“เอาล่ะๆ เื่ทั้งหมดให้จบแค่ตรงนี้เถอะ หนูริศลุกขึ้นไหวมั้ย”
“ไหวค่ะ” ริศพยักหน้ารับ
ชายชราปลดม่านแสงลูกบาศก์ทองคำออกแล้วพูดต่อ
“ดี งั้นเธอพาหนูน้อยคนนี้ไปดูชุดงานของแผนกเราหน่อยสิ” ริศที่มีไหวพริบกับเื่นี้ รู้ว่าผู้ใหญ่้าจะคุยกันลำพังจึงรีบลากภัทรออกไป
เมื่อทั้งคู่พ้นสายตาไปแล้ว ชายชราก็กระทุ้งไม้เท้าลงพื้น อากาศรอบๆ หักเหคล้ายกระจกเงา ปิดกั้นเสียงและภาพของพวกเขาจากภายนอก
“เ้าหนุ่มจี... ฉันว่าเรา้าคำอธิบายนะ” ผู้หญิงวัยกลางคนหันไปทางหัวหน้าด้วยสายตากดดัน
หัวหน้าเกาศีรษะอย่างเก้อเขินเล็กน้อย “จริงๆ ผมก็กะจะบอกพวกท่านอยู่แล้วน่ะครับ แต่รอในงานประชุมครั้งหน้า”
“นั่นไม่นานไปหน่อยรึไง ถ้ารู้ว่ามีเทพจุติ ก็ควรจะเรียกพวกเราทั้งหมดมาด้วยสิ” ชายร่างท้วมคัดค้านเสียงแข็ง
“ก็ตอนนั้นนายแอบโดดงานไปงานชุมนุมอะไรนั่น ท่านผู้เฒ่าก็ออกห่างจากท่านหญิงไม่ได้ ส่วนท่านมาลีก็เก็บตัวฝึกอยู่ ผมที่ได้รับจดหมายแล้วก็เลยต้องรีบไปน่ะครับ”
ชายร่างท้วมที่ถูกหญิงวัยกลางคน (ท่านมาลี) กับชายชรา (ท่านผู้เฒ่า) มอบสายตาตำหนิ ได้แต่เกาแก้มแก้เก้อ ชายชราถอนหายใจแล้วหันไปถามหัวหน้าต่อ
“จดหมายจากท่านหญิงวันนั้นรึ”
“ใช่ครับ” หัวหน้าพยักหน้ารับ
“วันนั้นฉันก็ถามท่านหญิงแล้ว ท่านตอบแค่ว่า ‘เื่ด่วน’ หรือมันคือเื่การจุติเทพ?”ชายชราวิเคราะห์
“ผมคิดว่าไม่ใช่ครับ เพราะเื่ที่ท่านหญิงสั่งกำชับมา ก็เพียงแค่ให้ช่วยเด็กคนนี้ออกมาให้ได้เท่านั้น”
“หรือเด็กคนนี้คือคนที่ท่านตามหากันนะ” หญิงกลางคนพูดขึ้นพลางมองไปทางชายชรา
“ผมว่าหลังจากจัดการอะไรเสร็จแล้ว ท่านหญิงเองก็น่าจะออกจากการรักษาพอดี ผมจะพาเขาเข้าไปเข้าเฝ้าเหมือนกันครับ เื่ก็มีประมาณนี้ครับ”
“ดี งั้นเลิกประชุมกันแค่นี้ แยกย้ายได้” ชายชรากระทุ้งไม้เท้าอีกครั้ง ม่านกระจกสลายไป ก่อนที่ร่างของทั้งสี่จะหายไปจากจุดที่ยืนอยู่
ริศพาภัทรเข้ามาในอาคารใหญ่ ที่นี่กว้างกว่าที่มองเห็นจากภายนอกอย่างมาก ริศบอกว่ามันถูกขยายด้วยเวทมนตร์ขยายพื้นที่ หลังจากย้ำเตือนภัทรอีกหลายครั้งเกี่ยวกับกฎห้ามเอ่ยนามเทพเ้า เธอก็เล่าถึงเ้าหน้าที่ระดับสูงอีกสามคนคร่าวๆ ชายร่างท้วมคือ ‘คุณแจ๊ก’ ผู้ปกป้องแผนกวัตถุต้องสาป ‘คุณมาลี’ ดูแลเื่การพยาบาล และ ‘ท่านผู้เฒ่า’ ดูแลตำหนักใน
ยังไม่ทันที่จะอธิบายเพิ่มเติม พวกเขาก็มาถึงแผนกอุปกรณ์ ริศเคาะประตูสองครั้ง
“เข้ามา”เสียงของชายวัยกลางคนพูด
ริศกับภัทรเดินเข้าไปในห้อง เห็นชายหัวล้านใส่แว่นหนาเตอะ ผิวสีน้ำตาลเข้ม กำลังพิมพ์อะไรบางอย่างบนเครื่องพิมพ์ดีดทรงโบราณโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง
“เรามาเบิกชุดประจำหน่วยกับอุปกรณ์ของเด็กฝึกงานค่ะ” เธอหยิบกระดาษใบอนุมัติที่ไม่รู้เอาไปซ่อนไว้ที่ไหนมายื่นบนโต๊ะ ชายคนนั้นเหลือบตามองผ่านแว่น ก่อนจะกระแทกตราประทับ ‘อนุมัติ’ แล้วโยนคืนให้ริศ
“เธอจัดการตัวเองได้เลย ฉันต้องทำเื่ซ่อม ‘แม่แรง’ ที่พวกเธอทำพังไป”
“ค่ะ” ริศพยักหน้า ก่อนกวักมือเรียกภัทรแล้วเดินนำเข้าไปในห้องด้านหลัง
ภัทรกระซิบถาม “เขาดูไม่ค่อยต้อนรับเท่าไหร่เลยนะครับ”
“เขาเป็คนดูแลอุปกรณ์น่ะ แล้วอุปกรณ์ที่พังไปคือ ‘แม่แรงถ่างมิติ’ เป็สิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ที่มีระดับถึงระดับสูงขั้นต้น ในหน่วยเรามีอุปกรณ์ระดับนี้เพียงสามชิ้นเท่านั้นเอง พอมันพังไปเขาเลยปวดใจอย่างมากเลยล่ะ”
“เพราะเอามาเพื่อช่วยผมเหรอครับ...” ภัทรรู้สึกผิดเล็กน้อย
“ไม่เป็ไร มันคุ้มค่ากับการช่วยชีวิตเธอแล้วล่ะ” ริศยิ้มให้กำลังใจ เธอหยิบใบรายการขึ้นมาอ่าน
“เราต้องเบิกชุดปฏิบัติการให้เธอสามชุด สายคาดอุปกรณ์หนึ่งเส้น กระเป๋าคาดเอวขนาดพื้นที่หนึ่งลูกบาศก์เมตรหนึ่งใบ และก็... พลั่วยุทธวิธีหนึ่งอัน”
ภัทรฟังรายการของอยู่ดีๆ ก็สะดุดใจ “คุณริศครับ อะไรคือ ‘พลั่วยุทธวิธี’ เหรอครับ?”
ริศยิ้มอย่างมีเลศนัย เดินนำไปที่ห้องขนาดกลางห้องหนึ่ง ภัทรเดินตามเข้าไปก็ต้องตกตะลึง ห้องนี้เต็มไปด้วยพลั่วสีดำจำนวนมากวางเรียงราย ที่ด้านหนึ่งมีกำแพงแขวนพลั่วหน้าตาแตกต่างกันหกเจ็ดแบบ ้าเขียนไว้ว่า ‘พลั่วยุทธวิธีระดับชำนาญการ’
“พลั่วในห้องนี้ทั้งหมดคือพลั่วยุทธวิธี มันถูกคิดค้นขึ้นในปีที่หนึ่งของมหาาเวทครั้งที่ 8 หรือก็คือเมื่อประมาณแปดสิบปีที่แล้ว มันช่วยให้ทหารในาเวทมนตร์เอาชีวิตรอดมาได้อย่างมีนัยสำคัญ พอจบาจึงได้มีการนำมาใช้งานต่อในหน่วยป้องกันและกองทัพ โดยมันสามารถเปลี่ยนรูปแบบได้ถึงหกรูปแบบ”
เธอหยิบพลั่วบนชั้นวางอันหนึ่งออกมา ริศทำการบิดด้ามจับ เสียงเฟืองกลไกดัง แกรกๆ พลั่วนั้นกลายเป็อีเต้อ นี่ทำให้ภัทรตื่นตาตื่นใจอย่างมาก “สุดยอด..."
ริศยิ้ม"ใช่มั้ยล่ะ มันเปลี่ยนรูปแบบได้หกรูปแบบเลยนะ ว่างๆเดี๋ยวจะให้ชีตาห์สอนวิธีใช้ทีหลังนะ”
"ได้เลยครับ"ภัทรยิ้มตอบ
“แล้วบนกำแพงที่มีพลั่วหน้าตาแปลกๆ คืออะไรเหรอครับ” ภัทรชี้ไปที่กำแพง
“มันคือพลั่วระดับนสูขั้นต้นขึ้นไปที่ปลดระวางแล้ว เ้าของคนเก่าที่ระดับสองขึ้นไปเคยใช้งาน แต่พวกเขาย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือไม่ก็... เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ พลั่วเหล่านี้จึงถูกนำกลับมาเก็บไว้ที่หน่วย เพื่อเตือนใจคนรุ่นหลังไม่ให้ละเลยถึงความสำคัญของอาวุธ และการเสียสละของเ้าหน้าที่ บางครั้งเราก็เลือกที่จะไม่ทำไม่ได้ แม้จะรู้ว่าภารกิจที่ต้องทำนั่นอันตราย”
น้ำเสียงของริศดูเศร้าลงเล็กน้อย ภัทรจึงรีบเปลี่ยนเื่
“แล้วแต่ละอันมันต่างกันยังไงเหรอครับ”
“มันจะต่างกันเพราะมีรูปแบบที่เจ็ดน่ะ ฉันจะหยิบอันที่ใช้ง่ายที่สุดให้เธอดูนะ” เธอหยิบพลั่วอันล่างสุดขนาดไม่ใหญ่นักออกมาจากผนัง มีใบมีดปลายมนทรงกลมไม่มีคม เมื่อหมุนกลไกไปมาและกดไปที่ปุ่มหนึ่งบนด้ามจับ เสียงกลไกดังขึ้นภายใน ริศทำการบิด และพับตัวพลั่วไปมา จนในที่สุดมันก็แยกตัวออกจากกันเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งเป็กระบอง อีกส่วนเป็โล่ที่มีลายสลักอักษรสีขาวสว่างจางๆ ออกมา
“เป็ไงบ้าง”
“ดูเท่มากเลยครับ แต่เราจะเอากระบองกับโล่ไปทำไมล่ะครับ เราเป็ผู้วิเศษที่เสกมนต์ปิ้วๆใส่กันได้อยู่แล้ว ไม่ใช่เหรอ”
ริศหัวเราะแห้งๆ ให้กับความไม่รู้ของภัทร แล้วประกอบพลั่วคืนกลับเป็สภาพเดิมก่อนเก็บเข้าที่
“เธออาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับเวทมนตร์นิดหน่อยนะ ความจริงคือพวกเราชั่วโมงนึงสามารถร่ายมนต์ได้ไม่กี่ครั้งหรอก อย่างฉันเองเป็ระดับสองขั้นสอง สามารถร่ายมนต์สามัญได้สิบกว่าครั้งก็จริง แต่ถ้าเป็เวทมนตร์ที่มีพลังทำลายระดับมาตฐานขึ้นไป สามารถร่ายได้เต็มที่ไม่เกินสิบครั้ง หลังจากนั้นก็จะใช้เวทมนตร์ไม่ได้เพราะมานาหมด”
“แล้วถ้าเกิดมีผู้วิเศษเข้ามาทำร้ายตอนนั้นล่ะ? เราทำงานสายนี้การเจอผู้วิเศษยิ่งอันตราย ถ้าไม่ได้มีจุดเก็บเวทมนตร์ใหญ่โตแบบหัวหน้านี่อย่าได้หวัง แม้แต่หัวหน้าเองก็ยังต้องใช้อาวุธในการต่อสู้กับผู้วิเศษด้วยกัน... ที่ชายคนนั้นเลือกหนีไปก็เพราะกลัวหัวหน้าที่มีทั้งพลังและอาวุธนั่นแหละ”
“อย่างนี้นี่เอง แล้วพลั่วอันอื่นกลายเป็อะไรบ้างเหรอครับ”
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ริศไล่สายตามอง
“ฉันรู้อยู่สองสามอัน อันที่เป็ใบพลั่วเรียวยาวนี่เป็แบบที่ชีตาห์เลือก มันกลายเป็หอกปลายตัดได้ ของหัวหน้า... อืมมม น่าจะอันนั้น”
เธอชี้ไปที่พลั่วอันใหญ่ที่สุดในห้อง มันใหญ่จนแขวนไว้้าไม่ได้ ต้องวางตั้งไว้กับพื้น มันดูมีเครื่องยนต์กลไกซับซ้อนอัดแน่นอยู่
“มันเป็อันใหญ่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนเป็อะไรได้อีก หัวหน้าไม่เคยเปลี่ยนรูปร่างมันเลย เพราะแค่เขาเอาด้ามตี พวกคนไม่ดีก็ลงไปกองกับพื้นแล้ว ส่วนอันนั้นที่เป็ใบหยัก ฉันเคยเห็นพนักงานคนเก่าที่ย้ายไปใช้ มันกลายเป็แส้หนาม แล้วใบเฉียง....”
เธอเงียบไป จ้องมองพลั่วด้ามยาวที่มีใบพลั่วด้านซ้ายและขวาไม่เท่ากัน ด้านซ้ายยาวแล้วเป็ทรงตัดเฉียงลงมาทางด้านขวา ภัทรเห็นริศเงียบไปจึงถามขึ้น
“คุณริศเป็อะไรรึเปล่าครับ”
“เปล่าๆ ใบเฉียงอันนี้เป็เป็ของคุณแม่ฉันน่ะ มันกลายเป็เคียวอันใหญ่ได้”
“คุณแม่ของคุณริศก็เคยอยู่ในหน่วยด้วยเหรอครับ”
“ใช่จ้ะ... แต่คุณแม่ท่านเสียแล้วจากการปะทะกับลัทธินอกรีตเมื่อหลายปีก่อน…”
“ขอโทษด้วยครับ” ภัทรทำหน้ารู้สึกผิด
“ไม่เป็ไร มันผ่านมานานแล้วล่ะ” ริศยิ้มเศร้าๆ ก่อนพูดต่อ
“อันที่จริงฉันเองก็ยังใช้แบบสามัญอยู่เลย เพราะฉันรอวันที่ตัวเองจะเก่งพอที่จะใช้เคียวอันนี้ของท่านแม่ได้ ฉันลองมาแล้วหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนรูปมันได้ ไม่แม้แต่จะส่งมานาเข้าไปเพื่อใช้งานแบบระดับสูง... มันยังยากเกินไปสำหรับฉัน”
“ผมเชื่อว่าคุณริศจะต้องทำได้แน่นอนครับ”
“ขอบใจจ้ะ เอาล่ะ เธอจะเลือกแบบไหนล่ะ สามารถยืมใช้แบบพิเศษพวกนี้ได้นะ อันล่างๆ ใช้พลังน้อยมากด้วย”
“ผมเลือกอันธรรมดาแหละครับ มีแบบพิเศษแล้วใช้ไม่ได้ สู้ใช้แบบดั้งเดิมดีกว่า”
“โอเคเลย” ริศส่งพลั่วอันหนึ่งบนชั้นวางให้ภัทร เขารับมาแล้วแต่เกือบทำมันหล่นเพราะมันหนักกว่าที่คิด น้ำหนักมันประมาณเกือบหนึ่งกิโลกรัม ริศไปหยิบชุด กระเป๋า กับสายรัดมาให้ภัทร ก่อนจะนำไปวางที่เคาน์เตอร์
ชายหัวล้านเหลือบมองภัทรเล็กน้อยก่อนจะทักขึ้น
“นายจะเลือกอันนี้จริงๆ เหรอ”
“มันมีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”
“เปล่า มันไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แต่อันนี้เป็รูปแบบเริ่มต้น มันจะไม่สามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็อาวุธเท่ๆ ได้นะ ตอนนี้ยังทัน เธอสามารถเอาไปเปลี่ยนได้หนึ่งครั้ง”
เขากับริศมองหน้ากัน ริศไม่ได้พูดอะไรปล่อยให้ภัทรตัดสินใจ เขาคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
“เอาอันนี้แหละครับ ผมอยากลองอะไรั้แ่พื้นฐานดู”
“โอเค ในเมื่อนายเลือกอันนี้ฉันก็มีของแถมให้นิดหน่อย” ชายหัวล้านพูดพลางหยิบหนังสือเล่มเก่าคร่ำครึฝุ่นจับเล่มหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ
“นี่คือคู่มือการใช้พลั่วยุทธวิธี เอาไปศึกษาดูแล้วกันนะ”
“ขอบคุณมากครับ”
“ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ไปเถอะ”
ภัทรและริศช่วยกันเก็บของใส่กระเป๋าสีดำคาดเอวก่อนจะออกจากห้องไป
ชายคนนั้นมองส่งทั้งสองก่อนพึมพำกับตัวเอง
“เ้าหนูนี่น่าสนใจ...”