ขณะนั้นเอง เสียงล้อรถม้าก็ดังขึ้นใกล้ๆ เหล่าหยวน ในชุดสารถีธรรมดา บังคับรถม้าคันใหญ่ที่ดูมั่นคงแข็งแรง แล่นเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเรือน อย่างนุ่มนวล
ท่าทางของเขาดูเป็ปกติ แม้จะแฝงความซุ่มซ่ามเล็กน้อย ตอนลงมาเปิดประตูรถม้า แต่แววตากลับมีความสุขุม และระแวดระวังซ่อนอยู่
ตามมาด้วย อาไค่ บ่าวชายคนสนิท ร่างสูงใหญ่ เขาเดินตามรถม้าเทียมเกวียนอีกคันหนึ่งมาติดๆ ก่อนจะเริ่ม ขนย้ายหีบสัมภาระต่างๆ จากพื้นขึ้นไปไว้บนเกวียนคันนั้นอย่างขะมักเขม้น ท่าทางดูแข็งแรงแต่ก็ออกจะเก้งก้างอยู่บ้างตามประสาคนซื่อ
นายท่านจ้าวเดินออกมาสมทบ เขามองบุตรชายที่ยืนนิ่งอยู่ด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะหันไปกำชับเหล่าหยวนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
“เหล่าหยวน! การเดินทางครั้งนี้ ความปลอดภัยของคุณชายใหญ่คือสิ่งสำคัญที่สุด ข้าฝากเขาไว้กับเ้าและอาไค่ ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด ห้ามเกิดเื่ผิดพลาดใดๆ ขึ้นเด็ดขาด ไม่ว่าเื่สุขภาพหรือการเดินทาง เข้าใจหรือไม่!”
เหล่าหยวนค้อมกายลงต่ำ รับคำอย่างหนักแน่น แววตาฉายประกายคมกล้าขึ้นมาชั่ววูบก่อนจะกลับไปเป็ปกติ
“ขอรับใต้เท้า! ข้าน้อย และอาไค่ จะดูแลคุณชายใหญ่เยี่ยงชีวิต ไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว!” คำมั่นสัญญานั้นหนักแน่นยิ่งกว่าคำพูดของบ่าวธรรมดา
บรรยากาศของการเตรียมตัวออกเดินทางดำเนินไป ท่ามกลางความห่วงใยของพ่อแม่ ความไม่รู้เดียงสาในอันตรายของจ้าวมู่เฉิน การเดินทางสู่บ้านเก่าที่อี้โจว เพื่อหวังฟื้นฟูความทรงจำ
ล้อรถม้าไม้เนื้อดีเริ่มเคลื่อนตัวออกจากประตูใหญ่ของจวนสกุลจ้าว มุ่งหน้าสู่ทิศใต้ สู่เมืองอี้โจวอันห่างไกล เสียงล้อบดกับพื้นถนน และเสียงฝีเท้าม้าดังก้องเป็จังหวะสม่ำเสมอ ทิ้งความคุ้นเคย และความวุ่นวายภายในจวนไว้เื้ั
ภายในรถม้าที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สะดวกสบาย จ้าวมู่เฉิน นั่งตัวตรงพิงเบาะนุ่ม ดวงตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด สำหรับเขาผู้มีความทรงจำของเด็กชายวัยห้าขวบ การเดินทางไกลครั้งนี้เปรียบเสมือนการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ เขาค่อยๆ เลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น ชะโงกหน้าออกไปมองทิวทัศน์ภายนอกด้วยความสนใจใคร่รู้
โลกภายนอกกำแพงจวนช่างแตกต่างจากที่เขาคุ้นเคยนัก! นี่คือ บรรยากาศที่เขาเคยใฝ่ฝันจะได้เห็นเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ความจอแจของผู้คน สีสันของร้านรวง เสียงร้องเรียกหาลูกค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ขาย ทุกสิ่งล้วนแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขา ไม่เคยคิดฝันเลยว่าตนจะได้ออกมาเห็นโลกกว้างด้วยตาตนเองเช่นนี้
“ว้าว!”
เขาอุทานออกมาเบาๆ ขณะที่รถม้าเคลื่อนผ่านตลาดที่คึกคัก “สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย!” มีร้านขายผ้าแพรหลากสี ร้านขายเครื่องปั้นดินเผาลวดลายงดงาม ร้านขายอาหารส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจ
เด็กๆ วิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนาน ชาวบ้านจับกลุ่มพูดคุยกันหน้าร้านน้ำชา เสียงหัวเราะ เสียงต่อรองราคา เสียงเกวียนบรรทุกสินค้า ดังผสมปนเปกันไปหมด ก่อให้เกิดภาพชีวิตชีวาที่เขาไม่เคยได้ััใกล้ชิดมาก่อน
“ท่านแม่เคยเล่าว่าข้างนอกมีร้านขายขนมน้ำตาลปั้นด้วย...” เขาพึมพำกับตนเอง ดวงตามองซ้ายมองขวาอย่างตื่นเต้น ราวกับเด็กน้อยที่ได้ออกมาเที่ยวเล่นเป็ครั้งแรก
ภายในรถม้าคันเดียวกัน ยังมีร่างเล็กๆ ของบ่าวรับใช้หญิงนางหนึ่งนั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม นางคือ ถิงถิง เด็กสาววัยประมาณสิบสามปี ซึ่งถูกส่งมาเพื่อคอยรับใช้ดูแลจ้าวมู่เฉิน โดยเฉพาะในการเดินทางครั้งนี้
นางเติบโตมาในเรือนจ้าว ทำงานรับใช้เล็กๆ น้อยๆ และพบเห็นคุณชายจ้าวมู่เฉินมาั้แ่จำความได้ แม้จะคุ้นเคยกับคุณชาย แต่ครั้งนี้ นางกลับรู้สึกว่าคุณชายดู... แปลกไป ทั้งแววตาที่ดูอ่อนวัยลง และความตื่นเต้นกับสิ่งรอบตัวที่ไม่สมกับเป็คุณชายผู้สุขุมที่นางเคยรู้จัก
แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ นางคอยดูแลปรนนิบัติจ้าวมู่เฉินอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คอยรินน้ำชาสมุนไพรอุ่นๆ ให้เมื่อเขา้า และเมื่ออากาศเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้น นางก็จะใช้พัดขนนกพัดวีเบาๆ ให้คลายร้อน กิริยาท่าทางนอบน้อมและระมัดระวัง
“ขอบใจนะ ถิงถิง” จ้าวมู่เฉินหันมายิ้มให้ เมื่อนางรินชาให้ “ชานี่หอมดีจัง”
“เป็หน้าที่เ้าค่ะ คุณชาย” ถิงถิงตอบรับเสียงเบา ก้มหน้าลงเล็กน้อย
การเดินทางไปยังเมืองอี้โจวนั้น ต้องใช้เวลาอีกหลายวัน หลังจากความตื่นเต้นกับทิวทัศน์ภายนอกเริ่มจางลง นิสัยเดิมที่ฝังลึกของจ้าวมู่เฉินก็เริ่มปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง เขากลับเข้าสู่โลกของตัวอักษร และความรู้ที่เขารัก ระหว่างการเดินทาง จ้าวมู่เฉินจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา ที่ฮูหยินจ้าวจัดเตรียมมาให้ อาจจะเป็ตำราพันอักษรที่เขากำลังพยายามท่องจำ หรือตำราซูจิงที่เขาคุ้นเคย ใบหน้าของเขาดูสงบนิ่ง และมีสมาธิยามอยู่กับตำรา ราวกับบัณฑิตน้อยผู้ใฝ่รู้ ต่างจากเด็กหนุ่มที่เพิ่งตื่นตาตื่นใจกับโลกภายนอกเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
รถม้ายังคงเคลื่อนต่อไปเบื้องหน้า เหล่าหยวนบังคับม้าด้วยความระมัดระวังแต่แฝงความตื่นตัว อาไค่คอยดูแลสัมภาระอยู่บนเกวียนด้านหลัง ขณะที่ภายในรถม้า จ้าวมู่เฉินกำลังดำดิ่งอยู่ในโลกแห่งตำรา โดยไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้ อาจจะนำพาบทเรียนที่สำคัญยิ่งกว่าตำราเล่มใดๆ มาสู่ชีวิตของเขาก็เป็ได้...
หลังจากเดินทางรอนแรมมาได้ครึ่งค่อนวัน เหล่าหยวนผู้ทำหน้าที่สารถีก็ตัดสินใจหยุดพักขบวนรถม้า ณ บริเวณที่ราบร่มรื่นริมลำธารสายเล็กแห่งหนึ่ง เสียงน้ำไหลรินเบาๆ ผสานกับเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว ช่วยขับกล่อมบรรยากาศให้เงียบสงบและน่าพักผ่อนยิ่งนัก ต้นหลิวใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา เหมาะแก่การหลบไอแดดยามบ่าย
“คุณชายขอรับ ถึงเวลาหยุดพักดื่มชาสักครู่แล้วขอรับ” เหล่าหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ขณะเปิดประตูรถม้าให้จ้าวมู่เฉิน
จ้าวมู่เฉินซึ่งกำลังเพ่งอ่านตำราอยู่ภายใน ลดหนังสือในมือลง ก้าวลงจากรถม้าอย่างช้าๆ กวาดสายตามองทิวทัศน์รอบกายด้วยแววตาที่ยังคงมีความใคร่รู้แบบเด็กๆ เจืออยู่ แม้ท่าทีภายนอกจะยังคงสุขุมตามนิสัยเดิมก็ตาม
ขณะเดียวกัน อาไค่ก็ะโลงจากเกวียนสัมภาระ บิดตัวคลายความเมื่อยขบด้วยท่าทางเงอะงะแต่ดูแข็งแรง ส่วนถิงถิงก็รีบตามลงมา ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าให้คุณชายอย่างคล่องแคล่ว
เหล่าหยวนเริ่มลงมือจัดเตรียมที่พักผ่อนชั่วคราว เขากางโต๊ะไม้เตี้ยๆ ตัวหนึ่งออก ตามด้วยเบาะรองนั่งสี่ห้าใบ จากนั้นจึงหันไปหยิบชุดน้ำชา และกาน้ำร้อนที่เตรียมไว้จากในรถม้าอย่างระมัดระวัง
“มาๆ ข้าช่วยท่านลุงหยวน..!” อาไค่เสนอตัวด้วยเสียงดังฟังชัด แต่เหล่าหยวนโบกมือห้าม
“ไม่ต้องๆ เ้าพักผ่อนไปเถอะน่าอาไค่ เดี๋ยวข้าจัดการเอง งานเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้” เหล่าหยวนกล่าว พลางประคองถาดใส่ชุดน้ำชาที่จัดเตรียมไว้อย่างดี ซึ่งมีถ้วยชาสี่ใบ และกาน้ำร้อนที่ยังมีควันกรุ่นๆ ลอยออกมา เดินตรงไปยังโต๊ะเตี้ยที่เพิ่งกางไว้
ทว่า ด้วยจังหวะที่ดูเหมือนจะรีบร้อน และไม่ทันระวัง หรืออาจเป็เพราะพื้นดินที่ไม่สม่ำเสมอ เท้าข้างหนึ่งของเหล่าหยวนพลันสะดุดเข้ากับรากไม้ที่โผล่พ้นดินขึ้นมา..! ร่างของเขาเซถลาไปข้างหน้า ถาดในมือเอียงวูบ..! ถ้วยชาบนถาดกระทบกันเสียงดังเกร๊ง! น้ำร้อนในกาแทบจะทะลักออกมา!
“ว้าย!” ถิงถิงอุทานเสียงหลง ใจนเผลอยกมือขึ้นปิดปาก
ส่วนอาไค่ เมื่อเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเหล่าหยวน ก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ชอบใจในความซุ่มซ่ามนั้น “ฮ่าๆๆๆ! ท่านลุงหยวน! ระวังหน่อยสิขอรับ! เกือบไปแล้วไหมล่ะ!”
เหล่าหยวนหน้าเหวอไปเล็กน้อย แต่ด้วยทักษะที่แท้จริง เขาสามารถเกร็งกล้ามเนื้อ และใช้การถ่ายน้ำหนักอย่างรวดเร็วจนสามารถทรงตัวไว้ได้ในที่สุด ถาดน้ำชาในมือแม้จะโคลงเคลงไปบ้าง แต่น้ำชาก็มิได้หกรดลงมาแม้แต่หยดเดียว
ขณะที่เหล่าหยวนกำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอกนั้นเอง จ้าวมู่เฉิน ซึ่งยืนมองเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ ก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจัง คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววตำหนิเล็กๆ ดุจอาจารย์กำลังสอนศิษย์
“ท่านลุงหยวน! ระวังขอรับ!” เขาเอ่ยเตือน ก่อนจะกล่าวต่อ
“ในตำรา ‘จงยง’ ที่ข้าเพิ่งอ่านเมื่อเช้า มีกล่าวไว้ว่า หนทางแห่งคุณธรรมนั้นมิอาจละเว้นได้แม้เพียงชั่วขณะจิต สิ่งใดที่ละเว้นได้ย่อมไม่ใช่วิถีแห่งคุณธรรม การกระทำทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่การเดินหรือการถือของ จึงต้องมีสติ และความระมัดระวังเป็ที่ตั้งนะขอรับ ท่านเกือบจะทำน้ำชาร้อนๆ หกแล้ว หากหกรดผู้อื่นจะเป็เช่นไร?”
คำพูดอันเคร่งขรึม และหลักการอันสูงส่งที่ออกมาจากปากของ ‘เด็กน้อยห้าขวบ’ ในร่างหนุ่มวัยสิบแปด ทำให้ทั้งเหล่าหยวน อาไค่ และถิงถิง ต่างพากันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เหล่าหยวนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูกที่ถูกคุณชายซึ่งมีความทรงจำย้อนวัยมาสั่งสอน เขารีบปรับสีหน้า ปาดเหงื่อที่ไม่ได้มีอยู่จริงบนหน้าผาก พลางหัวเราะแหะๆ กลบเกลื่อน
“โอ้! ขะ...ขอบคุณคุณชายมากขอรับที่ตักเตือน! ลุงนี่แก่แล้วจริงๆ ตาฝ้าฟาง เดินเหินไม่ระวังเลย เกือบไปแล้วจริงๆ ต้องขออภัยคุณชายที่ทำให้ในะขอรับ”
จ้าวมู่เฉินเพียงพยักหน้ารับเบาๆ คล้ายจะพอใจที่คำสอนของตนได้รับการยอมรับ ก่อนจะหันไปสนใจดอกไม้ป่าข้างทางแทน ปล่อยให้เหล่าหยวนรีบนำชุดน้ำชาไปวางบนโต๊ะอย่างเรียบร้อยในที่สุด
เหล่าหยวนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกจริงๆ คราวนี้ พลางสบตากับอาไค่ และ ถิงถิงอย่างมีความนัยแฝงเร้น... การเดินทางครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ได้มีเพียงอันตรายจากภายนอกเท่านั้น แต่การรับมือกับ ‘คุณชายห้าขวบ’ ผู้ยึดมั่นในตำราอย่างเคร่งครัดคนนี้ ก็ดูจะเป็เื่ท้าทายไม่น้อยเลยทีเดียว!