“เหลยเหล่ย เพราะความสามารถของเธอแท้ๆถึงทำให้ท่านพ่อปลื้มใจได้ขนาดนี้...” ฟังซวี่หรูเดินออกมาจากห้องหนังสือไปอยู่ข้างกายของซูเหล่ยแล้วพูดประจบ
ซูเหล่ยกวาดสายตามองผู้หญิงคนนี้ในใจเต็มไปด้วยความรังเกียจ หากไม่ใช่เพราะหล่อน พ่อแม่ก็คงไม่มีเื่ร้าวฉานกันในสายตาของเธอ ไม่ว่าหล่อนจะพูดคำพูดสวยหรูมากเท่าไหร่ เธอก็ไม่มีทางรู้สึกดีด้วยแม้แต่ปลายนิ้วก้อย“ฟังซวี่หรู ทางที่ดีเธอสนใจหน้าที่ของตัวเองจะดีกว่า แล้วชื่อเหลยเหล่ย เธอสมควรเรียกหรือไง?!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฟังซวี่หรูพลันชะงักงันรู้สึกแย่อยู่ข้างในใจ
ซูเหล่ยไม่คิดจะสนใจหล่อนก่อนจะเดินอ้อมผ่านร่างนั้นลงไปชั้นล่าง ซูเฉียวออกมาจากสถานพินิจแล้ว พรุ่งนี้ก็เป็วันเปิดเทอมเสียด้วยถ้าเธอไม่ทำอะไรสักอย่าง เธอจะไม่รู้สึกเสียใจกับตัวเองเหรอ
เฮอะซูเฉียวนี่โชคดีเสียจริง!
ถูกจับขังในสถานพินิจอย่างนั้นไม่นึกเลยว่ายังจะรอดออกมาได้ครบสามสิบสองประการ!
แต่ถ้าซูเฉียวหลบหนีไปได้ล่ะหากวันใดซูเฉียวกลับเข้ามาในตระกูลซู ซูเหล่ยมั่นใจว่าน้องสาวต่างมารดาของตนจะไม่มีที่ซุกหัวตลอดกาลเธอจะทำให้เด็กนั่นรู้ว่าจุดจบของลูกนอกสมรสไร้สมองแสนต่ำต้อยนั้นมันเป็อย่างไร!
“เหลยเหล่ย เธอวางใจเถอะฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว ฉันรับรองเลยว่าก่อนถึงวันเปิดเทอมพรุ่งนี้เื่ฉาวโฉ่ของซูเฉียวจะลือกระฉ่อนไปทั่วเมืองแน่ แล้วอีกอย่างนะ ฉันเข้าร่วมกลุ่มสภานักเรียนและจะทำให้พวกเขาต่อต้านการเข้าเรียนของซูเฉียวอย่างหัวชนฝา นักเรียนแย่ๆ อย่างหล่อนหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะมาอยู่โรงเรียนเดียวห้องเดียวกับเรา ฝันไปเถอะ!” ซูเหล่ยรับสายโทรศัพท์ของเหอลู่ลู่เพื่อนร่วมห้องที่พูดถึงแผนของตนอย่างลำพองใจทั้งยังแฝงไปด้วยการเอาอกเอาใจเธออย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ซูเหล่ยตอบรับ รู้สึกพึงพอใจกับแผนการที่ได้ฟังเป็อย่างมาก“ใช่! อย่าลืมทำลายหลักฐานให้สิ้นซากด้วยล่ะ ฉันไม่อยากให้ใครสาวมาถึงตัวฉันเข้าใจไหม”
“รู้แล้วๆ...ฉันรับประกันเลยว่าจะไม่มีทางกระทบกับชื่อเสียงอันใสสะอาดของเจ๊ใหญ่อย่างเธอแน่นอน...”เหอลู่ลู่พูดพลางยิ้ม
ซูเหล่ยสรุปแผนอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงวางสายด้วยความพึงพอใจจนคับอก“ซูเฉียว ฉันอดใจรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ไม่ไหวแล้วสิ...”
วันนี้เป็วันเปิดเรียนชั้น ม.หกประตูโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเมืองอัดแน่นไปด้วยฝูงชน รถหรูหลากหลายยี่ห้อมารวมตัวกันการจราจรติดขัดไม่ขยับเขยื้อน เพราะการได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเช่นนี้นอกจากบางคนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมแล้ว ส่วนใหญ่ก็มีภูมิหลังครอบครัวที่ร่ำรวยและเป็ที่นับหน้าถือตากันทั้งสิ้น
ซูเฉียวเห็นกลุ่มคนเบียดเสียดกันจนแน่นขนัดจนรู้สึกงงงวยเล็กน้อยครั้งสุดท้ายที่ไปโรงเรียนคือเมื่อไหร่กันนะ น่าจะสิบปีก่อนได้มั้ง ตอนนั้นเพราะเธอเรียนข้ามชั้นอย่างต่อเนื่องอายุเพียงสิบสี่ก็ได้เลื่อนชั้นไปอยู่ ม.ปลายแล้ว ใช้เวลาเพียงสองปีก็เรียนจบหลักสูตรม.ปลาย ตอนที่เธอเรียนจบ เธอก็เพิ่งอายุได้เพียงสิบหกปีเท่านั้น ถูกยกย่องเป็อัจฉริยะที่หาได้ยากนานนับศตวรรษ!
เฮ้อ สิ่งที่เรียนไปเมื่อสิบปีก่อนเธอลืมไปเกือบหมดเสียแล้ว
“นี่ พวกเธอดูสิ นั่นซูเฉียวไม่ใช่เหรอยังมีหน้ามาโรงเรียนอีก!”
“นั่นสิ กล้าอ่อยว่าที่พี่เขยตัวเองหน้าไม่อายจริงๆ!”
“ได้ข่าวมาว่ายัยนั่นถูกส่งตัวไปสถานพินิจอยู่พักหนึ่งด้วยนะแค่คิดว่าจะต้องเรียนกับคนแบบนี้ ฉันก็อยากจะอ้วกแล้ว!”
การปรากฏตัวของซูเฉียวได้ดึงดูดผู้คนให้มามุงดูกันเป็จำนวนมากในพริบตา
ซูเหล่ยก็เห็นเธอเช่นกัน เพียงแต่ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอกเธอจะต้องรักษาภาพพจน์ จึงแสร้งทำเป็ปกป้อง “พวกเธอไม่ต้องพูดแล้ว...ฉันคิดว่าซูเฉียวก็ต้องพลาดพลั้งทำเื่ผิดไปบ้าง...หล่อนได้รับบทลงโทษแล้วล่ะ...”
ยิ่งซูเหล่ยทำเป็ใจกว้างมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ความต่ำช้าของซูเฉียวชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
“ซูเหล่ย เธออย่าไปแก้ตัวแทนหล่อนสิ!หล่อนเป็คนยังไง คิดว่าพวกเราไม่รู้เหรอ เรียนก็ได้ที่โหล่ตลอด ไม่มีข้อดีอะไรเลยนอกจากหน้าตาที่ยังพอดูได้ หล่อนเทียบปลายนิ้วเธอไม่ติดด้วยซ้ำ!”
“ใช่!ซูเหล่ยของเราทั้งชาติตระกูลดี หน้าตาสะสวย บุคลิกนิสัยก็ดี แล้วยังเป็นักเรียนดีเด่นอีกโรงเรียนก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ อาจจะถูกส่งไปเรียนต่อที่โรงเรียนนานาชาติก็ได้!อย่างซูเฉียวน่ะ เอามาเทียบกับคนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างซูเหล่ยไม่ได้หรอก!”
“จริงที่สุด แต่ว่า...ไม่เข้าใจจริงๆว่าตระกูลซูจะเก็บยัยนั่นไว้ทำอะไร...เศษสวะแบบนั้น น่าจะตายๆ ไปซะ!”
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของซูเหล่ยได้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในการกระทำของซูเฉียวตามมามากมายนับไม่ถ้วน
ซูเหล่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ในใจกลับมีความสุขอยู่บนความทุกข์ของผู้อื่นอย่างเต็มเปี่ยมที่เขาเรียกกันว่า คนล้มแล้วเหยียบซ้ำ มันคือแบบนี้ล่ะ! คนอย่างซูเฉียวคู่ควรแล้วหรือที่กล้าจะมาเทียบชั้นกับเธอ?!
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกหล่อนจะเหน็บแนมอย่างไรซูเฉียวก็ยังคงมีท่าทีนิ่งเฉยและไม่ทุกข์ร้อน เธอไม่แม้แต่จะชายตามองพวกหล่อน หากแต่สะพายกระเป๋าเรียนแล้วเดินตรงดิ่งไปทางตึกเรียน
อืม ถ้าเธอจำไม่ผิด เหมือนเธอจะเรียนสายศิลป์นะ
“หล่อนกล้าเมินพวกเรา!”
“กล้าดีเกินไปแล้ว!”
“ไปเถอะพวกเราไปหาครูประจำชั้นกัน! เศษสวะแบบนั้น จะปล่อยให้เรียนห้องเราต่อไปไม่ได้เด็ดขาด!”
นักเรียนจำนวนหนึ่งถูกกระตุ้นด้วยท่าทีเมินเฉยของซูเฉียวแต่ละคนรู้สึกแค้นใจถึงความไม่เป็ธรรม ต่างอยากไปร้องเรียนครูประจำชั้น
ครูประจำชั้น ม.6 ห้อง 8 มีแซ่หลิวเขาสอนภาษจีน รูปร่างไม่สูงนัก สวมแว่นทรงกลม ดูเหมือนคนสูงอายุทั่วไปแต่ก็มีลักษณะเฉพาะตัวเมื่อเห็นกลุ่มนักเรียนหญิงมายืนปิดทางเข้าห้องทำงานร้องะโให้โรงเรียนไล่ซูเฉียวออก เขาก็อดขำไม่ได้ พวกเธอคิดว่าเขาเหมือนพวกเธอคนอื่นจะพูดอะไรก็ทำตามอย่างนั้นหรอกเหรอ คนที่มีสมองเพียงเล็กน้อยก็ยังดูออกว่ามันเป็ปัญหาภายในตระกูลใหญ่โตลูกหลานตระกูลที่ไม่ค่อยใหญ่โตอย่างพวกเธอจะโง่ไปยุ่งด้วยทำไม!
ซูเฉียวเธอข้ามมาหนึ่งปี คะแนนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่คงจะได้เข้ามาเพราะเส้นสาย แต่ก็ไม่ได้แย่อย่างที่พวกเธอพูดกัน
“ที่พวกเธอพูดมา ครูจะคิดให้ถี่ถ้วนอีกทีกลับไปที่ห้องเรียนก่อนไป”
ถึงแม้ว่าเหล่านักเรียนจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าแย้งกลับคุณครูอย่างเปิดเผย ครั้นจึงแยกย้ายกันไปทีละสองสามคนเมื่อกลุ่มคนหายไปแล้ว ซูเฉียวจึงเดินขึ้นมาจากบันได ก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามาอยู่ตรงหน้าของครูหลิวในชั่วอึดใจ
“ครูคะ หนูอยากย้ายห้อง” ซูเฉียวไม่ได้พูดเล่นเธอโพล่งเจตนาออกไปอย่างไม่อ้อมค้อม
ครูหลิวขยับกรอบแว่นที่อยู่บนจมูกหัวเราะพลางพูดว่า “ทำไมล่ะ รับความกดดันเล็กน้อยพวกนี้ไม่ได้เหรอ”
ซูเฉียวชายตามองเขาแล้วพูดว่า“กับพวกเธอฉันไม่สนหรอกค่ะ”
“หา ถ้าอย่างนั้นเธอบอกมาซิ ว่าทำไมถึงอยากย้ายไปห้องอื่น?!” ครูหลิวนั่งตัวตรง นักเรียนที่ดูไร้ระเบียบวินัยคนนี้ ยิ่งดูก็ยิ่งถูกชะตา
ซูเฉียวเบ้ปากแล้วพูดว่า “หนูอยากย้ายไปเรียนสายวิทย์”
เมื่อได้ฟังเหตุผลครูหลิวก็อดตะลึงไม่ได้ “สายศิลป์ย้ายไปสายวิทย์ เธอล้อเล่นอะไรกัน! ยิ่งไปกว่านั้นนะ ตอนนี้ก็อยู่ ม.6 แล้วด้วย ไม่เตรียมตัวเสียั้แ่เนิ่นๆพอจวนตัวก็จะมาเปลี่ยนกะทันหัน ไม่ใช่การเลือกที่ฉลาดเลยนะ แล้วโรงเรียนก็มีข้อกำหนดที่ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนสายหลังจากจบม.5 ด้วย!”
“กฎมีไว้แหกค่ะคะแนนวิชาสายศิลป์ของหนูก็เฉยๆ ทำไมไม่ย้ายหนูไปสายวิทย์จะได้เรียนในสิ่งที่หนูชอบ” คำพูดนี้ของซูเฉียวไม่ใช่คำโกหกไปเสียหมด เธอไม่สนใจสายศิลป์จริงๆ!
ครูหลิวมองหญิงสาวที่มีสีหน้านิ่งเฉยคนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด ดูเหมือนว่าการไปสถานพินิจในครั้งนี้จะทำให้เธอเปลี่ยนไปเยอะมาก“เื่นี้ครูจะไปปรึกษากับหัวหน้าสายชั้นเอง เธออยู่ห้อง 8 ชั่วคราวเพื่อรอการประกาศไปก่อน”
ซูเฉียวเห็นเขาไม่ได้บอกปัดอะไรจึงพยักหน้าแล้วหันหลังเดินจากไป
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb