ในวันที่งานชุมนุมบทกวีถูกจัดขึ้นนั้น เป็ไปตามที่นายท่านใหญ่เสิ่นว่าไว้ หย่งผิงโหวซื่อจื่อเองก็ก้าวผ่านประตูเข้ามาด้วย จวนตระกูลเสิ่นขณะนั้นครึกครื้นเป็ที่สุด
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยังอยู่ดังนั้นเพื่อเคารพแม่สามีแล้ว เฟิงซื่อจึงตั้งเวทีละครไว้ที่เรือนคังหนิง ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยิ้มไม่หุบให้กับแเื่ นับว่าความห่วงใยของลูกสะใภ้ใหญ่นั้นไม่เสียเปล่าเลย
ฮูหยินของหย่งผิงโหวซื่อจื่อเองก็มาด้วยเช่นกัน ตระกูลเดิมของนางคือตระกูลของซวี่เก๋อเหล่า[1]แห่งเมืองหลวง นางอยู่ในจังหวัดหย่งผิงโหวนับว่ามีหน้ามีตา อีกทั้งตัวคนเองก็งดงามมาก โดยเฉพาะดวงตาโตคู่นั้น เต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดและมีพลัง เวลามองผู้คนก็ราวกับจะเอ่ยวาจาได้ ทั้งนางเองก็มาจากตระกูลผู้ดี ได้รับการอบรมมาอย่างดี ไม่วางมาดสูงส่งเกินเอื้อม พูดคุยสนทนาด้วยอย่างดีจนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยิ้มแย้มหน้าบาน
นายท่านใหญ่เสิ่นเป็ผู้ปกครองท้องถิ่น ทั้งยังมีน้องชายเป็ขุนนางในเมืองหลวงอีกคนหนึ่ง แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็เพียงขุนนางขั้นสี่ แต่ไม่แน่ว่าอาจจะเลื่อนขึ้นไปขั้นสาม หรือสูงไปอีกหนึ่งสองขั้นได้สักวันหนึ่ง แน่นอนว่าคนอย่างจวนหย่งผิงโหวย่อมไม่พลาดที่จะคบหาเขาเอาไว้
เมื่อมีแเื่มาที่บ้าน ซิ่วอิ๋งถูกลากเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นางไม่ชอบดูละคร ฟังเสียงขับร้องบนเวที นี่นับเป็สิ่งน่าปวดหัวสำหรับนาง แต่ภายนอกนางไม่แสดงอาการอะไร แสดงตนเป็เด็กน้อยที่ได้รับการสั่งสอนมาอย่างดี โชคดีที่นั่งไปได้สักพัก เฟิงซื่อก็ให้นางไปต้อนรับแขกที่เป็เด็กรุ่นราวคราวเดียวกับนาง แล้วให้สาวใช้พาพวกนางไปเล่นที่สวนเล็ก
ถึงแม้จะไม่ต้องดูละครฟังเสียงขับร้อง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มเด็กๆ ซิ่วอิ๋งก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาบ้าง
พึ่งจะถึงสวนเล็ก เสิ่นซิ่วหว่านที่ไม่ชอบอยู่นิ่งพลันพุ่งไล่จับผีเสื้อ พวกสาวใช้เองก็ถูกนางชี้นิ้วสั่งให้วิ่งไปมาจนหัวหมุน
คุณหนูสามกับคุณหนูสี่จวนรองผู้ว่าการเลี่ยว กับคุณหนูรองจวนผู้ตรวจการเฉินล้วนถูกเสิ่นซิ่วหว่านลากไปจับผีเสื้อ เสิ่นซิ่วเหลียนในชุดสีเขียวอ่อนดูสง่างาม นั่งอยู่ตรงนั้นราวกับยอดใบไม้อ่อนที่เพิ่งแตกหน่อท่ามกลางแสงแดดฤดูใบไม้ผลิ สมกับที่เป็คุณหนูตระกูลขุนนาง นางหันหน้าคุยอยู่กับคุณหนูตระกูลิ่
ตระกูลิ่เองก็เป็ตระกูลบัณฑิตที่มีชื่อเสียง ก่อนหน้าเคยมีคนได้เป็เก๋อเหล่า แต่ว่าสองรุ่นมานี้ เริ่มเสื่อมถอยลงบ้างแล้ว ที่ดีที่สุดก็เป็ขุนนางในเมืองหลวงแต่ก็เป็เพียงขุนนางขั้นสี่เท่านั้น จะว่าไปแล้วก็คือบิดาของคุณหนูใหญ่ตระกูลิ่นั่นเอง
คุณหนูใหญ่ิ่ปีนี้อายุสิบปี เป็เด็กสุภาพเรียบร้อย สวมชุดสีฟ้าอ่อนราวสายน้ำ รูปร่างอ้อนแอ้นแสดงให้เห็นว่ากำลังจะเข้าสู่่วัยสาวน้อย วันนี้ที่ตามมาล้วนเป็น้องสาวสายรองของนาง ทุกคนล้วนนับถือนางทำตัวน่ารักเชื่อฟังอยู่ข้างกายนาง
แต่ว่าคุณหนูใหญ่ิ่นั้นแปลกมาก เลือกคุยกับเสิ่นซิ่วเหลียนที่เป็บุตรสาวสายรอง ทั้งยังไม่มองซิ่วอิ๋งตรงๆ ดังนั้นซิ่วอิ๋งจึงจงใจไม่เฉียดใกล้นางเช่นกัน
ดังนั้นท่ามกลางกลุ่มเด็กผู้หญิง ซิ่วอิ๋งจึงพบว่าตนถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว แต่เป็แบบนี้นางค่อนข้างยินดี นั่งลงกินขนมอยู่ตรงนั้น คอยสังเกตพวกซิ่วหว่านเป็ครั้งคราว ระวังไว้ไม่ให้ชนกับเด็กหญิงผู้อื่นจนเกิดทะเลาะกัน
สุดท้ายกลายเป็ต่างคนต่างอยู่คนละมุม ชั่วขณะอยู่ด้วยกันอย่างสงบไม่ก่อเื่
ไกลออกไปละครที่แสดงอยู่ที่เรือนคังหนิง เปลี่ยนเป็นำเอาเื่อวี้จานจี้[2] [3]ออกมาเล่น ตัวละครเฉินเหมี่ยวฉางกำลังร้องอยู่ ‘หมอกบางเอ๋ยเมฆาเบา กลิ่นหอมโชยใต้ร่มดอกกุ้ย ยามราตรีล่องลอยใจเดียวดาย กอดแสงจันทร์คลายอ้างว้าง’ อักขระเปล่งเด่นชัด เสียงไพเราะดังกังวาน... ซิ่วอิ๋งที่ไม่ชอบดูละครจู่ๆ เศร้าเสียใจ แววตาเหม่อลอยออกไปไกลไร้จุดหมาย เงาร่างเล็กๆ ที่อยู่ใต้แสงแดดนั้นดูเดียวดายเหลือเกิน
เสิ่นจวินเซี่ยวเดินมากับเด็กหนุ่มสี่ห้าคนจากป่าไม้ไผ่จากด้านข้าง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจึงมองมา
แวบแรกเขาเห็นซิ่วอิ๋งนั่งอยู่ใต้ต้นหลี
นางแหงนศีรษะขึ้นเล็กน้อย เหมือนกับมองดอกตูมที่อยู่บนต้นไม้ แต่ก็ราวกับมองผ่านกิ่งก้านและใบไม้ไปยังท้องฟ้าสีครามที่อยู่เบื้องบน มีความโศกเศร้าจางๆ อยู่ตรงหว่างคิ้ว เบาบางมากเสียจนหากไม่สังเกตให้ดีก็คงจะไม่เห็น
เสิ่นจวินเซี่ยวชะงักไป เห็นพวกคุณหนูแบ่งออกเป็สองกลุ่ม มีเพียงซิ่วอิ๋งที่นั่งเดียวดายอยู่ตรงนั้นผู้เดียว
“พี่จวินเซี่ยว มีอะไรหรือ” เด็กหนุ่มสวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินปักลายใบสนผู้อยู่ด้านหลังเขาถามขึ้น
เสิ่นจวินเซี่ยวดึงสายตากลับมา อยากจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่เด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในหมู่พวกเขากลับก้าวออกจากทางเดิน ทุกคนรีบะโเรียกเขา “คุณชายตู้”
เด็กหนุ่มกลับไม่สนใจผู้ใด ผู้ติดตามของเขารีบก้าวตามไป
เสิ่นจวินเซี่ยวเห็นทิศทางที่เด็กหนุ่มในเสื้อคลุมผ้าไหมคาดเข็มขัดหยกตรงเข้าไปก็ทำได้เพียงแค่ตามไป ทุกคนมองหน้ากันแล้วก็จำใจตามไปด้วย ยังไงซะที่นั่นก็มีน้องสาวของพวกเขาอยู่
“นี่ ยัยเด็กอ้วน ทำไมเ้าไม่เล่นกับพวกนางล่ะ”
ซิ่วอิ๋งกำลังเหม่อ ทันใดก็มีเงาดำเงาหนึ่งบังแสงตรงหน้านาง นางมองเขาโดยไม่พูดอะไร
ใบหน้านางเล็กกลม ดวงตากลมโตโค้งมน แฝงกลิ่นอายซื่อๆ ของเด็กน้อย ตู้อี้เฉิงมองนางอย่างดูแคลนอยู่บ้าง พ่นลมหายใจเยาะ “เ้าบื้อแบบนี้ไง มิน่าล่ะผู้อื่นถึงไม่ชอบเล่นกับเ้า แต่ข้าก็ไม่ชอบคนที่เปิดปากก็มีแต่เื่ตำรา”
เมื่อเสิ่นจวินเซี่ยวกับผู้อื่นตามมาถึง ได้ยินประโยคเช่นนี้ บนใบหน้าของทุกคนล้วนปรากฏความประดักประเดิดขึ้นทันที ...คนที่เปิดปากก็มีแต่เื่ตำรา ไม่ใช่ว่าพูดถึงพวกเขาหรือ บุตรชายสายตรงของหย่งผิงโหวซื่อจื่อผู้นี้ช่างพูดจาไม่เกรงใจผู้อื่นเลยจริงๆ
ซิ่วอิ๋งเองเห็นอาสามของตนแล้ว นางกะพริบตามองตู้อี้เฉิงที่อยู่ๆ วิ่งเข้ามาตรงหน้าตน “ข้าก็ไม่ชอบคนที่เจอกันครั้งแรกแล้วทำเป็คุ้นเคยกับผู้อื่นเช่นกัน”
ใบหน้าของตู้อี้เฉิงดำคล้ำภายในพริบตา
ใบหน้าเ็าของเสิ่นจวินเซี่ยวเผยรอยยิ้ม ยัยหนูนี่กำลังแก้เผ็ดให้ตนเองอยู่ แต่นี่เป็อันธพาลน้อยของจวนหย่งผิงโหว เขาก้าวไปข้างหน้าเอ่ยขึ้น “คุณชายตู้ หลานสาวยังเล็กอยู่ไม่รู้ความ ขอท่านโปรดอย่าถือสา”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซิ่วอิ๋งจึงนึกออกว่าเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบเอ็ดปีที่อยู่ด้านหน้านี้คือใคร ที่แท้คือหลานชายสายตรงของจวนหย่งผิงโหว มิน่าล่ะถึงได้คุ้นหน้าคุ้นตานัก นางเคยเห็นเขาเมื่อตอนเขาอายุได้สิบสี่ปี ในตอนนั้นใจของคุณหนูมากมายล้วนแขวนอยู่บนร่างกายเขา
อายุแค่นี้ก็หน้าตาดีขนาดนี้เสียแล้ว คิ้วเข้มตาโต ให้บรรยากาศและกลิ่นอายที่แตกต่างจากเหล่าบัณฑิต ดูเหมือนหย่งผิงโหวซื่อจื่อจะเอนเอียงมาทางฝ่ายบุ๋น อีกทั้งฮ่องเต้ยังริบคืนอำนาจทางการทหารไว้ในมือตน สถานะตระกูลขุนศึกอย่างพวกเขาจึงไม่ดีเท่าแต่ก่อน หย่งผิงโหวซื่อจื่อเองก็เพียงมีชื่อแขวนอยู่ในตำแหน่งที่ทะเบียนทหารเท่านั้น กระทั่งมาถึงรุ่นของตู้อี้เฉิง ตระกูลตู้ถึงไต่เต้ากลับมามีอำนาจทางทหารอีกครั้ง
ซิ่วอิ๋งคิดแล้วเหลือบมองตู้อี้เฉิงเป็ครั้งคราว เห็นรอยยิ้มประหลาดของเขาเข้าพอดี
ทุกคนเห็นเขายิ้มแบบนั้นใจก็รู้สึกหวาดกลัว คุณชายน้อยแห่งจวนหย่งผิงโหวเป็อันธพาลน้อย ยิ้มทีหนึ่งต้องมีคนโชคร้าย
ขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิด ก็เห็นตู้อี้เฉิงยื่นมือออกไปบีบแก้มของซิ่วอิ๋ง ทั้งยังดึงแก้มของนางอีกด้วย
เสิ่นจวินเซี่ยวหนังตากระตุก อยากจะไปดึงมือของเขา แต่อีกฝ่ายปล่อยมือออกเสียก่อน ซิ่วอิ๋งและผู้คนรอบๆ ต่างตกตะลึงจนโง่งมไปแล้ว
นางถูกหยิกแก้ม
ถึงแม้ภายนอกตอนนี้นางจะมีอายุเพียงแปดปี แต่ข้างในแท้จริงสิบแปดปีแล้ว!
หลังถูกคนเอามือหยิก ปฏิกิริยาตอบสนองของซิ่วอิ๋งคือเอามือถูไปมาตรงที่ถูกหยิกแล้วยืนขึ้น ในตอนนั้นตู้อี้เฉิงถอยห่างไปก้าวหนึ่งแล้วหันไปยิ้มบางๆ ให้กับเสิ่นจวินเซี่ยวที่มีสีหน้าไม่ค่อยดี “หลานสาวตัวน้อยของเ้าเลี้ยงดูได้ไม่เลวเลย” ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น คือ ข้าหยิกสะใจนัก
ใบหน้าของซิ่วอิ๋งมืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม โดยไม่ทันคิด นางเหยียบเท้าของเขาที่โผล่พ้นชายเสื้อคลุมออกมา แล้วหมุนตัววิ่งจากไป
ครั้งนี้ทุกผู้ล้วนตกตะลึงจนโง่งม ตู้อี้เฉิงโดนเหยียบนิ้วเท้าหลายนิ้ว เจ็บจนเกือบร้องออกมา แต่ต้องอดกลั้นเอาไว้เพื่อรักษาหน้าตน
“คุณชายตู้...หลานสาวข้าค่อนข้างซุกซน ท่านไม่เป็อะไรใช่หรือไม่” เสิ่นจวินเซี่ยวเป็คนที่ใจเย็นที่สุดในเหตุการณ์ ถึงแม้ว่าหลานสาวตัวน้อยจะทำให้เขาคาดไม่ถึง แต่ได้เห็นจอมอันธพาลเสียทีเช่นนี้ก็รู้สึกขบขันจนอยากหัวเราะออกมานัก
ตู้อี้เฉิงจ้องแผ่นหลังที่พลิ้วราวกับผีเสื้อโบยบิน ลอบกัดฟันเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงค่อยพูดคำว่าไม่เป็ไรออกมา ไม่เป็ไร ถึงอย่างไรก็ตามนี่เป็ครั้งแรกที่เขาขายหน้าต่อหน้าเด็กผู้หญิง ยังไงก็เป็เพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง!!
เสิ่นจวินเซี่ยวไม่พลาดความอดกลั้นในสายตาของเขา แต่ก็ไม่ใส่ใจ คนของจวนหย่งผิงโหวกับตระกูลของพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกันมากนัก ยัยหนูเองก็คงไม่ได้พบเจอกับเขาบ่อยนัก
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พวกคุณชายที่แต่เดิมอยากจะทักทายกับน้องสาวตนเองก็ไม่ไปแล้ว หมุนตัวเดินตามเสิ่นจวินเซี่ยวไปตามทางเดินป่าไผ่ ไปยังศาลาริมน้ำของสวน
ซิ่วอิ๋งวิ่งมาอีกด้านหนึ่งที่ไกลออกมา ใช้ผ้าเช็ดหน้าถูหน้าไม่หยุด ตู้อี้เฉิงช่างน่ารังเกียจเสียจริง มีที่ไหนเอื้อมมือมาก็หยิกหน้าคน ไหนกันท่าทางของคุณชายตระกูลผู้ดีที่ได้รับการอบรมสั่งสอน นี่เหมือนกับนักเลงในตลาดยังไงยังงั้น
นางก่นด่าในใจ แล้วรู้สึกว่าตนช่างโชคร้ายเสียจริง ชาติที่แล้วในงานชุมนุมบทกวีนางเหมือนจะไม่ได้พบเขา ผิงเอ๋อตามมาด้านหลังนาง เห็นนางถูแก้มจนแดง รีบหยุดนางไม่ให้ทำต่อ
ทั้งคู่ยืนอยู่ข้างพุ่มไม้ ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ด้านข้าง ซิ่วอิ๋งรู้สึกแปลกๆ ยื่นศีรษะออกไป เห็นซู่เสวี่ยสาวใช้ส่วนตัวของชุยอี๋เหนียง ในมือถือถุงแดงถุงหนึ่ง มองนางอีกครั้ง ดูเหมือนด้านหน้านางจะมีใครอยู่หลังต้นไม้ เผยให้เห็นเพียงชายเสื้อสีน้ำเงินเข้มนอกจากนั้นก็ไม่เห็นอะไรอีก ดูเหมือนคนคนนั้นจะจากไปตรงหัวมุมโค้งนั้น ซู่เสวี่ยก็นำถุงใส่เข้าไปในแขนเสื้อ แล้วจากไปดูเหมือนว่าจะกลับไปยังเรือนของชุยอี๋เหนียง
พวกเขาทำตัวลับๆ ล่อๆ ซิ่วอิ๋งขมวดคิ้ว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d
[1] คำเรียกขุนนางผู้ดำรงตำแหน่งเป็ขุนนางเน่ยเก๋อ
[2] เป็บทละครในยุคราชวงศ์ิ ประพันธ์โดยเกาเหลียน เป็เื่ราวความรักต้องห้ามระหว่างบัณฑิตหนุ่มกับนักพรตหญิง