นางนึกไปถึง่เวลาในวัยเด็ก หลังเลิกเรียนหรือ่ปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน ตนเองมักจะแวะร้านขายของชำเพื่อซื้อขนมขบเคี้ยวอย่างล่าเถียว ข้าวเกรียบกุ้ง และเยลลี่มาตุนไว้ จากนั้นก็ไปเบียดเสียดกับเพื่อน ๆ หน้าโทรทัศน์เพื่อดูการ์ตูนเื่ไซอิ๋ว พี่น้องน้ำเต้า และอภินิหารโคมวิเศษ
ความคิดของนางล่องลอยไปไกล
คิดไปคิดมา หยาดน้ำตาก็ไหลรินออกมาจากหางตาของอวิ๋นตั๋วตั๋วเสียอย่างนั้น
นางอธิบายความรู้สึกในใจของตนเองยามนี้ไม่ถูก ความทรงจำในชาติภพก่อนที่อยู่ในยุคปัจจุบันนั้นเดี๋ยวก็แจ่มชัดเดี๋ยวก็เลือนราง ทว่าตอนนี้นางกลับต้องมาอยู่ในยุคสมัยและสภาพแวดล้อมที่แปลกประหลาดอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีคนคอยปกป้องและรักใคร่นาง แต่อันตรายก็ยังคงรายล้อมอยู่รอบตัวตลอดเวลา
“น้องหญิงร้องไห้ทำไมกัน?” อวิ๋นอี้ป๋อมองอวิ๋นตั๋วตั๋วที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงหัวเราะคิกคักอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับร้องไห้จ้าขึ้นมาเสียแล้ว เขาถึงกับทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
“น้องหญิง น้องหญิงคนดีไม่ร้องนะ...” อวิ๋นอี้ป๋อไม่รู้ว่าจะปลอบโยนนางอย่างไรดี
หลังจากอาเซียงจัดการซักล้างผ้าอ้อมเสร็จเรียบร้อย นางก็ยกขนมและน้ำชาเข้ามาในตำหนักบรรทม ทันทีที่เห็นอวิ๋นตั๋วตั๋วร้องไห้ นางก็รีบวางของว่างลงบนโต๊ะแล้วเดินเข้ามาใกล้ ทำความเคารพแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “องค์ชายทั้งสองเพคะ องค์หญิงน้อยคงจะง่วงแล้ว ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วด้วย ให้หม่อมฉันส่งคนไปส่งองค์ชายทั้งสองกลับตำหนักดีหรือไม่เพคะ”
อวิ๋นอี้ป๋อกับอวิ๋นอี้ซูเองก็ะโโลดเต้นจนเหนื่อยล้า ทั้งสองจึงนั่งแหมะลงกับพื้น หอบหายใจไม่หยุด
“นั่นสิ น้องหญิงควรจะนอนได้แล้ว” อวิ๋นอี้ซูปาดเหงื่อที่ซึมชื้นบนหน้าผาก
“งั้นพวกเรากลับกันเถอะ”
“ท่านป้าอาเซียง ไม่ต้องส่งคนไปหรอก พวกเรากลับกันเองได้” อวิ๋นอี้ป๋อโบกมือปฏิเสธ พลางดึงแขนอวิ๋นอี้ซูให้เดินออกไปข้างนอก
พวกเขาลอบออกมาอย่างเงียบ ๆ ย่อมต้องกลับไปอย่างเงียบเชียบเช่นกัน หากเสด็จแม่รู้ว่าเขาไม่ยอมตั้งใจอ่านหนังสือ คงหนีไม่พ้นโดนด่าทอชุดใหญ่แน่
เมื่ออวิ๋นอี้ป๋อนึกถึงภาพเสด็จแม่ด่ากราดและถือรองเท้าวิ่งไล่ตี เขาถึงกับตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
อวิ๋นอี้ซูเดินตามอวิ๋นอี้ป๋อออกไป แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นขนมบนโต๊ะเข้า คืนนี้ออกแรงแสดงละครมาตั้งนาน ท้องก็เริ่มประท้วงด้วยความหิวเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ขนมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ วางอยู่บนโต๊ะและยังมีควันกรุ่น ๆ ลอยออกมานั้น คือขนมกุ้ยฮวาดอดพุดตานและขนมซานจา ซึ่งล้วนแต่เป็รสชาติที่เขาโปรดปรานทั้งสิ้น!
เขายกจานขนมทั้งสองจานขึ้นมา แล้วเดินออกจากตำหนักบรรทมไปพร้อมกับอวิ๋นอี้ป๋อ “คราวหน้าเลือกนิทานแนวรัก ๆ ใคร่ ๆ หน่อยดีกว่า เื่ต่อยตีฆ่าฟันแบบนี้ น้องหญิงอาจจะไม่ชอบ”
อวิ๋นอี้ซูยัดขนมเข้าปากทีละชิ้น พลางเคี้ยวตุ้ย ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อี้ฟังไม่ถนัดนัก
อวิ๋นอี้ป๋อตวัดค้อนใส่อวิ๋นอี้ซูขวับหนึ่ง ก่อนจะแย่งขนมมาอีกหนึ่งชิ้น “เป็เพราะเ้าแสดงเกินจริงไปต่างหาก ะโเสียงดังลั่นจนน้องหญิงใร้องไห้จ้าขนาดนั้น เ้ายังมีกะจิตกะใจจะกินอีกหรือ? เหลือให้พี่สักคำสิ!”
อวิ๋นตั๋วตั๋วนอนอยู่บนเตียง นางไม่คาดคิดเลยว่าก่อนนอนจะได้ชมการแสดงที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ นางซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของอาเซียง แล้วค่อย ๆ หลับตาลงอย่างผ่อนคลาย
เสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่สามช่างดีต่อข้านัก พร์ด้านการแสดงเช่นนี้ หากอยู่ในยุคปัจจุบันล่ะก็ ต้องตกแฟนคลับได้เพียบจนพวกดาราหน้าใหม่ตายเรียบแน่!
แม้ตอนนี้นางจะเป็เพียงทารก ทำสิ่งใดก็ลำบากยากเย็นไปเสียหมด แต่เวลาจะช่วยเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งเอง
ในเมื่อทะลุมิติมาอยู่ที่นี่แล้ว สู้ถนอมปัจจุบันไว้ดีกว่า ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ตอนนี้ สังเกตผู้คนรอบข้างให้ละเอียดถี่ถ้วน อย่างไรเสีย ทุกคนก็คิดว่านางเป็เพียงทารกที่ไม่รู้เื่รู้ราว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็ต้องเสแสร้งแกล้งทำต่อหน้านาง และจะเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาให้เห็น
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ที่ท้องพระโรงของราชวงศ์หนานหยาง
อวิ๋นเป่ยเยี่ยในชุดฉลองพระองค์หลงเปากำลังประทับอยู่บนบัลลังก์ั เบื้องล่างมีเหล่าขุนนางในชุดขุนนางสีเข้มยืนเรียงรายกันอย่างเนืองแน่น
“่นี้เราเพิ่งได้ลูกสาวมา คงจะทราบกันดีอยู่แล้วสินะ” อวิ๋นเป่ยเยี่ยเอ่ยถึงอวิ๋นตั๋วตั๋ว ภายในใจก็เบิกบานขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
เมื่อนึกถึงใบหน้าจิ้มลิ้มที่เปื้อนยิ้มและเรือนร่างกลมป้อมของลูกสาว หัวใจของเขาก็อบอุ่นวาบ
เหล่าขุนนางเบื้องล่างแม้สีหน้าจะยังเรียบเฉย ทว่าในใจกลับลอบบ่นอุบ ไม่ว่าขุนนางคนใดที่เข้าวังมา หากมีธุระหรือไม่มีธุระ ต่างก็ถูกพระองค์ลากตัวไปที่ตำหนักจื่อเฉิน เพื่อรับฟังพระองค์โอ้อวดเื่องค์หญิงน้อยกันทั้งนั้น
อย่าว่าแต่เมืองหลวงเลย เกรงว่าตอนนี้คนทั้งแผ่นดินคงรู้กันหมดแล้วว่าราชวงศ์หนานหยางได้องค์หญิงน้อยมาเกิดใหม่!
“อัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ท่านก็รู้ใช่หรือไม่ ว่าเรามีลูกสาวแล้ว!” อวิ๋นเป่ยเยี่ยชะเง้อพระศอมองหาอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย พร้อมกับเรียกชื่อเสียงดังฟังชัด
“ทูลฝ่าา กระหม่อมทราบพ่ะย่ะค่ะ” เซวียกวงจิ้นค้อมตัวทำความเคารพ และตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เ้ารู้ก็ดีแล้ว” อวิ๋นเป่ยเยี่ยพยักพระพักตร์ ตาเฒ่าคนนี้น่ารำคาญชะมัด ทุกครั้งที่เข้าวังมารายงานราชการ พูดสามประโยคจะต้องมีสองประโยคที่เอ่ยโอ้อวดถึงหลานสาวของตนเอง ช่างน่าหมั่นไส้เสียจริง
หลังจากอวิ๋นเป่ยเยี่ยโอ้อวดจนพอใจแล้ว ก็เริ่มเข้าสู่เื่จริงจัง “เมื่อไม่กี่วันก่อน เกิดเื่วุ่นวายขึ้นเล็กน้อยข้างกายองค์หญิง โชคดีที่องค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง และองค์ชายสาม ปรากฏตัวขึ้นได้ทันท่วงที จึงปกป้องน้องสาวของพวกเขาไว้ได้”
“จิตใจที่คอยปกป้องน้องสาวเช่นนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง เราจะตกรางวัลให้อย่างงาม!” อวิ๋นเป่ยเยี่ยเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น
“แต่งตั้งองค์ชายใหญ่อวิ๋นอี้ป๋อ องค์ชายรองอวิ๋นอี้จ้ง และองค์ชายสามอวิ๋นอี้ซู ขึ้นเป็ ชินอ๋องห้าไข่มุก! พระราชทานเงินตราหนึ่งพันตำลึง และจวนอีกหนึ่งหลัง!”
“แต่ทว่าองค์ชายทั้งสามยังทรงพระเยาว์นัก ให้อยู่ในวังหลวงไปก่อน รอจนเติบใหญ่แล้วค่อยย้ายออกไปอยู่จวนของตนเอง!” คำตรัสของอวิ๋นเป่ยเยี่ยหนักแน่นดุจหินผา
สิ้นเสียงประกาศ ท้องพระโรงก็เซ็งแซ่ไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์
“ชินอ๋องห้าไข่มุก? ข้าหูฝาดไปหรือไม่?”
“ในวังไม่เคยมีชินอ๋องระดับห้าไข่มุกมาก่อนเลยนะ? นี่มันเกียรติยศยิ่งใหญ่เพียงใดกัน?”
“องค์ชายใหญ่เพิ่งจะสิบสองชันษา องค์ชายรองเก้าชันษา องค์ชายสามแปดชันษา ก็ได้รับแต่งตั้งเป็ชินอ๋องห้าไข่มุกแล้วหรือ?”
ราชวงศ์หนานหยางเคยมีชินอ๋องแปดไข่มุกเพียงสองพระองค์ในสมัยราชวงศ์ก่อน ซึ่งทั้งสองพระองค์นั้นก็อยู่ในวัยสามสิบชันษาแล้ว และเป็เพราะสร้างผลงานการรบอย่างเกรียงไกร จึงได้รับพระราชทานไข่มุกประดับยศ
ชินอ๋องที่ได้รับพระราชทานไข่มุกประดับยศ ถือเป็เกียรติยศสูงสุดในหนานหยาง
จำนวนไข่มุกบ่งบอกถึงจำนวนเมืองศักดินาที่ได้รับ ชินอ๋องห้าไข่มุกย่อมหมายถึงจะได้รับพระราชทานเมืองศักดินาถึงห้าเมือง ยิ่งมีเมืองศักดินามาก อำนาจและบารมีก็ยิ่งมากตามไปด้วย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าองค์ชายเหล่านี้ได้ขยับเข้าใกล้อำนาจแห่งราชบัลลังก์มากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น ไข่มุกประดับยศจึงไม่ได้เป็เพียงสัญลักษณ์ของเกียรติยศและความมั่งคั่งเท่านั้น แต่ยังเป็สัญลักษณ์ของพระราชอำนาจ และบ่งบอกถึงท่าทีขององค์ฮ่องเต้อีกด้วย
“ฝ่าา องค์ชายทั้งสามยังทรงพระเยาว์นัก การแต่งตั้งเป็ชินอ๋องห้าไข่มุก จะดูไม่เหมาะสมไปหน่อยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” ขุนนางฝ่ายตรวจสอบผู้มีหนวดเคราขาวก้าวออกมากราบทูลทัดทาน
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าา องค์ชายทั้งสามมีความดีความชอบที่ช่วยองค์หญิงน้อยไว้ สู้เริ่มแต่งตั้งจากชินอ๋องหนึ่งไข่มุกก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” ขุนนางอีกคนประสานมือก้าวออกมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงวิงวอน
“ขอฝ่าาโปรดไตร่ตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ขอฝ่าาทรงพิจารณาให้ถี่ถ้วนด้วยเถิด!” เหล่าขุนนางพากันคุกเข่าลงกับพื้นอย่างต่อเนื่อง
อวิ๋นเป่ยเยี่ยทอดพระเนตรมองเหล่าขุนนางด้วยความไม่พอพระทัย เราแต่งตั้งลูกชายตัวเอง แบ่งดินแดนของตัวเองให้ลูกชายปกครอง พวกเ้ากลับยื่นจมูกเข้ามายุ่ง!
แถมยังให้เริ่มจากชินอ๋องหนึ่งไข่มุกอีก ขี้เหนียวเสียจริง ไม่มีสง่าราศีของประเทศมหาอำนาจเอาเสียเลย!
“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะฝ่าา เพียงเพราะช่วยองค์หญิงน้อยไว้ก็ถึงกับแต่งตั้งเป็ท่านอ๋อง ดูจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนะพ่ะย่ะค่ะ!” มีขุนนางใจกล้าทูลทัดทานต่อ
อวิ๋นเป่ยเยี่ยปรายตามองขุนนางเ่าั้ด้วยสายตาเ็า พวกตาเฒ่าหัวรั้นพวกนี้ ทีตอนมีภัยพิบัติต้องไปช่วยชาวบ้าน ไม่เห็นพวกมันจะกระตือรือร้นเลย พอเป็เื่ในครอบครัวของเราล่ะก็ ขยันออกหน้ากันนักเชียว!
“คำพูดของเราคือเหตุผล!”
เมื่อได้ยินเสียงคำรามต่ำอย่างกริ้วโกรธของอวิ๋นเป่ยเยี่ย จ้าวกงกงที่ยืนอยู่ข้างบัลลังก์ัถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบด้วยความหวาดกลัว
“เราตัดสินใจแน่วแน่แล้ว พวกท่านลุกขึ้นเถอะ!”
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้กริ้ว เหล่าขุนนางจึงรู้ประสา พากันถอนหายใจและลุกขึ้นถอยกลับไปยืนที่เดิม
“เอาล่ะ การประชุมเช้าวันนี้ยังมีเื่สำคัญอีกเื่ที่ต้องหารือกัน” อวิ๋นเป่ยเยี่ยกระแอมในลำคอ และเริ่มเอ่ยถึงเื่ต่อไป