“จางเจิ้นซานข้าตกลงจะสู้กับเจ้า!”
ยามที่ทั้งสองฝ่ายชักอาวุธประจันหน้ากันอย่างตึงเครียดขณะที่การต่อสู้พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ...ไป๋หยุนเฟยก็พลิ้วกายออกจากกลุ่มคนไปยืนอยู่ข้างกายหงยินพร้อมกับเขม้นมองจางเจิ้นซานด้วยสีหน้าเย็นชา
การปรากฏตัวของไป๋หยุนเฟยสร้างความปั่นป่วนให้แก่ทั้งสองฝ่ายจางเจิ้นซานเป็นคนแรกที่มีปฏิกิริยามันใช้สายตาจับจ้องไป๋หยุนเฟยขณะที่ร่างสั่นระริกใบหน้าจางเจิ้นซานบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาลพร้อมกับสองตาที่เปี่ยมด้วยความเคียดแค้นเกลียดชังมันคำรามอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เด็กน้อย เจ้ากล้าออกมาจริงๆ!ชดใช้ชีวิตบุตรชายข้ามา!”
“ข้าให้สิ่งที่พวกเจ้าต้องการได้”ไป๋หยุนเฟยเห็นจางเจิ้นซานที่ตั้งท่าเตรียมจะพุ่งเข้ามาจึงกล่าวคำพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยยามกล่าววาจาก็ชำเลืองมองอวี้เฟยที่ด้านหลังจางเจิ้นซานด้วยหางตา
อวี้เฟยจับตามองไป๋หยุนเฟยตั้งแต่แรกที่ปรากฏตัวออกมาเมื่อยินคำพูดที่ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างเยือกเย็นดวงตามันก็ทอประกายวูบก่อนจะเอื้อมมือรั้งจางเจิ้นซานเอาไว้จากนั้นจึงเพ่งตามองไป๋หยุนเฟยพลางกล่าวว่า“เด็กน้อย เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“พวกเราทั้งสองฝ่ายทราบดีอยู่แล้วว่าข้าหมายถึงอันใด...ใช่หรือไม่?” ไป๋หยุนเฟยหัวร่อแผ่วเบา “ข้าตกลงจะประลองกับจางเจิ้นซานตัวต่อตัวหากข้าพ่ายแพ้จะยินยอมให้พวกเจ้าจัดการได้ตามอำเภอใจทั้งยังจะยอมมอบสิ่งที่พวกเจ้าต้องการให้อีกด้วย แต่หากข้าได้ชัย...เจ้าต้องมอบหนามธารน้ำแข็งคืนแก่ข้า! อีกอย่าง...เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักหลิวขจี ภายภาคหน้าอย่าได้สร้างปัญหาแก่พวกเขาอีก!”
อวี้เฟยตะลึงงันมองดูไป๋หยุนเฟยอยู่เนิ่นนานสองตาทอประกายครุ่นคิด สุดท้ายจริงกล่าวเสียงแผ่วเบา “ที่เจ้าพูดเป็นความจริง?”
ไป๋หยุนเฟยกวาดตามองผู้คนรอบด้านก่อนจะกล่าวอย่างชัดเจน “คนจากสำนักหลิวขจีและสำนักธารน้ำแข็งที่อยู่ที่นี่ยังมีผู้อาวุโสหยิวจากสำนักธาตุไม้และศิษย์สำนักเจ้าอสูร ทุกคนโปรดเป็นพยาน!ข้าจะต่อสู้กับจางเจิ้นซานอย่างยุติธรรมเพื่อสะสางความแค้นส่วนตัวผู้ใดจะอยู่ผู้ใดจะตายก็แล้วแต่ฝีมือของตนเอง!”
จากนั้นจึงหันไปหาอวี้เฟยอีกครั้ง“แต่ทว่า... ข้ามีเงื่อนไข”
“เงื่อนไขอันใด?” อวี้เฟยเลิกคิ้วถาม
“เจ็ดวันหลังจากนี้เจ็ดวันข้าและจางเจิ้นซานจะมาพบกันที่นี่เพื่อต่อสู้แลกชีวิตกัน!”ไป๋หยุนเฟยเพ่งตามองอวี้เฟย ก่อนจะกล่าววาจาทีละคำ
อวี้เฟยเพียงใคร่ครวญชั่วขณะก็พยักหน้า“ย่อมได้! ตกลงตามเงื่อนไขเจ้า!อีกเจ็ดวันพวกเราจะเดิมพันด้วยชีวิตและสิ่งที่พวกเราต้องการเจ้าจะต้องต่อสู้ตัวต่อตัวกับผู้อาวุโสจาง! อีกอย่าง... อย่าได้คิดจะหลบหนีหากเจ้าไม่ปรากฏตัวตามนัด ข้าจะคิดบัญชีของเจ้ากับสำนักหลิวขจีเอง”
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าเล็กน้อย“ตกลงตามนี้!”
อวี้เฟยจึงนำศิษย์สำนักธารน้ำแข็งจากไปบุรุษชุดคลุมดำเหลือบตามองไป๋หยุนเฟยอย่างครุ่นคิดก่อนจะหันกายจากไปเช่นกันหยางหลินก็ถลึงตามองหงยินด้วยแววตาเคียดแค้นแต่สุดท้ายก็ถูกบังคับให้ติดตามบุรุษชุดดำจากไปอย่างไม่ยินยอม ทั้งหมดค่อยๆลับตาไปอย่างแช่มช้า
“หยุนเฟยเจ้าหุนหันเกินไปแล้วไฉนเจ้าตกลงต่อสู้กับอีกฝ่ายเช่นนี้?ศัตรูบรรลุด่านภูตวิญญาณ เจ้าจะเอาชนะอย่างไร...” หงยินมองไป๋หยุนเฟยที่ก้มศีรษะต่ำอย่างเงียบงันก่อนจะกล่าววาจาด้วยท่าทีกังวลห่วงใย
มู่หว่านชิงขับไล่ศิษย์กลับเข้าสำนักแล้วจึงเดินเคียงคู่หยิวชิงเฟิงเข้ามาหาไป๋หยุนเฟย“หยุนเฟย ที่จริงท่านไม่สมควรปรากฏตัวออกมา แม้ว่าพวกมันจะมียอดฝีมือมากมายแต่พวกเรายังมีหงยินและชิงเฟิงอยู่ พวกมันย่อมไม่กล้าบุ่มบ่าม”
ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะอย่างแช่มช้าก่อนจะประสานมือคารวะมู่หว่านชิงและกล่าวอย่างจริงจัง“ขอบคุณเจ้าสำนักมู่และผู้อาวุโสหยิวที่ช่วยออกหน้าปกป้องข้าแต่หากข้าไม่ปรากฏตัวย่อมกลายเป็นต้นเหตุนำเภทภัยมาสู่สำนักหลิวขจีได้ต่อให้มีคนลงมือต่อสู้กันไม่กี่คน แต่หากต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตายเพราะข้าข้าไม่ยินยอมเด็ดขาด”
ยามนี้ชิวลู่หลิวฉุดลากฉู่อวี้เหอเข้ามาถึงทั้งคู่มองไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้ากังวล จากนั้นชิวลู่หลิวจึงกล่าวว่า“แต่ท่านก็ไม่สมควรตกลงต่อสู้กับจางเจิ้นซาน!ท่านยังไม่บรรลุถึงด่านวีรชนวิญญาณขั้นกลางด้วยซ้ำ แล้วจะเอาชนะมันอย่างไร?! นี่เพียงซื้อเวลาให้ท่านได้เจ็ดวันเท่านั้น...ไฉนท่านไม่ฉวยโอกาสหลบหนีไป? ให้พี่ใหญ่หงยินพาท่านไปเมื่อพ้นจากมณฑลฉิงหยุนออกสู่โลกภายนอกที่กว้างใหญ่พวกมันย่อมไม่อาจตามหาท่านพบได้อีก”
“ข้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้หรือเจ้าไม่ได้ยินที่ศัตรูพูดก่อนจากไป?หากข้าหลบหนีไปพวกมันจะทวงถามความรับผิดชอบจากสำนักหลิวขจี” ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะก่อนจะกล่าวกลั้วหัวเราะ “อย่าได้กังวลเมื่อข้ากล้าตกลงก็ย่อมมีความมั่นใจอยู่หลายส่วน ข้าอาจจะชนะก็ได้...”
“โอ? สหายน้อยหยุนเฟยหรือเจ้ามีหนทางชนะ?” หยิวชิงเฟิงเลิกคิ้วสง่างามขึ้นพร้อมกับถามอย่างสงสัย
“อืมที่จริง... ข้ามีวิธีการที่จะเพิ่มพูนพลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ...วิธีนี้ข้าได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้อาวุโสเกออี้หยุน” ไป๋หยุนเฟยลังเลชั่วขณะก่อนจะอธิบายโดยอ้างชื่อของเกออี้หยุน
“ผู้อาวุโสเกอถ่ายทอดให้แก่เจ้า...?” หงยินเผยสีหน้าสับสนจู่ๆก็พลันนึกถึงเรื่องบางอย่างได้สีหน้าจึงแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวง “หรือว่า...จะเป็นเคล็ดวิญญาณที่ช่วยปะทุพลังไปสู่ระดับที่สูงขึ้น? ไม่ได้เด็ดขาด!เจ้าไม่อาจใช้เคล็ดวิญญาณเช่นนี้เด็ดขาด!หลังจากใช้ออกพลังเจ้าจะเหือดแห้งทั้งยังต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยพลังชีวิตของเจ้าหยุนเฟยเจ้าเพียงบรรลุด่านวีรชนวิญญาณยังคิดจะใช้เคล็ดวิญญาณนี้อีกหรือ?! ต่อให้สามารถเอาชนะจางเจิ้นซานได้ แต่อาจต้องแลกด้วยชีวิต!”
ปฏิกิริยาจากหงยินสร้างความแตกตื่นแก่ผู้คนรอบด้านจากนั้นทุกคนจึงหันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ดวงตาหยิวชิงเฟิงทอประกายวูบวาบยามที่ใช้ความคิดอย่างเร่งร้อน
หลังจากได้ยินคำพูดหงยินไป๋หยุนเฟยก็ตะลึงงันไปเช่นกัน มันก้มศีรษะต่ำดวงตาทอประกายครุ่นคิด เห็นได้ชัดว่าหงยินเข้าใจผิดแต่กระนั้น... นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋หยุนเฟยได้ยินว่ามีเคล็ดวิญญาณเช่นนี้อยู่หลังจากใคร่ครวญชั่วขณะไป๋หยุนเฟยจึงเงยศีรษะขึ้นโดยที่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม“พี่ใหญ่หงยิน ท่านกังวลเกินไปแล้ว เรื่องราวไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่ท่านคิดท่านอย่าได้กังวลเลย ข้าบอกแล้วว่ามีความมั่นใจอยู่หลายส่วนข้าย่อมไม่เอาชีวิตของตนมาแลกอย่างแน่นอน”
“เจ้า...”เมื่อได้เห็นสีหน้าเยือกเย็นของไป๋หยุนเฟย สุดท้ายหงยินจึงสั่นศีรษะอย่างอับจนปัญญา“ตกลง ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าก็จะไม่ก้าวก่ายหากมีเรื่องอันใดที่ข้าช่วยเหลือได้ก็ขอให้บอก”
“ตกลงที่จริงข้ามีเรื่องต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ใหญ่หงยินอยู่พอดี ฮิ ฮิพวกเราเลิกยืนคุยกันหน้าประตูแล้วกลับเข้าไปด้านในเถอะ” ไป๋หยุนเฟยหัวร่อจากนั้นหันไปกล่าวกับมู่หว่านชิงว่า “เพื่อเตรียมการต่อสู้ในอีกเจ็ดวันข้าจะเก็บตัวฝึกวิชาตลอดเจ็ดวัน จึงอยากขอร้องเจ้าสำนักมู่เตรียมการให้แก่ข้าด้วย”
“ย่อมได้ข้าจะจัดการให้และจะกำชับไม่ให้ศิษย์ในสำนักเข้าไปรบกวนเจ้าที่เรือนรับรอง”
.................................................
เมืองชุ่ยหลิวคฤหาสน์ตระกูลหลง
บุรุษชุดคลุมดำหยางหลิน อวี้เฟยและคนอื่นๆล้วนนั่งอยู่ภายในห้องโถงใหญ่บรรยากาศภายในห้องอึดอัดคับข้องอีกทั้งผู้คนในห้องราวกับมีความในใจแน่นอก
“ผู้อาวุโสเหยียนซื่อท่านไม่ใช่คู่มือหงยินจริงหรือ?มันแย่งชิงวานรยักษ์เนตรทองข้าไป...”สุดท้ายจึงเป็นหยางหลินที่เอ่ยปากทำลายความเงียบงันภายในห้องด้วยการเอ่ยปากถามบุรุษชุดคลุมดำจนถึงบัดนี้อวี้เฟยและพวกจึงทราบว่าบุรุษชุดดำผู้นี้นามว่าเหยียนซื่อ มิหนำซ้ำยังไม่ใช่คนของสำนักเจ้าอสูรแต่ทว่า... แล้วตัวตนและฐานะของมันจะเป็นผู้ใดเล่า? ไฉนจึงร่วมทางมากับคนของสำนักเจ้าอสูรที่มาเกลี้ยกล่อมสำนักธารน้ำแข็งได้?
เหยียนซื่อปรายตามองหยางหลินก่อนจะสั่นศีรษะ“บุตรบุญธรรมของราชันสุนัขป่าโลหิต... ข้าจะบอกให้เจ้ารู้เอาไว้ ทางที่ดีเจ้าลืมเรื่องนี้ไปเถอะข้าไม่ใช่คู่มือมันแม้แต่น้อยแม้ว่าเราทั้งคู่จะบรรลุด่านเอกะวิญญาณขั้นต้นเช่นเดียวกันแต่ข้ายังรู้จักประมาณตน ต่อให้ข้าทุ่มเททุกสิ่งออกไปก็ยังไม่อาจเอาชนะมันได้!เจ้าสมควรยินดีที่ข้าหยุดมันได้ทัน ไม่เช่นนั้นเจ้าคงทอดร่างเป็นศพไปแล้ว”
ใบหน้าหยางหลินเปลี่ยนเป็นนิ่งค้างแม้มันจะไม่อยากยอมรับ แต่ที่อีกฝ่ายกล่าวล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้นสุดท้ายหยางหลินได้แต่ถอนหายใจอย่างอับจนปัญญาก่อนจะก้มศีรษะไม่กล่าวอันใดอีก
“พรุ่งนี้เจ้าสมควรไปจากที่นี่ไม่เช่นนั้น... หากพบพานกับหงยินในภายหลัง เจ้าคงไม่อาจรอดชีวิตได้อีก”เหยียนซื่อกล่าววาจา ขณะที่ดวงตายังคงมองดูหยางหลิน
หยางหลินกล่าวอย่างประหลาดใจ“เอ๊ะ? ผู้อาวุโสเหยียนซื่อ ท่านไม่ร่วมทางไปกับเราหรือ?”
“ข้ามีความสนใจต่อการประลองในอีกเจ็ดวันข้างหน้าหลังจากการประลองรู้ผลแล้วค่อยไปสมทบกับพวกเจ้าที่จุดหมายต่อไป” หลังจากกล่าวจบเหยียนซื่อจึงหันไปมองอวี้เฟยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าสำนักอวี้ข้ามีเรื่องสงสัยท่านไล่ล่าไป๋หยุนเฟยเพียงเพื่อแก้แค้นต่อการตายของบุตรชายผู้อาวุโสจางจริงหรือ?”
มือของอวี้เฟยที่ประคองถ้วยชาอยู่สั่นระริกดวงตามันทอประกายวูบก่อนจะมองไปยังเหยียนซื่อด้วยสีหน้าหวาดหวั่นพลางกล่าวว่า“ผู้อาวุโสเหยียนพวกเราไล่ล่ามันเพื่อช่วยผู้อาวุโสจางล้างแค้นการตายของบุตรชายจริงๆ แต่กระนั้น...ข้าไม่กล้าปิดบังท่าน นอกจากเรื่องนี้แล้ว พวกเรา...ยังต้องการของบางอย่างที่มันครอบครองอยู่”
“โอ? ของอันใด?”
“ทวนยาวสีแดงฉานคาดว่าเป็นอาวุธวิญญาณชั้นปฐพีระดับต่ำ”
“อาวุธวิญญาณชั้นปฐพี...มิผิด คู่ควรให้สำนักเจ้าทุ่มเทกำลังออกตามล่าจริงๆ...”เหยียนซื่อก้มศีรษะเล็กน้อยราวกับย้อนรำลึกถึงคำพูดของอวี้เฟย“แล้วของเดิมพันฝ่ายเจ้าล่ะ?อะไรคือ‘หนามธารน้ำแข็ง’ที่มันเอ่ยถึง?”
หัวใจอวี้เฟยเต้นถี่เร็วสีหน้าแสดงออกว่าไม่กล้าปิดบังเรื่องราวต่ออีกฝ่ายมันนำหนามธารน้ำแข็งออกมาก่อนจะเดินเข้ามาประคองมอบให้แก่เหยียนซื่อด้วยสองมือจากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ผู้อาวุโสจางชิงหนามธารน้ำแข็งนี้มาได้ขณะไล่ล่าไป๋หยุนเฟยคาดว่าของสิ่งนี้มีความสำคัญต่อมัน จึงต้องการทวงคืน...”
เหยียนซื่อรับหนามธารน้ำแข็งจากมืออวี้เฟยไปพิจารณาก่อนจะส่งคืนให้อย่างไม่แยแสจากนั้นจึงกล่าวอย่างเหยียดหยาม “เพียงอาวุธวิญญาณชั้นมนุษย์มันถึงกับให้ความสำคัญเพียงนี้ คาดว่าอาวุธนี้คงมีความหมายต่อมันเป็นพิเศษ”
อวี้เฟยรับหนามธารน้ำแข็งกลับคืนพร้อมกับลอบถอนหายใจโล่งอกมันเก็บงำความในใจอย่างมิดชิดกระทั่งเดินกลับมานั่งที่เดิมสีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากใคร่ครวญชั่วขณะจึงสั่งการต่อบริวาร “ภายใจเจ็ดวันนี้ให้จับตาบริเวณรอบสำนักหลิวขจีอย่างใกล้ชิดหากไป๋หยุนเฟยคิดหลบหนีให้รายงานข้าโดยทันที!”
“ผู้อาวุโสหลิวท่านว่าเหตุใดไป๋หยุนเฟยจึงเสนอเงื่อนไขเลื่อนการประลองไปอีกเจ็ดวัน? เพื่อยื้อเวลาสำหรับหลบหนี?หรือจะมีแผนการอันใดอีก?” อวี้เฟยปรายตามองหลิวเฉิงที่ราวกับมีความในใจก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยท่าทีสับสน
หลิวเฉิงสั่นศีรษะ“ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่ที่ทราบคือมันปรากฏตัวขึ้นเพราะไม่ต้องการสร้างปัญหาแก่สำนักหลิวขจีดังนั้นคาดว่ามันจะไม่หลบหนีไปอย่างแน่นอนมันทราบดีว่าไม่ใช่คู่มือของผู้อาวุโสจางแต่ยังคงตกลงต่อสู้ มัน...”
“เฮอะคาดว่ามันหวังพึ่งเคล็ดวิญญาณที่ช่วยเร่งเร้าพลังอย่างกะทันหันนอกจากนี้แล้วมันจะทำอันใดได้?”หลังจากได้ยินอวี้เฟยสนทนากับหลิวเฉิงหยางหลินจึงแค่นหัวเราะเย็นชาก่อนจะกล่าวอย่างเหยียดหยาม “เจ้าเด็กโอหังผู้นี้หากมันเป็นฝ่ายได้ชัย ต่อให้ไม่ตายก็ต้องพิการ แต่กระนั้น... เมื่อมีหงยินอยู่ข้างกาย…บางทีอาจมีฝีมือพิเศษที่จะ... เฮอะภายในระยะเวลาเพียงเท่านี้หากมันสามารถมีพลังพอจะต่อสู้กับเจ้าได้เพียงถ่วงเวลายืดเยื้อการต่อสู้ให้นานออกไปเพียงผลข้างเคียงจากการใช้เคล็ดวิญญาณเพิ่มพลังก็พอจะทำให้มันพ่ายแพ้ได้แล้ว!”
ยามที่จางเจิ้นซานได้ยินคำพูดหล่านี้จึงค่อยเข้าใจสถานการณ์กระจ่างมันแค่นเสียงเย็นชาก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด “ไม่ว่ามันจะใช้วิธีการอันใดข้าจะไม่ยอมให้มันตายอย่างสะดวกดาย!ข้าจะให้มันลิ้มรสความทรมานกระทั่งมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตกตาย...จากนั้นค่อยฆ่ามันสังเวยแก่บุตรชายข้า!”
...........................................
สำนักหลิวขจีเรือนรับรองแขก
ไป๋หยุนเฟยกลับเข้าห้องแล้วปิดประตูเงียบงันอยู่เนิ่นนานกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยามจึงออกจากห้องอย่างเร่งร้อน เพื่อเดินไปยังห้องของหงยินที่อยู่ถัดไป
“พี่ใหญ่หงยินข้ามีเรื่องบางอย่างจะขอให้ท่านช่วย...”