แดดยามเย็นยังร้อนจัดจนเหมือนเพิ่งบ่ายแก่ ๆ แสงสีส้มอมทองของอาทิตย์ตกสะท้อนตึกเตี้ย ๆ กับป้ายตัวอักษรภาษาจีนแดงซีด ๆ ที่เริ่มลอก ราวกับเมืองทั้งเมืองถูกย้อมด้วยสีฝุ่นร้อน
หลิวอวิ๋นเหยาก้าวพ้นประตูสนามบินกว่างโจว กระเป๋าเดินทางในมือชื้นเหงื่อพอ ๆ กับฝ่ามือของเธอ ความร้อนโถมใส่หน้าอย่างไม่ปรานี ลมที่พัดมาช้า ๆ ไม่ได้ช่วยให้เย็นลงเลย มีเพียงกลิ่นไอร้อนเปรี้ยว ๆ กับควันรถประปนอยู่จนเธอต้องถอดเสื้อโค้ทออกทันที
“ยังไงก็ขอกลับบ้านไปเจอครอบครัวก่อนแล้วกัน เื่การรายงานตัวไว้ค่อยว่ากัน”
ครั้งนี้เธอตั้งใจไม่โทรบอกใคร ไม่เขียนจดหมายล่วงหน้า เพราะอยากกลับมาเซอร์ไพรส์ครอบครัว มีเพียงทางสำนักงานกลางที่ดูแลนักศึกษาทุนรัฐบาลเท่านั้นที่ทราบเื่
เธอยิ้มกับตัวเองจาง ๆ “เธอคิดถึงครอบครัวจะแย่แล้ว”
รอบ ๆ สนามบินมีเ้าหน้าที่ตรวจตราอย่างเข้มงวด โดยกั้นที่ตรงทางเข้าออก บางจุดมีทหารยืนประจำการอยู่ เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
หลิวอวิ๋นเหยาลากกระเป๋าเดินผ่านลานกว้าง เธอพยายามกวาดตามองหารถ สุดท้ายก็ตัดสินใจขึ้นรถเมล์สาธารณะเพื่อกลับบ้าน
ทว่าเมื่อถึงป้ายรถเมล์ หลิวอวิ๋นเหยาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอมีเพียงเงินปอนด์อังกฤษและดอลลาร์ฮ่องกงในกระเป๋าเท่านั้น ส่วน เงินหยวน สำหรับใช้จ่ายภายในเมืองกลับลืมแลกในสนามบินไปเสียสนิท หากจะย้อนกลับเข้าไปแลกเงินอีกครั้งคงต้องเสียเวลาและเจอกับความยุ่งยากจากเ้าหน้าที่ตรวจตรา
เธอควานหากระเป๋าอยู่หลายรอบ ผลลัพธ์คือกระเป๋าสตางค์มีแต่เหรียญกับธนบัตรต่างประเทศที่ไม่มีค่าอะไรในสถานที่แห่งนี้ ความร้อนและความชื้นในเมืองกว่างโจวยิ่งทำให้ความรู้สึกอึดอัดและกังวลทวีคูณ ขณะที่ผู้คนกำลังรอขึ้นรถเมล์กันอย่างเร่งรีบ ก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังต่ำ ๆ ขับเข้ามา
“เอาไงดีนะ…” เธอพึมพำเบา ๆ พลางสังเกตรถเมล์สายหนึ่งที่กำลังขับเข้ามา “หรือว่าวันนี้จะต้องเดินกลับบ้านเหรอ เฮ้อ... จะทำยังไงดีล่ะทีนี้”
หญิงสาวยืนลังเลอยู่สักพัก เธอรู้สึกทั้งเขินอายทั้งลำบากใจ จะกลับบ้านอย่างไรดี หากเดินกลับก็ไกลเกินไป จะขึ้นรถเมล์ก็ต้องใช้เงินสด
ทันใดนั้น รถเมล์ก็เคลื่อนมาจอดตรงหน้าแล้ว ประตูเปิดออก พร้อมกับเสียงะโของกระเป๋ารถเมล์ “เตรียมค่าโดยสารให้พร้อมด้วย!”
เฮ้อ!!! มาถึงก็เจอปัญหาเลย รู้อย่างนี้บอกให้พี่บ้านมารับดีกว่า
หลิวอวิ๋นเหยายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าประตูรถเมล์ กระเป๋าในมือเหมือนหนักขึ้นทุกที ซึ่งสะท้อนถึงความลำบากใจของเธอ คนที่รอขึ้นรถอยู่ข้างหลังเริ่มขมวดคิ้วบ่นพึมพำ
“จะขึ้นก็รีบขึ้นสิ ถ้าไม่ขึ้นก็อย่าขวางทางคนอื่น”
“นั่นสิ ยืนขวางอยู่ได้”
กระเป๋ารถเมล์ก็กวาดตามองอย่างไม่พอใจเช่นกัน “น้องสาวจะขึ้นไหม ถ้าไม่ขึ้นก็ถอยไป อย่าทำให้คนอื่นเสียเวลา”
ทันใดนั้น เสียงรถจี๊ปก็ดังขึ้นมาจากท้ายรถ รถคันนั้นแล่นชะลอมาหยุดอยู่ไม่ไกล หน้าต่างลดลงเผยให้เห็นชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารสีเขียว แววตาคมกริบ แต่เมื่อเห็นเธอใกล้ ๆ แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความแปลกใจและยินดี
“อวิ๋นเหยา?” น้ำเสียงนั้นดังขึ้นอย่างมั่นใจและสนิทสนม ราวกับกาลเวลาที่ผันผ่านไม่ได้พรากความทรงจำไปเลยสักนิด
เธอชะงัก หันขวับไปมองชายหนุ่มตรงหน้า ดวงตาไหววูบด้วยความงุนงง ภาพของเขาดูคุ้นตาอย่างประหลาด แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็ใคร
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ เสียงทุ้มอบอุ่นแฝงความขี้เล่น “เฮ้ อะไรกัน ไม่เจอไม่กี่ปี จำกันไม่ได้แล้วเหรอ…ยัยตัวเปี๊ยก”
เพียงได้ยินถ้อยคำเก่า ๆ ที่เคยหยอกล้อกันในวัยเด็ก ความทรงจำก็พรั่งพรูเข้ามา หลิวอวิ๋นเหยาเผลอพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ “เซิ่ง…เหวินเจ๋อ?”
ใช่แล้ว เขาคือเพื่อนบ้านที่เคยวิ่งเล่นในตรอกแคบ ๆ เคียงข้างเธอ ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปมาก เครื่องแบบทหารบนร่างสูงทำให้เขาดูหนักแน่นและมั่นคงกว่าที่เคยเป็ คุณแม่เคยเล่าให้ฟังเหมือนกันว่าเขาเลือกเส้นทางนี้ แต่เธอไม่คิดว่าจะได้พบกันในจังหวะแบบนี้
“ขึ้นมาสิ ฉันกำลังจะกลับบ้านพอดี” เซิ่งเหวินเจ๋อยิ้มบาง ๆ แววตาเปล่งประกายอบอุ่นและมั่นคงจนทำให้หัวใจของเธอคลายความตื่นตระหนกโดยไม่รู้ตัว
หลิวอวิ๋นเหยาเม้มริมฝีปากแน่นและรู้สึกโล่งใจอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรีบก้าวไปที่รถจี๊ปคันนั้น ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของผู้คน
เมื่อประตูปิดลง รถจี๊ปก็เคลื่อนตัวออกจากป้ายรถเมล์ เสียงเครื่องยนต์ดังฮึ่ม ๆ คละเคล้ากับลมร้อนยามบ่ายที่พัดเข้ามาจากหน้าต่าง
“ไม่ได้เจอกันตั้งกี่ปีแล้วนะ…เธอไม่เปลี่ยนไปเลย” เซิ่งเหวินเจ๋อเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง รอยยิ้มยังเหมือนสมัยเด็กไม่มีผิด
หลิวอวิ๋นเหยาหัวเราะในลำคอ “ไม่เปลี่ยนได้ยังไง ฉันโตแล้วนะ ไม่ใช่ยัยตัวเปี๊ยกที่ตามหลังพวกนายวิ่งเล่นอีกแล้ว”
“เหรอ....? แต่ในสายตาฉัน เธอก็ยังเป็ยัยตัวเปี๊ยกที่ชอบร้องไห้เวลาโดนแกล้งอยู่นั่นแหละ” เขาเอ่ยพลางหัวเราะเบา ๆ
เธอทำตาโตและรีบโต้กลับทันที “นี่แน่ะ! อย่าเอาเื่สมัยเด็กมาพูดสิ ฉันต่างหากที่ต้องคอยห้ามพวกนายไม่ให้ไปปีนต้นไม้แล้วตกลงมาแขนขาหัก!”
เซิ่งเหวินเจ๋อเลิกคิ้ว หันมามองอย่างท้าทาย “อ้าว ยังจะได้อยู่เหรอ”
หลิวอวิ๋นเหยาสะบัดหน้าอย่างขุ่น ๆ แต่ริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ “จำได้สิ วีรกรรมของพวกนายน้อยเสียเมื่อไหร่”
บรรยากาศในรถจี๊ปพลันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ราวกับเวลาย้อนกลับไปสู่วัยเด็กอีกครั้ง
เซิ่งเหวินเจ๋อยกยิ้มเ้าเล่ห์ “พูดถึงวีรกรรมแล้ว ฉันยังจำได้อยู่นะ…ตอนนั้นเธอแอบเอาขนมที่แม่ทำให้ไปซ่อนไว้ใต้หมอน แต่ลืมไว้จนมดขึ้นเต็มห้อง โดนแม่ดุจนร้องไห้ใหญ่เลย”
หลิวอวิ๋นเหยาหันขวับไปมองเขา ตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เฮ้! เื่เล็ก ๆ แบบนั้น นายยังจำได้อีกเหรอ!”
“เล็กตรงไหน? วันนั้นทั้งตรอกหัวเราะกันใหญ่เลยนะ” เซิ่งเหวินเจ๋อหัวเราะเสียงดัง พวงมาลัยในมือสั่นน้อย ๆ เพราะเ้าตัวขำไม่หยุด
เธอหน้าร้อนวูบ รีบโต้กลับทันที “แล้วใครกันล่ะที่เคยปีนกำแพงบ้านคนอื่นไปเก็บลูกท้อ สุดท้ายตกลงมาเปื้อนโคลนทั้งตัว ต้องเดินกลับบ้านตัวดำ ๆ ทั้งแบบนั้น!”
คราวนี้เป็เขาบ้างที่ไอแห้ง ๆ ทำหน้าทำตาเหมือนไม่อยากจะยอมรับ “อะแฮ่ม…นั่นมันอุบัติเหตุเฉย ๆ ไม่เหมือนเธอที่ซุ่มซ่ามเองหรอก”
“ซุ่มซ่ามบ้าบออะไร!” หลิวอวิ๋นเหยาทำท่าจะเถียงต่อ แต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมา “ซนกันจริง ๆ เลยเนอะ”
เสียงหัวเราะของคนทั้งคู่ดังประสานกันอยู่ในห้องโดยสารเล็ก ๆ ของรถจี๊ป บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลายเหมือนย้อนกลับไปวันวานที่ไม่มีอะไรซับซ้อน
“แล้วนี่ได้กลับมาพักที่บ้านเหรอ? เห็นแม่บอกว่าเธอเรียนหนักมาก หลายปีมานี้แทบไม่ได้กลับบ้านเลยนี่” เซิ่งเหวินเจ๋อเอ่ยพลางเหลือบมองเธอ
หัวใจหลิวอวิ๋นเหยากระตุกวูบ แต่สีหน้ากลับมาเรียบเฉย เื่ที่เธอไปเรียนต่อต่างประเทศ…รู้กันแค่ในครอบครัวเท่านั้น กับคนภายนอก ครอบครัวอ้างเพียงว่าเธอไปเข้าคอร์สฝึกอบรมการแพทย์กับหน่วยพิเศษ เพราะในยุคที่ทุกสายตาจับจ้องและพร้อมจะกล่าวหาได้ทุกเมื่อ การเปิดเผยความจริงย่อมเป็อันตรายเกินไป
เธอยังจำได้ดีถึง ‘คำสั่งเงียบ’ ในวันที่ออกเดินทาง ห้ามปริปาก แม้แต่กับเพื่อนสนิทที่สุด หากความลับนี้รั่วไหลออกไป มีเพียงหายนะรออยู่เท่านั้น