเปลี่ยนให้พวกนายมีพลังแบบฉัน...อ้อไม่สิ หากพูดง่ายๆ ก็เป็ทหารในระดับต่ำนั่นแหละนะ และฉันเรียกมันว่าเบี้ย! แต่ไม่ต้องกังวล ด้วยพวกนายที่เป็เพื่อน ฉันไม่ยอมให้พวกนายเป็เบี้ยไปตลอดชีวิตหรอก และถ้าหากพวกนายตัดสินใจได้แล้ว ง่ายมาก หยิบเอาไปคนละหนึ่ง จากนั้นให้เมล็ดพันธุ์ผสานเข้ากับร่างกาย”
เย่หยางไม่อธิบายเพิ่ม เพราะในมุมมองเพื่อนสนิทสองคน โดยเฉพาะหวงหลง ย่อมเข้าใจว่าทำไมเย่หยางถึงได้รู้มากนัก ก็เพราะว่าตัวเขาเป็ราชันนั่นเอง ถ้าหากผู้ใช้พลังไม่รู้ แล้วพวกเขาจะรู้หรือไปคาดเดาได้ยังไง
“ว้าว ฟังดูแล้วมันเจ๋งชะมัด แต่ฉันไม่ชอบคำว่าเบี้ยเลยให้ตายสิ แต่มันก็ดีกว่าสุ่มขนนกเพื่อกลายเป็ราชันนั่นแหละนะ” หวงหลงตัดสินใจเป็คนแรก เขาคว้าเมล็ดพันธุ์สีดำจากมือเย่หยาง แล้วปล่อยให้มันผสานเข้ากับร่างกายอย่างช้าๆ โดยไม่ขัดขืน
“ฉันก็ไม่ชอบคำว่าเบี้ย แต่เมื่อนายพูดว่าพวกเราจะไม่ได้เป็เบี้ยไปตลอดชีวิต แสดงว่านอกจากเบี้ย พวกเรายังเลื่อนลำดับเป็ขุนพลเอกของนายได้สินะ” ตามด้วยอู๋เฟย เขาคว้าเมล็ดพันธุ์สีดำที่ยังเหลืออยู่มาไว้ในมือ จากนั้นปล่อยให้มันเข้าไปในร่างกายอย่างช้าๆ
“เฮ้เพื่อน พวกนายไม่ควรตัดสินใจเร็วแบบนี้นะ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะหลอก...” มีหนึ่งในนักเรียนไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เขามองว่ามันเสี่ยงเกินไป
แต่คำพูดของนักเรียนคนดังกล่าวต้องเงียบลง เมื่อรับรู้ถึงสายตาจากเย่หยาง เขาทำได้เพียงหุบปาก แล้วหลบอยู่หลังผู้หญิงตัวเล็กในกลุ่ม
ไม่นานอู๋เฟยและหวงหลงก็ผสานกับเมล็ดพันธุ์จนเป็อันหนึ่งอันดียว
พวกเขาััได้ว่า ตอนนี้ที่หัวใจมีบางอย่างเข้ามาเกาะกุม
มันเป็ความรู้สึกที่ไม่สบายตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ััได้ว่าร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลง
ทั้งคู่เริ่มลงมือกับโต๊ะและเก้าอี้
หากเป็เมื่อก่อนพวกเขาคงไม่ทำอะไรบ้าบิ่น ต่อให้ถูกมองเป็พวกนอกคอกเหลือเดนก็ตาม แต่ตอนนี้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีการพิสูจน์สักหน่อย
การเปลี่ยนแปลงที่ว่าไม่ได้หมายถึงรูปลักษณ์ ทั้งสองยังเป็มนุษย์ เพียงแต่พละกำลังต่างหากที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงบรรยากาศรอบตัว มีออร่าเสื่อมทรามไม่ต่างจากเย่หยาง
อู๋เฟยมองผลลัพธ์ตรงหน้าค่อนข้างจะใ เช่นเดียวกับหวงหลง
พวกเขารู้สึกว่าการเชื่อเย่หยางเป็ทางเลือกที่ฉลาด ต่อให้เป็แค่เบี้ยก็ดีกว่าเป็เบี้ยของคนที่ไม่รู้จัก
“เอาล่ะ เราเสียเวลามากพอแล้ว” เย่หยางลุกขึ้นยืน ในสภาพมือล้วงกระเป๋ากางเกง “ฉันรู้พวกนายห่วงพ่อแม่มาก งั้นในฐานะราชัน ฉันจะเป็คนพาพวกนายไปหาพวกเขาเอง”
สำหรับเย่หยางการไปช่วยสองครอบครัวเพื่อนสนิทก็แค่ทางผ่าน และแน่นอนการเดินทางครั้งนี้ย่อมหมายถึงอันตรายแต่นั่นแหละคือสิ่งที่เขา้า
เพราะยิ่งฆ่าเทวทูตมากเท่าไหร่ การเลื่อนลำดับจะยิ่งเร็วขึ้น และด้วยคุณสมบัติพิเศษของราชันความมืด ร่างกายจะพัฒนาได้เร็วกว่าราชันคนอื่น ดังนั้นกล่าวสำหรับเย่หยาง ่แรกของการเสด็จเยือน ไม่ต่างอะไรจากฟาร์มลำดับเขาให้สูงขึ้น
“ขอบใจนะเย่หยาง ”
ทั้งคู่ยิ้มให้ชายหนุ่มร่างท้วม เวลานี้พวกเขาเริ่มมองเห็นแสงสว่างรำไร
แต่ในขณะนั้นหนึ่งในนักเรียนสามคนได้โพล่งว่า
“นี่...ฉันขอเป็เบี้ยด้วยคนสิ!”