ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 เข้าใกล้

            ซูฉีฉีเบิกตาขึ้นพลางยิ้มแล้วยื่นมือไปรับผ้าเช็ดหน้าของม่อเวิ่นเฉินนางลงมือเช็ดเหงื่อบนใบหน้าด้วยตนเอง ต่อให้ลำบาก ต่อให้เหนื่อยล้าแต่นางก็ยังคงรู้สึกยินดี

            ความอบอุ่นบางๆ โอบล้อมหัวใจของนาง

            เพราะว่านางยุ่งกับการฝังเข็ม ทำให้เมื่อเช็ดเหงื่อเสร็จแล้วนางก็นำผ้าเช็ดหน้าที่ปักลายกล้วยไม้ดอกหนึ่งนั้นเก็บเข้าไปในแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจนัก

            คิดว่าเมื่อซักเสร็จแล้วจะนำไปคืนให้กับม่อเวิ่นเฉินในภายหลัง

            นางอยากบอกมารดาของตนเหลือเกินว่าบุตรสาวได้หาความสุขของตนพบแล้ว

            ตอนนี้ในใจของนางมีความอบอุ่นความสุขและความพึงพอใจอย่างที่หลายปีนี้มิเคยได้รู้สึกมาก่อน

            นางใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยามเต็มในการที่จะขับพิษในร่างกายของเหลยอวี๊เฟิงให้ออกไปจนหมดใบหน้าของซูฉีฉีเป็นสีขาวซีดจางๆ เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย

            ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงแล้วนางและม่อเวิ่นเฉินล้วนอยู่เฝ้าข้างเตียงของเหลยอวี๊เฟิง คอยเฝ้าดูสีหน้าการเปลี่ยนแปลงของเขา

            แม้ว่าพิษจะได้รับการขับออกไปแล้วแต่ว่าอวัยวะภายในของเขาก็ได้รับความเสียหายไปแล้วเช่นกันด้วยเหตุนั้นจึงจำเป็นต้องคอยเฝ้าดูสีหน้าของเขา ไม่อาจเพิกเฉยหรือวางใจได้เป็นอันขาด

            เหลิ่งเหยียนได้สั่งให้คนเตรียมอาหารมาให้พวกเขาแล้วอีกทั้งเขายังเฝ้าอยู่นอกประตูด้วยตนเองต่อให้ตอนนี้ลูกน้องของม่อเวิ่นเสวียนได้ถอยกลับไปหมด ไม่มีนักฆ่าแล้วแต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าวางใจ

            ยังไงเสียการสู้รบในครั้งนี้ คนในยุทธภพก็บาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อยอาจมีคนของพรรคใดเดินทางมาแก้แค้นได้

            เพราะฉะนั้นพวกเขาจำเป็นต้องระวังให้มาก

            ม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่ใช่คนที่เหิมเกริมและหยิ่งทะนงเขามักรู้เสมอว่าการระวังตัวอย่างรอบคอบเท่านั้นที่จะทำให้อยู่รอดปลอดภัยและเพราะว่าเขาเป็นเช่นนี้ ทำให้ไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด

            จนกลายเป็นที่เลื่องลือว่าเขาเป็นผู้ที่มิเคยพ่ายกลายเป็นตำนานและกลายเป็นเทพแห่งสงครามในหัวใจของประชาชน

            “ฉีฉีเจ้าไปพักก่อนเถิด” เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทแล้วม่อเวิ่นเฉินก็มองไปที่ซูฉีฉีอย่างสงสารพลางเอ่ยออกมาเสียงเบา

            นิ้วมือเรียวยาวลากผ่านเส้นผมของนาง

            ซูฉีฉีที่กำลังง่วงงุนอยู่นั้นก็มีสติขึ้นมาทันทีนางส่ายศีรษะ “ข้าจะอยู่ด้วยกันกับท่าน”

            สีหน้าของนางมุ่งมั่น

            ม่อเวิ่นเฉินเองก็รู้ว่าเรื่องที่สตรีผู้นี้ตัดสินใจแล้วยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้

            เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอันใดต่อทำเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ และนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านหลังของนางเงียบๆ

            สีหน้าของเหลยอวี๊เฟิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้นกลับมาเป็นปกติแล้วคงเหลือไว้แค่ความขาวซีดเล็กน้อยรอยแผลจากแส้บนใบหน้าถูกทำความสะอาดและทายาเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าคงไม่ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาต้องเสียหายอย่างแน่นอน

            แผลบนร่างกายของเขาล้วนมีม่อเวิ่นเฉินเป็นคนลงมือทายาด้วยตนเองซูฉีฉีนั้นได้ปรุงยาตามสภาพของพิษในร่างกายของเขาทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาด

            “เจ้าเรียนวิชาแพทย์ด้วยตนเอง?”เพื่อที่จะครองสติไว้ไม่ให้หลับ ม่อเวิ่นเฉินก็ตัดสินใจที่จะหาเรื่องพูดคุยกับนาง

            เขาเองก็ไม่เข้าใจซูฉีฉีนัก นางเป็นเสมือนปริศนาแต่มักจะนำความแปลกใจมาให้เขาอยู่เสมอ

            “ใช่แล้วตอนเด็กขณะที่ข้าพักอาศัยอยู่ในจวน ท่าน...แม่ของข้าไม่ได้เป็นที่โปรดปรานเพราะฉะนั้นจึงต้องอยู่อาศัยที่เรือนเล็กด้านหลังเท่านั้นไม่มีอาจารย์มาสอนข้าอ่านหนังสือ พิณ หมาก กาพย์กลอนยิ่งมิต้องพูดถึง เพราะฉะนั้นมีเพียงมารดาที่สอนให้ข้ารู้หนังสือนางเองก็เป็นคุณหนูจากตระกูลผู้ดี

            ตอนนั้นข้าไม่มีอันใดให้ทำเลยมุ่งมั่นอยู่กับการเรียนหนังสือในจวนก็ไม่มีหนังสือตำราให้ข้าอ่าน หาพบเพียงตำราแพทย์บางส่วนเพื่อที่จะรู้จักตัวหนังสือเพิ่มขึ้น ทุกวันข้าก็จะอุ้มตำราแพทย์วิ่งไปมาผ่านไปนานเข้า ข้าก็ชื่นชอบในวิชาแพทย์ สิบกว่าปีมานี้ก็ทำให้ข้าสะสมความรู้วิชาแพทย์มาได้จำนวนมาก”

            บนใบหน้าของซูฉีฉีประดับด้วยรอยยิ้มจางๆนางพูดพลางย้อนนึกถึงอดีต

            นางคิดถึงเมื่อตอนที่ตนเองยังเด็กและใช้ชีวิตเคียงคู่กับมารดาของตนคิดถึงฝีมือพิณที่ไร้ผู้เทียมทานของนาง ฝีมือการวาด...

            ทุกอย่างของนางล้วนมีเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยเป็นผู้มอบให้แม้ว่าใบหน้าของนางจะธรรมดาทั่วไป หาได้มีรูปโฉมงามล้มแผ่นดินไม่อีกทั้งยังไม่มีท่วงท่าที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คน แต่นางก็มิได้สนใจ

            แน่นอนว่าม่อเวิ่นเฉินเองก็มิได้สนใจ

            “แค่กๆ...”

            ขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเหลยอวี๊เฟิงที่นอนอยู่บนเตียงก็เริ่มไอออกมา ทำลายบรรยากาศที่อบอุ่นเบื้องหน้า

            ซูฉีฉีรีบยกมือขึ้นกดทาบชีพจรของเหลยอวี๊เฟิงโดยทันทีก่อนที่นางจะขมวดคิ้วเบาๆ “พวกเราต้องรีบกลับเมืองอ้าวโดยเร็ว ยาที่ข้าพกมานั้นยื้อไว้ได้ไม่นานนักร่างกายของเขาอ่อนแอมาก อย่างน้อยต้องทำการรักษาเป็นเวลาหนึ่งเดือน”

            ม่อเวิ่นเฉินพยักหน้าก่อนจะเริ่มครุ่นคิดเขาหันไปมองแสงจันทร์ยามค่ำคืนด้านนอกดวงจันทร์ในฤดูหนาวเช่นนี้ช่างดูเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก “เอาอย่างนี้ พวกเราอ้อมไปทางสำนักเหลยเถิด เช่นนั้นสามารถประหยัดเวลาได้มาก”

            “ก็ดีเหมือนกัน” ซูฉีฉีไม่มีความคิดเห็นใดอื่นสำหรับนางแล้วไปที่ไหนก็ล้วนไม่สำคัญที่สำคัญคือการที่ในใจของม่อเวิ่นเฉินตอนนี้มีนางอยู่ แค่นั้นก็พอแล้ว

            เมื่อพวกเขาเอ่ยเสร็จด้านนอกก็มีเสียงกระทบกันของอาวุธดังขึ้น

            ม่อเวิ่นเฉินที่มีสีหน้าอ่อนลงในตอนแรกได้ปรากฏความเยือกเย็นบนดวงตาขึ้นทันทีเขารีบลุกขึ้น คว้าดาบไว้ในมือและผลักประตูออกไป

            เหลิ่งเหยียนกำลังประมือกับคนชุดดำกลุ่มหนึ่งนักฆ่ารอบนี้รับมือยากกว่าครั้งก่อนๆกระทั่งเหลิ่งเหยียนยังรู้สึกเปลืองแรงไม่น้อย

            จำนวนคนไม่มากนักม่อเวิ่นเฉินกวาดสายตาเย็นๆ ดูรอบหนึ่ง มีเพียงสิบคนเท่านั้น

            ในมือของทุกคนถือดาบยาวเล่มหนึ่งเอาไว้ดาบเหล่านั้นสะท้อนความหนาวเย็นออกมาผ่านแสงจันทร์ยามค่ำคืน

            สิบคนนั้นเรียงตัวกันเหมือนกำลังตั้งค่ายกลและกักขังเหลิ่งเหยียนเอาไว้ด้านใน

            พลังของสิบคนนั้นทับซ้อนกันขณะพุ่งโจมตีเหลิ่งเหยียนทำให้ในเวลานี้เขาทำได้เพียงแค่ป้องกัน ไม่อาจโจมตีกลับได้

            สถานการณ์ดูอันตรายมาก

            ม่อเวิ่นเฉินมิได้ลังเลแม้แต่น้อยเขาชักดาบออกมาและพุ่งตัวเข้าไปในสมรภูมิด้านหน้าทันที

            แม้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะไม่รู้ว่านี่เป็นค่ายกลอะไรแต่ว่าด้วยความสามารถในการสังเกตและวิเคราะห์ของเขาแล้วผ่านไปไม่กี่ครั้งเขาก็สามารถหาทางทำลายค่ายกลนี้ลงได้ดาบยาวแทงทะลุออกไปในภาพมายาที่เหมือนจริงตรงหน้าทำให้หนึ่งในคนเหล่านั้นลอยกระเด็นตกลงไปบนพื้น!

            ดาบยาวได้แทงทะลุท้องของคนชุดดำนั้นทันที...

            เมื่อคนสิบคนขาดไปหนึ่งแล้วตรงมุมของค่ายกลก็เริ่มปั่นป่วน

            เหลิ่งเหยียนและม่อเวิ่นเฉินเองก็เริ่มลงมือสังหารแล้วเช่นกัน

            ซูฉีฉีที่อยู่ในห้องนั้นมิได้ขยับแต่กลับยังคงนั่งเฝ้าอยู่ด้านข้างเหลยอวี๊เฟิงนิ่งๆนางฝังเข็มให้เขาเพื่อลดคลายความเจ็บปวดพลางลอบฟังเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกประตู

            เพียงแต่ว่าแสงเงินแวบผ่านหน้าของนางยังมิทันที่นางจะได้เงยหน้าขึ้น ร่างของคนผู้หนึ่งก็ได้กระโดดผ่านหน้าต่างเข้ามาแล้วดาบในมือของเขาสะท้อนแสงเงินอันหนาวเย็นขึ้นก่อนจะพุ่งแทงมาทางตำแหน่งหัวใจของนาง

            นางเข้าใจขึ้นมาโดยทันทีว่าเป้าหมายของนักฆ่าครั้งนี้ก็คือนาง ซูฉีฉี

            นางมิได้ร้องตะโกนและมิได้ตื่นตกใจทำเพียงแค่รีบปลีกตัวหลบดาบที่แทงเข้ามาหมายปลิดชีวิตของตนแต่ว่าท่วงท่าของนางก็ยังคงช้าไปเล็กน้อย รอยเลือดได้ทิ้งไว้บนเสื้อของนางเสียแล้ว

            ดาบยาวได้ลากผ่านตรงตำแหน่งหัวใจของนางเป็นรอยเลือดยาวๆเส้นหนึ่ง

            เข็มทองที่อยู่ในมือของนางลอยออกไปอย่างรวดเร็วนางเพียงหวังว่านี่จะเป็นการถ่วงเวลาในการลงมือของศัตรูได้

            รอจนม่อเวิ่นเฉินจัดการภายนอกจนเรียบร้อยแล้วเขาก็จะกลับมาเอง

            เหลยอวี๊เฟิงที่แต่เดิมกำลังนอนหลับอยู่นั้นก็ลืมตาขึ้นมาเข็มทองที่ปักอยู่ในร่างของเขายังมิได้เอาออกเขาพลิกตัวนั่งก่อนจะหยิบเอาดาบยาวข้างหัวเตียงของตน ออกแรงแทงไปที่ชายชุดดำที่บุกเข้ามาดาบเคลื่อนไหวดุจอสรพิษพุ่งเข้าโจมตีชายชุดดำในทันที

            คนชุดดำกำลังไล่ตามซูฉีฉีแต่กลับคิดไม่ถึงว่าด้านหลังจะมีการลอบทำร้ายเกิดขึ้นเขารีบดึงดาบกลับมาเพื่อยกขึ้นต้านดาบยาวของเหลยอวี๊เฟิง

            ดาบทั้งสองปะทะกัน ส่งเสียง “แกร๊ง” ออกมาดังสนั่น

            จากนั้นดาบในมือของเหลยอวี๊เฟิงก็ร่วงหล่นไปบนพื้นดวงตาของคนชุดดำฉายแววเยือกเย็นก่อนจะพุ่งโจมตีเหลยอวี๊เฟิงที่ใช้เรี่ยวแรงเมื่อครู่ไปจนหมดแล้ว

            “รับกระบวนท่า...”ซูฉีฉีคิดไม่ถึงว่าเหลยอวี๊เฟิงจะตื่นมาในเวลานี้และยิ่งคิดไม่ถึงว่าเขาจะลงมือซ้ำคนชุดดำยังเปลี่ยนเป้าหมายจากนางเป็นเหลยอวี๊เฟิงแทน

            ในสถานการณ์ที่ร้อนรนเช่นนี้ซูฉีฉีก็ตะโกนออกมาก่อนที่เข็มทองกว่าสิบเล่มในมือจะถูกปาออกไป

            ร่างของคนชุดดำนิ่งค้างไปมีเข็มทองบางเล่มแทงทะลุเข้าไปในร่างกายของเขาแต่เป็นเพราะว่ามีระยะห่างอยู่บ้างทำให้ซูฉีฉีมิอาจคาดเดาจุดในร่างกายเขาได้แม่นยำนักทำได้เพียงแค่ซัดออกไปมั่วๆ

            เพราะว่าถูกโจมตีด้วยเข็มทองทำให้คนชุดดำหยุดการกระทำของตนไปชั่วขณะเขาก็ได้ยินถึงข่าวลือเกี่ยวกับสงครามอันหนักหน่วงเมื่อยามกลางวันและยังได้ยินว่าซูฉีฉีใช้เพียงเข็มเล่มเดียวก็ปลิดชีวิตของยอดฝีมือในยุทธภพไปได้คนหนึ่ง

            ตอนนี้เขากลัวว่าตนจะถูกพิษจนถึงแก่ชีวิตทำให้เร่งรีบถอยกลับไป

            เมื่อเห็นว่ามีช่องว่างของจังหวะแล้วซูฉีฉีก็รีบพุ่งตัวไปที่ด้านหน้าเตียงของเหลยอวี๊เฟิงใช้ร่างกายของตนคุ้มกันเขาเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้ถูกการโจมตีของคนชุดดำ

            ทำให้เหลยอวี๊เฟิงที่กำลังหรี่ตาอยู่นั้นตัวเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเขานอนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น เขาคาดคิดไม่ถึงจริงๆว่าซูฉีฉีจะยอมใช้ชีวิตของตนมาช่วยเขา

            เมื่อครู่ช่างอันตรายยิ่งนัก

            ถ้าหากมิใช่เพราะชื่อเสียงของนางที่ทำให้คนชุดดำผู้นี้กลัวว่านางจะใช้พิษแล้วการตอบโต้เมื่อครู่ของคนชุดดำต้องพรากเอาชีวิตของซูฉีฉีไปแน่

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730