บทที่ 41 เจ้าหญิงผู้เอาแต่ใจและดื้อรั้น
“ไม่แปลกใจเลยที่คุณหนูฉู่จะมีรสนิยมแบบนั้น แต่ฉันไม่” หลีเกอเหลือบมองเธอ “ผู้ช่วยจาง เป็นคนให้คีย์การ์ดฉัน และท่านประธานฟู่ก็รู้เรื่องและอนุญาตแล้ว”
ฉู่ซือเจียวโกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
น่าโมโหจริง ๆ ทำไมผู้ช่วยจางถึงไม่เคยให้คีย์การ์ดเธอบ้างล่ะ
“หรือว่าที่คุณหนูฉู่มาเล่นมือถืออยู่ที่นี่เพราะไม่มีคีย์การ์ด?”
“ฉันมี! แค่ลืมเอามา แล้วก็ขี้เกียจกลับไปเอา!” ฉู่ซือเจียวพูดอย่างเชิดหน้า “ฉันตั้งใจมาจับตาดูหล่อนโดยเฉพาะ หล่อนอย่าได้คิดว่าจะได้มาอ่อยพี่เหยียน!”
หลีเกอหายใจเข้าลึก ๆ “คุณหนูฉู่ เรื่องมันไม่ใช่…”
เมื่อเห็นว่าประตูถูกเปิดออกฉู่ซือเจียวก็รีบเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วรีบเข้าไปในห้องพร้อมเตือนหลีเกอว่า “อย่าคิดว่าแค่ได้นอนกับพี่ เหยียนครั้งหนึ่ง แล้วคิดจะทำอะไรอีกได้นะ เพราะฉันจะคอยจับตาดูหล่อนเอง”
“...”
เอาละ ต่อให้เธออธิบาย เจ้าหญิงเอาแต่ใจนี่ก็คงไม่ฟังอยู่ดี!
หลีเกอหิ้วถุงวัตถุดิบที่ซื้อมาแล้วเดินไปที่ห้องครัว ฉู่ซือเจียวก็เดินตามไปติด ๆ เธอรู้สึกรำคาญนิดหน่อย ตอนที่หยิบปลาสดออกจากถุง จึงแกล้งทำหล่นใกล้เท้าของอีกฝ่าย
“อ๊ายยย!” ปลาตัวนั้นดิ้นอยู่บนรองเท้าแตะของฉู่ซือเจียวสองสามที จนเธอกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ “หลีเกอ เธอตั้งใจใช่ไหม รีบเอาออกไปเร็ว!”
“ขอโทษนะ พอดีฉันจับไม่อยู่” หลีเกอพูดขอโทษไปด้วย แต่ตอนจะจับปลากลับจับไม่ติดอยู่หลายครั้ง
ปลาสดกระโดดสูงราวสามฟุต เฉียดขาของฉู่ซือเจียวไปนิดเดียว
ใบหน้าของฉู่ซือเจียวซีดเผือด เธอรีบวิ่งออกไปนอกห้องครัว แล้วปิดประตูจนเหลือแค่ช่องแคบ ๆ
หลีเกอรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
“หลีเกอ เธอ เธอ เธอ…” ฉู่ซือเจียวจ้องมองไปที่หลีเกอด้วยความโกรธเคือง การที่ถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดีทำให้เธอไม่สามารถพูดคำหยาบคายออกมาได้ “พี่เหยียนไม่กินปลา แล้วเธอซื้อปลามาทำไม!”
“ถ้าประธานฟู่ไม่กิน ฉันก็กินเองไงคะ” หลีเกอพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “ฉันมาดูแลประธานฟู่ ฉันก็ต้องกินข้าวเหมือนกันนะ อีกอย่างประธานฟู่ก็ไม่ได้ห้ามให้ฉันซื้อปลามาด้วย”
หลีเกอคว้าปลามาแล้วยื่นไปข้างหน้าเธอ “คุณหนูฉู่กินปลาไหมคะ? ปลาตะเพียนอร่อยมากเลยนะ!”
ฉู่ซือเจียวกรีดร้องและปิดประตูอย่างแรง
“ฮือ ๆ พี่เหยียน ฉันถูกรังแก!” แม้จะมีประตูกั้นหลีเกอก็ยังได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งขึ้นบันไดดังตึง ๆ และเสียงร้องไห้ของฉู่ซือเจียวคาดว่าคงไปฟ้องฟู่ซือเหยียน
หลังจากที่หลีเกอเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดเสร็จและเก็บไว้ในตู้เย็นแล้ว ฟู่ซือเหยียนก็ลงมาจากชั้นบน
ชายหนุ่มสวมสูทสีเทาอ่อนที่ตัดเย็บด้วยความประณีต ดูเหมือนว่ากำลังจะออกไปคุยธุระ ฉู่ซือเจียวควงแขนเขาลงมาพร้อมกับเบะปากเล็ก ๆ สีแดงเชอร์รี่ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ประธานฟู่สวัสดีค่ะ” หลีเกอทักทายเมื่อเห็นเขาใส่สูท เธอก็นึกถึงบาดแผลของเขา “คุณหมอบอกว่าสองวันนี้ประธานฟู่ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวม ๆ หน่อย เพื่อไม่ให้กดทับแผลนะคะ”
แถมเมื่อคืนเธอยังไปบีบโดนแผลของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้ว่าจะยิ่งแย่ลงหรือเปล่า
“เมื่อคืนผมให้หมอส่วนตัวมาดูแลให้แล้ว ไม่เป็นไรมากหรอก” ฟู่ซือเหยียนพูดพลางติดกระดุมข้อมือรูปสี่เหลี่ยมที่ฉู่ซือเจียวยื่นให้ “เดี๋ยวคุณตามผมไปด้วย ผมจะออกไปเจรจาเรื่องขอความร่วมมือ”
หลีเกอพยักหน้า “ได้ค่ะ”
“พี่เหยียน ตักเตือนเธอหน่อยสิ!” ฉู่ซือเจียวเขย่าแขนเขา “เธอเพิ่งเอาปลามาแกล้งฉันนะ”
“ปกติเธอเจอสิ่งมีชีวิตอย่างกุ้ง ปลา ไม่ใช่ว่าจะอยู่ห่าง ๆ เหรอ?” ฟู่ซือเหยียนชำเลืองมองเธอ “ถ้าเธอไม่เข้าไปใกล้เอง จะตกใจได้ยังไง”
ฉู่ซือเจียวกระทืบเท้าไม่พอใจ “พี่เหยียน ทำไมพี่ชอบพูดแทนเธอตลอดเลยล่ะ”
“คนอื่นเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เธอต่างหากที่เอาแต่ใจ” ฟู่ซือเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แล้วก็ ฉันจำได้ว่าหนังที่เธอกำลังถ่ายทำเริ่มถ่ายทำไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่ตั้งใจถ่ายทำอยู่ที่กองถ่ายล่ะ?”
“ผู้กำกับจ้าวมีธุระที่บ้าน เขาปรึกษากับทีมงานและลาหยุดไปสองสามวัน ดังนั้นฉันเลยได้หยุดด้วย”
“งั้นเธอก็ควรอยู่บ้านอ่านบท ผู้จัดการส่วนตัวของเธอกินแต่ข้าวเปล่าหรือไง?”
ฉู่ซือเจียวรู้ว่าเขากำลังตำหนิผู้จัดการที่ทำงานไม่ดี เธอจึงรีบพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “ฮือ บทน่ะฉันจำขึ้นใจหมดแล้ว ฉันอยากมาหาพี่เหยียนต่างหาก พวกเขาห้ามฉันไม่ได้หรอกค่ะ”
หลีเกอได้ยินเข้าก็รู้สึกจั๊กจี้หูแปลก ๆ
ต้องยอมรับว่าฉู่ซือเจียวมีความสามารถในการอ้อนจริง ๆ ทั้งสวย เสียงก็อ่อนหวาน พอเธออ้อนแล้วฟังดูไม่ประดิษฐ์ เลยทำให้คนฟังรู้สึกเคลิ้มไปหมด
ตอนออกมาฉู่ซือเจียวตั้งใจเดินช้าลงเพื่อเดินตามหลังหลีเกอ
“หลีเกอ เธอวางใจได้เลย!” ฉู่ซือเจียวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ท่าทางหยิ่งผยอง “ฉันจะตามติดเธอทุกฝีก้าว ไม่ปล่อยให้เธออยู่กับพี่เหยียนตามลำพังหรอก!”
หลีเกอยิ้มกระตุกมุมปาก
งั้นฉันต้องขอบคุณคุณมากเลยนะคะ คุณหนูฉู่!
ผู้ช่วยจางรออยู่ข้างนอกบ้านพักแล้ว พอเห็นฟู่ซือเหยียนพาผู้หญิงสองคนเดินออกมาพร้อมกัน เขาก็จัดแว่นตาแล้วเปิดประตูรถด้านหลัง
“สวัสดีครับประธานฟู่”
ฉู่ซือเจียวรีบปรี่เข้าไปนั่งเบาะหลัง พอฟู่ซือเหยียนเข้ามาแล้ว เธอก็เกาะแขนเขาไว้แน่น “พี่เหยียน พี่จะไปคุยธุระที่ไหนเหรอคะ? ฉันขอไปด้วยนะ!”
“ฉันจะให้ผู้ช่วยจางไปส่งเธอกลับบ้าน” ฟู่ซือเหยียนบอก “เย็นนี้ฉันจะไปหาเธอเอง”
“ฉันไม่กลับ!” ฉู่ซือเจียวไม่ยอมแพ้ “ฉันอยากไปกับพี่เหยียน ถ้าพี่เหยียนต้องการความช่วยเหลือจากฉันล่ะ พาฉันไปด้วยนะ!”
“อย่าดื้อ!”
“ฉันไม่สน ยังไงฉันก็จะไป!” ฉู่ซือเจียวพูดพลางเหลือบมองหลีเกอที่นั่งอยู่ด้านหน้า ผู้หญิงคนนี้ไม่เห็นจะได้เรื่องเลย แค่ชงกาแฟยังทำไม่เป็นแล้วจะไปทำอะไรได้กัน?”
“คุณหนูฉู่ ถ้าคุณอยากไปก็พูดตรง ๆ ไม่ต้องมามาแซะกันก็ได้ไหมคะ?” หลีเกอหันไปมองฉู่ซือเจียว “ฉันไม่เคยใช้เครื่องชงกาแฟแบบนั้นมาก่อนก็อาจจะทำผิดพลาดไปบ้าง”
ถึงแม้ว่าเมื่อวานเธอจะชงกาแฟให้ฟู่ซือเหยียนแต่ดูจากสีหน้าที่เขาขมวดคิ้วตอนดื่มกาแฟแล้ว คาดว่าคงไม่อร่อยเท่าไหร่ พอกลับไปเช็กในอินเทอร์เน็ตดูถึงได้รู้ว่าใช้ผิด
เธอไม่รู้ว่าฉู่ซือเจียวรู้ได้ยังไง แต่การที่เธอเอาความรู้สึกส่วนตัวมาพูดจากระทบกระทั่งกันแบบนี้มันเกินไปแล้ว!
“ไม่เคยใช้ก็ไม่รู้จักดูคู่มือหรือไง? ผิดก็คือผิด ยังจะหาข้ออ้างอีก!” ฉู่ซือเจียวพูดอย่างดูถูก “ฉันไม่เป็นแบบเธอหรอกนะ กาแฟที่ฉันชงอร่อยจะตาย”
หลีเกอ “...”
“พอได้แล้ว” ฟู่ซือเหยียนรู้สึกรำคาญที่ต้องมานั่งฟังผู้หญิงสองคนทะเลาะกันแต่เช้า “จะไปด้วยก็ได้ แต่ห้ามก่อกวน”
ฉู่ซือเจียวยิ้มกว้างกอดแขนเขาแน่น “ค่ะ ๆ ฉันจะเชื่อฟังพี่แน่นอน”
ไม่นาน รถก็มาถึงสนามกอล์ฟ
นี่เป็นสนามกอล์ฟที่ใหญ่ที่สุดในหนานเฉิง มีระบบสมาชิกที่เข้มงวดที่สุด ค่าสมาชิกรายปีสูงถึงหนึ่งล้าน เป็นสถานที่สำหรับสังคมชั้นสูงมาเล่นสนุกสนาน บริษัทฟู่ก็มีหุ้นส่วนอยู่ที่นี่ด้วย
หลีเกอ ฟู่ซือเหยียน และฉู่ซือเจียวนั่งรถชมวิวไปในสนาม เธอเท้าคางมองวิวทิวทัศน์รอบ ๆ ในสายตาของฉู่ซือเจียวหลีเกอก็เหมือนผู้หญิงบ้านนอกที่ไม่เคยเข้าเมือง
“เธอไม่เคยตีกอล์ฟมาก่อนใช่ไหมล่ะ?” ฉู่ซือเจียวที่นั่งตรงข้ามหลีเกอยกขาขึ้นอย่างหยิ่งยโส “ถ้าเธอขอร้องฉัน ฉันจะสอนเธอตีกอล์ฟให้ก็ได้นะ”
“งั้นคุณก็คงต้องรอเก้อแล้วละ” หลีเกอยิ้ม
เธอไม่ชอบกีฬาแบบนี้หรอก แต่ก่อนหน้านี้ตอนคบกับหานจินหยาง เธอก็ตามเขาไปฝึกตีที่สนามกอล์ฟบ้าง อาจจะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ก็ถือว่าพอใช้ได้
สนามกอล์ฟที่หรูหราและเข้ายากที่สุดในลอนดอนเธอก็เคยไปมาแล้ว สนามในหนานเฉิงนี่ไม่ได้พิเศษอะไรเลย แค่ไม่ได้มาที่แบบนี้นานแล้ว เลยมองนานหน่อยเท่านั้นเอง
ฉู่ซือเจียวส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ
บริกรพาทั้งสามเข้าไปในห้องส่วนตัวทางด้านขวาของร้านอาหาร เมื่อหลีเกอก้าวเข้าไป เธอพบว่ามีผู้ชายผมทองตาสีฟ้าสามคนนั่งอยู่ที่โต๊ะ และหัวหน้าแผนกหลิวของเธอก็อยู่ที่นั่นด้วย