รอยเท้าสุดท้ายของหลินเทียนประทับลงบนผืนดินที่มั่นคงของเมืองชิงเฟิง ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับมุ่งหน้าเข้าสู่ดงพฤกษาหนาทึบที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า "ป่าา" สถานที่ที่ถูกขนานนามว่าเป็ดินแดนต้องห้ามของมนุษย์เดินดิน ทที่นั่นต้นไม้ั์แต่ละต้นมีความสูงเสียดฟ้า กิ่งก้านสาขาของมันถักทอเข้าด้วยกันจนบดบังแสงตะวันเกือบหมดสิ้น ทิ้งให้เบื้องล่างจมอยู่ในความสลัวรางและไอกระแสปราณธรรมชาติที่เข้มข้นจนเกือบจะเป็หยดน้ำ ความเงียบสงัดของป่าแห่งนี้ไม่ใช่ความสงบสุข แต่เป็ความเงียบที่แฝงไปด้วยสัญชาตญาณการล่าที่รอคอยการก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวของผู้บุกรุก
หลินเทียนก้าวเดินไปบนกองใบไม้แห้งที่ทับถมกันมานานนับร้อยปี กลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นหอมประหลาดของบุปผาเร้นลับลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เขาไม่ได้เร่งรีบ ทว่าท่วงท่าการเดินกลับแฝงไปด้วยวิทยายุทธที่ล้ำลึก ทุกลมหายใจเข้าออกสอดประสานไปกับชีพจรของผืนป่า นี่คือการประยุกต์ใช้ขั้นต้นของวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ที่เขาเริ่มทำความเข้าใจมากขึ้นหลังจากผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายกับผู้ส่งสารเหมันต์ กระบี่พลิกฟ้าที่เหน็บอยู่ข้างเอวส่งไอเย็นจางๆ ออกมา ราวกับมันกำลังเตือนภัยและนำทางเขาไปสู่จุดหมายที่ยังไม่มีใครล่วงรู้
"เฒ่าจิ่วบอกว่าหัวใจัครามซ่อนอยู่ที่นี่... แต่ป่าแห่งนี้กว้างขวางนับหมื่นลี้ ข้าจะเริ่มต้นจากที่ใด?" หลินเทียนครุ่นคิดในใจ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวกวาดมองไปรอบกาย เขาพบว่าพืชพรรณในป่าลึกเริ่มมีความแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ หญ้าบางชนิดเปล่งแสงสีม่วงนวลจางๆ ในความมืด เถาวัลย์บางเส้นขยับไหวได้เองราวกับงูั์ที่กำลังจำศีล และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ "ปราณอสูร" ที่แผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึกของป่า มันเป็พลังที่ดิบเถื่อนและกระหายเื แตกต่างจากปราณมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้นเอง ประสาทััระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่หกของเขาก็ส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างรุนแรง ลมในป่าที่เคยนิ่งสนิทพลันเปลี่ยนทิศทาง กลิ่นคาวสาบของสัตว์ร้ายโชยมาตามลมเบาๆ หลินเทียนหยุดก้าวเดิน มือขวาแตะลงบนด้ามกระบี่พลิกฟ้าช้าๆ เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกมา แต่กลับหลับตาลงเพื่อใช้ "ใจกระบี่" ในการรับรู้สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
วูบ!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากยอดไม้ั์ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มันคือกงเล็บที่แหลมคมราวกับใบมีดเหล็กกล้าที่มุ่งหมายจะฉีกกระชากลำคอของเด็กหนุ่ม หลินเทียนไม่ได้ขยับเท้าแม้แต่ก้าวเดียว เขาเพียงแค่เอียงกายหลบอย่างแ่เบา ทิ้งไว้เพียงเงาตกค้างที่ถูกกงเล็บนั้นฉีกขาดออกเป็ชิ้นๆ
เบื้องหน้าของเขาคือสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายเสือดาวแต่มีขนาดใหญ่กว่าเท่าตัว ิัของมันปกคลุมด้วยเกล็ดสีนิลวาววับ ั์ตาสีแดงฉานจ้องมองเขาด้วยความกระหายเื "เสือดาวเกล็ดนิล ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่ห้า!" หลินเทียนพึมพำ นี่คือสัตว์อสูรที่ร้ายกาจที่สุดในเขตป่าชั้นนอก ความเร็วของมันเป็รองเพียงลมพัดและกงเล็บของมันแฝงไปด้วยพิษที่ทำให้เป็อัมพาต
เสือดาวเกล็ดนิลคำรามต่ำในลำคอ มันไม่รอช้า พุ่งเข้าโจมตีหลินเทียนอีกครั้งด้วยกระบวนท่าที่รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ทว่าหลินเทียนในยามนี้ไม่ใช่คนเดิมที่เคยพ่ายแพ้ในเมืองชิงเฟิง เขาโคจรลมปราณสีครามไปทั่วร่าง ทันใดนั้นเส้นชีพจรบนแขนของเขาก็ปรากฏแสงสีน้ำเงินจางๆ ที่มีรูปร่างคล้ายเกล็ดัเล็กๆ พลังงานจากสายเืโบราณในตัวเขาเริ่มถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการคุกคามของสัตว์ร้าย
"มา!" หลินเทียนตวาดก้อง
เขายกกระบี่พลิกฟ้าขึ้นมา แต่ยังไม่ได้ชักออกมาจากฝัก เขาใช้เพียงความว่างเปล่าของกระบี่ในการรับแรงปะทะ เสียงกงเล็บกระแทกกับฝักกระบี่ดัง "เคร้ง!" ประดุจเหล็กกล้าปะทะกัน แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นดินใต้เท้าของหลินเทียนยุบตัวลงไปหลายชุ่น แต่สีหน้าของเขากลับนิ่งสงบ เขาหมุนตัวกลับหลังสะบัดกระบี่ออกไปหนึ่งครั้งโดยอาศัยแรงเหวี่ยงจากการโจมตีของศัตรู
ฉัวะ!
เพียงแค่ปราณกระบี่ที่หลุดรอดออกมาจากซอกฝัก ก็เพียงพอที่จะกรีดิัเกล็ดนิลที่ขึ้นชื่อเื่ความแข็งแกร่งให้เป็แผลยาว เสือดาวเกล็ดนิลร้องโหยหวนด้วยความเ็ป มันถอยฉากออกไปมองหลินเทียนด้วยความหวาดกลัวเป็ครั้งแรก สัญชาตญาณของสัตว์ป่าบอกมันว่า มนุษย์ตรงหน้าไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็ "ราชัน" ที่กำลังตื่นจากการจำศีล
หลินเทียนไม่ได้ปล่อยให้มันรอดไป เขาชักกระบี่พลิกฟ้าออกมาจากฝัก แสงสีเงินจากใบดาบสว่างวาบท่ามกลางความมืดมิดของป่า "วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นที่สอง กระบี่ไร้เงา!" เขาสะบัดกระบี่เพียงครั้งเดียว ร่างของเขาเลือนหายไปในพริบตา เสือดาวเกล็ดนิลพยายามจะกระโจนหนีแต่กลับพบว่าอวัยวะทุกส่วนของมันถูกพันธนาการไว้ด้วยปราณกระบี่ที่มองไม่เห็น ในเสี้ยววินาทีต่อมา ศีรษะของสัตว์ร้ายก็หลุดออกจากบ่าไปอย่างเงียบเชียบ
หลินเทียนเก็บกระบี่เข้าฝัก ลมหายใจของเขาเริ่มหอบเหนื่อยเล็กน้อย การใช้พลังสายเืควบคู่ไปกับวิชากระบี่นั้นผลาญพลังปราณในร่างไปมหาศาล เขาเดินไปที่ซากอสูรแล้วใช้ปราณกระบี่ผ่ากลางอกของมันเพื่อดึงเอา "แก่นอสูร" สีม่วงขนาดเท่าปลายนิ้วออกมา นี่คือสิ่งของล้ำค่าที่เขาสามารถใช้ดูดซับเพื่อฟื้นฟูและยกระดับพลังปราณในป่าแห่งนี้ได้
เขานั่งขัดสมาธิลงข้างต้นไม้ั์ โคจรลมปราณดูดซับพลังจากแก่นอสูร ทันใดนั้นเอง ในห้วงแห่งการฝึกตน หลินเทียนก็ได้พบกับนิมิตที่ประหลาดกว่าทุกครั้ง เขาเห็นัสีครามขนาดั์ที่ลำตัวยาวนับหมื่นลี้ กำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆสีทอง ัตัวนั้นหันมาจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาและอำนาจ "เ้าคือข้า... และข้าคือเ้า... จงตามหาหัวใจของข้าให้พบ..." เสียงนั้นดังก้องอยู่ในจิติญญาของเขา ก่อนที่นิมิตจะสลายกลายเป็ละอองแสงสีน้ำเงินซึมลึกเข้าสู่กระดูกและเส้นเอ็นของเขา
หลินเทียนลืมตาขึ้น เขาพบว่าาแเล็กๆ น้อยๆ จากการเดินทางและแรงปะทะเมื่อครู่ได้หายไปจนหมดสิ้น ร่างกายของเขารู้สึกเบาสบายและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ความรู้สึกผูกพันกับป่าาเริ่มเข้มข้นขึ้น ราวกับว่าป่าแห่งนี้กำลังตอบรับสายเืในกายของเขา
เขาลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินลึกเข้าไปในป่าชั้นกลาง ทิ้งซากอสูรไว้เื้ั เป้าหมายของเขายังคงยาวไกล แต่ในยามนี้ความมั่นใจในจิตใจของเขาแข็งแกร่งดุจขุนเขา เขาเดินผ่านม่านหมอกสีม่วงที่เริ่มหนาทึบขึ้น จนกระทั่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของหน้าผาสูงชันที่มีเถาวัลย์ั์ปกคลุมอยู่หนาแน่น หลังม่านเถาวัลย์นั้น เขาได้ยินเสียงน้ำตกที่ดังกังวานและกลิ่นอายของสมุนไพรทิพย์ที่แรงกล้า
"ที่นี่สินะ... ทางเข้าสู่สุสานัคราม"
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าไป เสียงหัวเราะที่เย็นเยียบและคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากเื้ัของเขาอีกครั้ง
"ไม่เลว... ไม่เลวเลยจริงๆ เ้าหนูสายเืั ข้านึกว่าเ้าจะตายไปั้แ่ปากทางเข้าแล้วเสียอีก"
หลินเทียนหันขวับไปมอง เขาพบกับชายชุดคลุมสีเทาอีกสามคน แต่ละคนสวมหน้ากากไม้ที่แกะสลักเป็รูปดวงตาที่ปิดสนิท พวกมันคือ "ยอดฝีมือไร้เนตร" ที่ถูกส่งมาสมทบเพื่อล่าตัวเขาโดยเฉพาะ ระดับพลังของแต่ละคนล้วนอยู่ในขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นต้น!
"หุบเขาไร้เนตรกัดไม่ปล่อยจริงๆ นะ" หลินเทียนกระชับกระบี่ในมือแน่น ปราณสีครามพุ่งทะยานออกมาจากร่างก่อตัวเป็รูปเงาสลัวของัที่พาดอยู่บนบ่า
"ประมุขหุบเขา้าตัวเ้าแบบมีชีวิต... แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามตัดแขนตัดขา!" หนึ่งในชายชุดเทากล่าวพร้อมกับชักอาวุธรูปร่างแปลกประหลาดออกมา
การต่อสู้ที่แท้จริงภายใต้เงื้อมเงาของป่าากำลังจะเริ่มขึ้น และครั้งนี้หลินเทียนต้องใช้ทุกสิ่งที่เขามีเพื่อเอาชีวิตรอดจากยอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าเขาทั้งจำนวนและระดับพลัง!