เวลาแห่งความสุขในห้วงนิทรามักหมดไปอย่างรวดเร็วสมาชิกครอบครัวจางตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ของตนอย่างขันแข็ง นางหูอุ่นซาลาเปาที่ซื้อมาเมื่อวานนี้ให้ทุกคนได้กินกันเป็มื้อเช้าเื่การกินอาหารวันละสามมื้อเป็เื่ที่จางอี้ิเสนอขึ้นมาเพราะการกินครบสามมื้อจะถูกหลักโภชนาการมากกว่า ที่สำคัญคือเขา้าขุนร่างนี้ให้อ้วนขึ้นอีกนิด เด็กวัยกำลังโตไม่ควรอดอาหาร ไม่เช่นนั้นเมื่อไหร่จะโตเสียทีเล่า
อีกอย่าง เขาเป็คนไทยคนไทยกินข้าววันละสามมื้อ ของหวานของคาวไม่เคยขาด อยู่ดี ๆ ให้มาอด ๆ อยาก ๆเขาเองก็ไม่ชิน
ในตอนแรกสมาชิกครอบครัวจางดูใกับการทานอาหารมากมายขนาดนั้นแต่จางอี้ิบอกเพียงว่าเมือง์ทำกันเช่นนี้ ท่านย่า ท่านพ่อ และท่านแม่จึงจำต้องเห็นด้วยอย่างไม่อิดออด
เป็ความโชคดีที่หลี่อ้ายหายเป็ปกติเหลือเพียงอาการอ่อนเพลียเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนางหูกับหลี่อ้ายจึงช่วยกันเย็บผ้าห่มและชุดใหม่สำหรับทุกคนส่วนจางอี้เทาและบุตรชายขึ้นูเาเพื่อไปตัดหญ้าหวานมาทำน้ำตาลผักตามที่ได้รับใบสั่งซื้อมา
“ิเอ๋อร์เมื่อวานเ้าบอกว่าจะทำพะโล้วันนี้ เมือง์ก็มีพะโล้เช่นกันหรือ”จางอี้เทาเอ่ยถามบุตรชายขณะช่วยกันล้างหญ้าหวานเพื่อนำไปตากแดดเขาล้างจนมั่นใจว่าสะอาดแล้วจึงวางพักเตรียมไว้สำหรับในตอนบ่ายหลังจากหญ้าหวานแห้งแล้ว พวกเขาจะได้ทำน้ำตาลผักกัน
“ใช่แล้วขอรับที่เมือง์มีพะโล้เป็อาหารเช่นที่นี่ แต่ข้าไม่รู้ว่าที่นี่เขาทำกันเช่นไรพอพวกเราตากหญ้าหวานเสร็จแล้ว ข้าจะสอนท่านย่าทำพะโล้ทันทีขอรับตอนเย็นพวกเราค่อยเอาพะโล้กับน้ำตาลปั้นไปให้พี่ซูลี่กับพี่ิเย่ที่บ้านท่านลุงเย่กัน”
พวกเขาใช้เวลาล้างหญ้าหวานและนำไปตากแดดไม่นานทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย ระหว่างที่รอให้หญ้าหวานแห้งจางอี้ิจึงมีความคิดจะทำพะโล้แห้งหญ้าหวานเป็การฉลองแทนเมื่อวานเนื่องจากว่าไม่ได้ซื้อน้ำตาลมาไว้ใช้พะโล้จึงต้องใช้ความหวานจากหญ้าหวานแทนน้ำตาล
“ท่านย่าขอรับข้าตากต้นหญ้าหวานเสร็จแล้ว” เด็กน้อยเดินเข้ามากอดแขนผู้เป็ย่าแล้วออดอ้อน “ท่านย่าพวกเราไปทำพะโล้กันเถอะขอรับ”
“ท่านแม่ท่านไปทำพะโล้กับิเอ๋อร์เถอะเ้าค่ะ ส่วนที่เหลือประเดี๋ยวข้าจะทำเอง”หลี่อ้ายเอ่ยบอกแม่สามี นางกำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ข้าง ๆ
“ได้ที่เหลือฝากสะใภ้ด้วยนะ ไปิเอ๋อร์ ไปทำพะโล้กันย่าก็อยากรู้นักว่าอาหาร์จะมีรสชาติเป็เช่นไรจะเหมือนพะโล้ที่ย่าเคยกินหรือไม่” นางหูวางมือจากงานเย็บผ้า ลุกเดินไปตรงส่วนครัวจางอี้ิะโลงจากแคร่ รีบเดินไว ๆ ส่ายก้นดุ๊กดิ๊กตามหูไป๋หงไปติด ๆ
จางอี้เทากับหลี่อ้ายเห็นบุตรชายเดินตามท่านย่าเข้าไปในครัวแล้วก็ได้แต่หันหน้ามายิ้มให้กันอย่างมีความสุขนับเป็โชคดีที่บุตรชายหายดีและกลับมาแข็งแรงอีกครั้งถึงแม้ว่าจะยังมีร่างกายที่ผอมแห้งอยู่มากก็ตามทีแต่พวกเขาเชื่อว่าอีกไม่นานเ้าบุตรชายตัวน้อยของพวกเขาจะต้องอ้วนท้วนน่ารักน่าหยิกเสมือนเมื่อครั้งยังอยู่ที่เมืองหลวงแน่นอน
“ย่าต้องทำอันใดก่อนหลานรัก”
“ท่านย่าก่อไฟก่อนขอรับ หุงข้าวเตาหนึ่ง อีกเตาทำพะโล้ขอรับหลังจากนั้นเอาเนื้อที่หมักไว้เมื่อวานไปล้างเกลือออกให้สะอาดแล้วนำมาหั่นเป็ชิ้นพอดีคำ เสียดายเหลือเกิน เมื่อวานข้าไม่ได้ซื้อเห็ดหอมมาด้วยแต่ไม่เป็ไรขอรับ อ้อ ท่านย่าเอาเนื้อแดงมาหนึ่งจิน สามชั้นเอาประมาณ สามจินนะขอรับเพราะเราต้องแบ่งให้บ้านซุนด้วย”
“ิเอ๋อร์พ่อจะก่อไฟให้เ้าเอง ท่านย่าจะได้ไปล้างหมูดีหรือไม่”จางอี้เทาได้ยินเช่นนั้นจึงเสนอตัวช่วยบุตรชายบทสนทนาของมารดากับลูกชายตัวน้อยลอยเข้าไปถึงหูเขาให้ได้ยินชัดเจนบ้านหลังนี้ถึงแม้ว่าจะใช้คำว่าบ้าน แต่ความจริงมันก็คือห้องสี่เหลี่ยมที่มีฝาล้อมรอบเท่านั้นไม่ได้มีห้องเป็สัดส่วนเหมือนบ้านทั่วไปและแน่นอนว่าผนังก็ไม่ได้หนามากมาย
“ขอบคุณท่านพ่อมากขอรับ” จางอี้ิเอ่ยตอบบิดาจางอี้เทาได้ยินดังนั้นจึงลุกจากที่นั่งเดินไปยังส่วนที่ใช้สำหรับทำอาหารก่อนลงมือก่อไฟช่วยมารดาทำอาหาร
“ิเอ๋อร์ถ้าย่าเอาตามที่หลานบอก เนื้อที่ซื้อมาก็เหลือไม่เยอะเลยนะ ย่าละปวดใจที่เห็นมันลดลงไปอีกอย่าง พะโล้ใช้แต่เนื้อแดงนะ ไม่มีใครใช้สามชั้นกัน มันเลี่ยน ไม่อร่อยถึงแม้จะมีเครื่องเทศดับกลิ่นคาวก็ตาม” นางหูเอ่ยบอกด้วยความเสียดายหากเป็เช่นวันเก่า นางไม่มีทางอิดออดที่จะทำอาหารจากเนื้อที่มีแต่ไม่ใช่ในวันนี้ที่มีทุกอย่างจำกัด นางเห็นแล้วปวดใจนัก
“ท่านย่าครั้งหน้าข้าจะซื้อเนื้อมาเยอะ ๆ เลยขอรับด้วยเหตุนี้หรือไม่ที่ท่านย่าบอกว่ามันมีราคาแพงเพราะที่ร้านอาหารเอาส่วนเนื้อแดงมาทำทั้งหมด ใช่หรือไม่ขอรับ”
“ใช่แล้วเนื้อแดงมีราคาแพงมาก ถ้าไม่มีเงินมากจริง ๆ ไม่มีใครทำพะโล้กินในครอบครัวหรอกนะมันได้ปริมาณน้อย ถ้าเราเอาเนื้อมาทำน้ำแกงพวกเราจะมีน้ำแกงเนื้อกินเป็เดือนเลยนะิเอ๋อร์”
จางอี้ิได้ฟังแล้วก็พอเข้าใจเขายกยิ้ม ผู้คนโลกนี้ช่างไม่รู้จักของดีเสียแล้ว
“ท่านย่าพวกเขาไม่รู้น่ะสิขอรับว่าส่วนสามชั้นคือส่วนที่อร่อยที่สุด อร่อยกว่าเนื้อแดงอีกนะขอรับเพราะว่ามันมีความชุ่มชื้น เนื้อไม่ยุ่ย เวลาเคี้ยวแล้วหนุบหนับ นิ่ม อร่อยมากเลยขอรับอีกอย่างราคาถูกกว่าเนื้อแดงมาก ท่านย่าไม่ต้องเป็กังวลชาว์ต่างก็กินกันแบบนี้ขอรับ”
“ได้ย่าจะทำตามที่ิเอ๋อร์บอกทุกอย่าง รอย่าสักครู่นะ ย่าขอเอาเนื้อออกมาตามที่หลานบอกก่อน”
นางหูทำตามอย่างดีทุกขั้นตอนเพราะอาหาร์พวกนั้นนางทำไม่เป็ อีกอย่าง แม้แต่พะโล้เอง นางก็ทำไม่เป็เช่นกันถึงแม้ว่าจะเคยได้กินมาก่อนแต่วิธีทำนั้นนางก็สุดจะรู้เพราะเมื่อก่อนมีบ่าวทำให้ทุกอย่าง
หลังจากย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านหลัวถงสะใภ้บ้านซุนสอนแค่อาหารง่าย ๆ พวกโจ๊กธัญพืชไหนเลยจะทำอาหารจานเนื้อเช่นพะโล้เป็
จางอี้ิมองดูภาพรวมเขาเห็นบิดาก่อไฟเรียบร้อยนางหูเองล้างเกลือออกจากเนื้อรวมทั้งหั่นเป็ชิ้นขนาดพอดีคำแล้วเด็กน้อยจึงบอกขั้นตอนการทำพะโลแห้งสูตรของตนเองต่อไป
“ท่านย่าโขลกกระเทียมกับพริกไทยด้วยนะขอรับที่เมือง์จะมีรากผักชีสดด้วย แต่ที่นี่ไม่มีไม่เป็ไรขอรับเราใช้เม็ดผักชีแห้งแทนได้ แบ่งเป็สองส่วนส่วนแรกเอากระเทียมที่โขลกใส่ลงไปที่เนื้อหมู ตามด้วยเกลือ น้ำตาลผัก ซีอิ้วคนให้เนื้อหมูเข้าเนื้อกับเครื่องหมัก ท่านย่าหมักไว้สักสองเค่อ”
“เมื่อครบเวลาตั้งกระทะให้ท่านย่าใส่น้ำมันหมูลงไปเล็กน้อย เจียวกระเทียมที่แบ่งไว้อีกส่วน ผัดให้หอมท่านย่าไม่ต้องรอให้กระเทียมสุก ใส่โป้ยกั๊กห้าดอก กระวานหกลูก อบเชยสองแท่งลงไปผัดพร้อมกันเลยนะขอรับจนเครื่องเทศส่งกลิ่นหอม เอาเนื้อที่หมักลงไปผัดให้สุกเติมน้ำเปล่าลงไปให้ท่วมเนื้อหมู คนเป็ครั้งคราวให้เนื้อหมูสุกทั่วถึง ใส่เกลือน้ำตาลผัก ซีอิ้วอีกครั้ง เคี่ยวเนื้อหมูไปจนน้ำแห้ง ลองชิมรสชาติดูขอรับขาดรสไหนก็ปรุงเพิ่ม”
“ที่เมือง์กินพะโล้กับน้ำจิ้มขอรับแต่เสียดายที่นี่ไม่มีวัตถุดิบในการทำ แต่ข้าเชื่อว่ากินเปล่า ๆก็น่าจะอร่อยแล้วขอรับ”
“พะโล้ที่เมือง์มีน้ำจิ้มหรือิเอ๋อร์ที่นี่ไม่มีน้ำจิ้มนะ” จางอี้เทาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัยอาหาร์นี่มีการทำที่ยุ่งยากจริง ๆ
“ใช่ขอรับน้ำจิ้มจะทำให้อาหารอร่อยขึ้น ถ้าข้าหาวัตถุดิบได้ ข้าจะสอนท่านย่านะขอรับเราทำเป็พะโล้แห้ง น้ำซอสนี่ก็ใช้แทนน้ำจิ้มได้ขอรับ”
“น้ำสอสอด อันใดนะ ิเอ๋อร์” นางหูขมวดคิ้วพยายามออกเสียงคำว่าซอสให้เหมือนกับที่หลานชายพูด แต่ดูแล้วลิ้นจะพันกันเสียให้ได้
"ท่านย่าไม่ใช่สอดขอรับ ซอสขอรับน้ำซอสก็คือน้ำที่มันขลุกขลิกเหลือนิดหน่อยในหมูพะโล้เช่นไรเล่าขอรับถ้าทำเสร็จแล้ว ข้าจะชี้ให้ท่านย่าดูขอรับ”
“เช่นนั้นย่าต้องหมักเนื้อหมูก่อนเป็อันดับแรกใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วขอรับ”
ตลอดการทำอาหารหลังจากนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะนางหูและจางอี้เทาตั้งใจฟังพ่อครัวตัวน้อยกำกับการทำอาหารอย่างสนุกสนานหลี่อ้ายที่นั่งเย็บผ้าอยู่เหลือบตามองเป็ระยะและยิ้มออกมาอย่างมีความสุขที่เห็นครอบครัวกลับมามีความสุขอีกครั้ง
“ท่านย่ารีบใส่เครื่องเทศได้แล้วขอรับ ก่อนกระเทียมจะไหม้”
“ิเอ๋อร์ต้องใส่อย่างละเท่าไรนะ”
“ท่านแม่โป้ยกั๊กห้าดอก กระวานหกลูก อบเชยสองแท่ง”
“อาเทาเ้าช่างความจำดีเยี่ยม สมแล้วที่เป็อาจารย์สอนหนังสือ”
“ท่านย่าอย่าใส่เกลือเยอะขอรับ พอน้ำแห้งมันจะเค็มกว่านี้”
“ท่านย่าคนและกลับเนื้อหมูหน่อยขอรับ หมูจะไหม้แล้ว”
“ท่านย่าใส่น้ำเปล่าได้แล้วขอรับ”
พ่อครัวตัวน้อยของบ้านจางกลายเป็ผู้กำกับการทำอาหารให้ท่านย่าของตนเองทำตามได้อย่างไหลลื่นบอกตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย หลังจากที่เคี่ยวหมูพะโล้จนน้ำงวดแห้งดีแล้วกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบ้าน แม้หลี่อ้ายที่นั่งอยู่ไกลที่สุดของส่วนครัวยังััถึงกลิ่นหอมได้เป็อย่างดี
“ท่านย่าลองชิมดูสิขอรับ อย่าลืมเอาชิ้นหมูไปจิ้มซอสก่อนชิมนะขอรับตรงนี้เรียกว่าน้ำซอสขอรับ” จางอี้ิเอ่ยบอกท่านย่าของตนเองหลังจากที่บิดายกหม้อพะโล้ลงมาพักไว้แล้วพร้อมกับชี้บอกว่าส่วนไหนคือน้ำซอสที่พูดถึง
“อ๋ออันนี้หรือน้ำสอดที่ิเอ๋อร์ว่า แต่ว่าจะดีหรือิเอ๋อร์ ย่าเกรงว่า.....”
“น้ำซอสขอรับและก็ดีที่สุดขอรับ เพราะท่านย่าเคยกินพะโล้ของที่นี่แล้วท่านย่าย่อมรู้รสชาติเป็อย่างดี ท่านย่าย่อมเปรียบเทียบรสชาติได้ดีที่สุดขอรับ”
“ท่านแม่เชื่อใจิเอ๋อร์เถอะขอรับ ข้าว่ากลิ่นยังหอมขนาดนี้ รสชาติคงดีไม่น้อย”จางอี้เทาเอ่ยสมทบความคิดบุตรชายที่ผ่านมาเด็กน้อยก็แสดงให้เห็นหลายครั้งแล้วว่าอาหารที่ดูไม่น่าจะกินได้เมื่อนำมาทำดี ๆ มันกลับกลายเป็อาหารชั้นเลิศได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
“ได้”นางหูใช้ตะเกียบหยิบหมูมาชิ้นหนึ่งพร้อมกับนำไปคลุกเคล้าน้ำซอสตามที่หลานชายบอกสายตาเฉี่ยวมองพินิจชิ้นหมูคำโตก่อนจะนำเข้าปากเคี้ยวช้า ๆ
“.............”
“ท่านย่าเป็เช่นใดบ้างขอรับ” จางอี้ิรีบถาม “อย่านิ่งแบบนี้สิขอรับตกลงมันอร่อยไหมขอรับ”
เมื่อผู้เป็ย่านั่งนิ่งเงียบเด็กน้อยก็เขย่าแขนเรียกนางหูไปสองสามที
“หะ...ห๊ะิเอ๋อร์ เ้าว่าอันใดนะ” นางหูสะดุ้ง เอ่ยตะกุกตะกักตอบหลานชาย
“ข้าถามว่ามันเป็ยังไงบ้างอร่อยหรือไม่ขอรับ”
“ข้าว่าเ้าลองชิมเอาเองเถอะ อาเทาด้วย ลองชิมดู”
“ท่านย่ามันไม่อร่อยเช่นนั้นหรือขอรับ ข้าก็ทำตามสูตรทุกอย่างแล้วนะขอรับทำไมถึงไม่อร่อยเล่า” จางอี้ิพูดเบา ๆ กับตนเองด้วยความสงสัยเขาทำสูตรนี้มาหลายปี มั่นใจนักหนาว่าไม่พลาดแน่นอนหรือว่าสูตรมันผิดพลาดจากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่แตกต่างกันบางชนิด
แต่คิดไปก็คงไม่ได้คำตอบลองกินดูให้มันรู้ไปเลยดีกว่า
จางอี้ิหยิบตะเกียบคีบหมูพะโล้ที่ฉ่ำไปด้วยซอสหญ้าหวานขึ้นมาชิมเขาละเมียดละไมลิ้มรส มันหวานกลมกล่อม ไม่มีอะไรผิดพลาดจากที่คาด
“เอ๊ะมันก็อร่อยนี่นา แล้วเหตุใดทุกคนถึงไม่ตอบข้าล่ะขอรับ”จางอี้ิเงยหน้าเอ่ยถามบิดากับท่านย่าด้วยความงุนงง
“เพราะพะโล้แห้งที่ิเอ๋อร์ทำในตอนนี้มันอร่อยมากต่างหากเล่า อีกอย่าง รสชาติของพะโล้ที่พ่อเคยกินมันไม่ได้มีรสชาติแบบนี้ไม่ได้มีกลิ่นหอม มันแข็ง ๆ แห้ง ๆ เนื้อหมูไม่ได้นุ่มและฉ่ำซอสเช่นนี้”จางอี้เทาอธิบาย เขาหลุดจากภวังค์ความคิด
นี่หรืออาหารที่ท่านเทพประทานมาสมกับเป็อาหาร์
บัณฑิตหนุ่มมั่นใจเหลือเกินว่าแม้แต่อาหารในวังก็ยังไม่อาจเทียบ
“ใช่แล้วิเอ๋อร์ย่ายังไม่เคยได้กินหมูพะโล้ที่นุ่มและฉ่ำซอสเช่นนี้มาก่อน” นางหูเอ่ยอีกเสียงในที่สุดนางก็ออกเสียงคำว่าซอสถูกเสียที
“เพราะร้านอาหารเอาส่วนเนื้อแดงเนื้อล้วน ๆ มาทำอาหารขอรับ ท่านย่า ท่านพ่อ ลองชิมส่วนที่เป็เนื้อแดงสิขอรับมันจะแห้ง ๆ เหมือนกับที่ร้านอาหารแต่ถ้าเลือกชิมส่วนที่เป็สามชั้นจะนุ่มลิ้นและฉ่ำซอสขอรับความลับมันอยู่ที่ตรงนี้แหละขอรับ” เด็กชายบอกเสียงใส
นางหูและจางอี้เทาจึงใช้ตะเกียบหยิบส่วนที่เป็เนื้อแดงล้วนมาชิมรสชาติของมันเป็ดั่งที่จางอี้ิอธิบาย มันแข็งและแห้งมากกว่า
“ิเอ๋อร์รสััต่างกันจริง ๆ ด้วย”
“อืม”จางอี้เทาพยักหน้ารับกับคำพูดมารดา
แค่เปลี่ยนส่วน รสชาติและรสััก็แตกต่างแม้จะถูกปรุงจากหม้อเดียวกัน
“ท่านย่าท่านพ่อ ร้านอาหารจะสนใจสูตรหมูพะโล้แห้งของบ้านเราไหมขอรับ”จางอี้ิเอ่ยถามขึ้น ในใจก็ลุ้นไปด้วย ถึงแม้ว่าจะมั่นใจกับคำตอบที่น่าจะได้รับมากก็ตาม
“หลานของย่าเก่งเช่นนี้อีกอย่าง อาหาร์ไม่มีใครปฏิเสธแน่ ย่าว่ามันต้องขายได้”
“พ่อเห็นด้วย”
“ถ้าเช่นนั้นในวันที่รถม้าเถ้าแก่หวังมารับน้ำตาลผักพวกเราขอติดรถม้าเข้าไปในเมืองดีหรือไม่ท่านพ่อ” จางอี้ิยิ้มร่ารีบหันไปถามความเห็นบิดาทันที
“ได้สิพ่อจะไปด้วย”
“ท่านย่าตอนนี้เวลาเท่าใดแล้วขอรับ”
“ย่าว่าน่าจะยามเว่ย(13.00 – 14.59) นะิเอ๋อร์มีอันใดหรือ”
“พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะขอรับเสร็จแล้วข้ากับท่านพ่อจะไปหาท่านลุงเย่จะเอาพะโล้แห้งกับน้ำตาลปั้นไปให้บ้านซุนลองชิมดู และจะคืนเงินสิบอีแปะที่ท่านลุงเย่ให้มาเมื่อวานด้วยขอรับ”จางอี้ิจำได้ว่าท่านพ่อของเขาบอกแบบนั้น
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปกินข้าวกันเถอะ”นางหูเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม ดูท่าว่าอาหารมื้อนี้คงจะเลิศรสที่สุดต้องขอบคุณท่านเทพที่ประทานหนทางให้ตระกูลจางสายรองอย่างพวกเขาอีกครั้ง
หลี่อ้ายที่ได้ยินเช่นนั้นจึงวางมือจากการเย็บผ้าและเข้ามาช่วยกันยกข้าวกับหมูพะโล้แห้งไปนั่งกินกันพร้อมหน้าด้วยความเอร็ดอร่อยพวกเขาพูดคุย แบ่งปันอาหารและเล่าเื่ราวกันอย่างมีความสุขนี่เป็อีกมื้ออาหารที่ครอบครัวบ้านจางกินกันอิ่มแปล้
ได้แต่หวังว่าต่อไปนี้จะไม่มีอุปใดมาขัดขวางอีกแล้ว