“เห้อ ได้เลิกงานสักที”
ใบหน้าที่แสดงออกมาถึงความเครียดและเสียงถอนหายใจของเคทที่ดังออกมาจนเพื่อนร่วมงานของเธอได้ยินและต้องมาถามด้วยความเป็ห่วง
“เป็ไงบ้างเคท”
เพียงความเป็ห่วงของเพื่อนร่วมงานที่แสดงออกมา ก็ทำให้เคทพูดขึ้นด้วยแววตาที่เหมือนจะร้องไห้ของเธอ
“อึดอัดสุดๆ ไปเลยอะพี่”
“มีอะไรหรอเคท วันนี้พี่เห็นคุณเมย์ดูหน้าตาเหมือนโกรธใครก็ไม่รู้ พี่เห็นยังรู้สึกกลัวเลย”
“หนูก็กลัวเหมือนกัน ั้แ่กลับมาจากไปธุระกับท่านผู้ว่า ก็หน้าตาเคร่งเครียดตลอดเลย แค่หนูทำปากกาตกก็โดนมองอย่างไม่พอใจแล้ว กว่าจะช่วยคุณเมย์เคลียร์เอกสารเสร็จทำเอาหนูเครียดจนหัวแทบะเิเลย”
เมื่อมีโอกาสได้ระบายความในใจของเธอ เคทก็พยายามระบายความอึดอัดตลอดการทำงานกับหัวหน้าของเธอออกมาให้แก่พี่ที่ทำงานของเธอฟัง
“พี่สงสารเธอจังเลย แค่คุณเมย์เดินผ่านพี่ก็กลัวแล้ว นี้เธอต้องไปอยู่ในห้องกับคุณเมย์ตั้งนาน”
“ก็ใช่นะสิคะ”
“ปังงง”
ทั้งเคทและพี่ที่ทำงานของเธอต่างสะดุ้งใกับเสียงประตูที่เลื่อนปิดด้วยความแรงจนเกิดเสียงดังจากข้างหลังของพวกเธอ เมื่อพวกเธอหันไปมองที่ต้นต่อของเสียงก็ยังต้องเผชิญกับความรู้สึกกลัวขึ้นมาอีก
เป็เมย์ที่ปิดประตูเสียงดังไม่พอใจ พร้อมกับสีหน้าที่น่ากลัวของเธอ การเดินออกจากออฟฟิศของเธอนั้นสร้างความตึงเครียดให้แก่คนที่พบเห็นอย่างมาก แม้แต่ลุงที่เคยทักเธอในลิฟต์เป็ประจำทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ยังเลือกที่จะเงียบไม่กล้าทักทายเธอออกไป
ท่าทางและสีหน้าของเธอแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่ากำลังไม่พอใจบางอย่างอยู่ และเมื่อเธอเดินออกมาจากประตูของศาลาว่าการ เธอก็พบเข้ากับต้นต่อปัญหาของเธอที่ทำให้เธอไม่พอใจ มายืนรอเธออยู่
เมย์ไม่คิดที่จะทักทายชายหนุ่มเลยสักนิด เธอเดินผ่านเขาไปเฉยๆ แต่การกระทำของเมย์นั้นไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้ชายหนุ่มเลย ชายหนุ่มเลือกที่จะเดินตามเธอไปอย่างปกติเหมือนที่เคยทำประจำ
ภาพที่เมย์เดินทางกลับห้องของเธอ โดยมีอินเดินอยู่ด้วยนั้นเป็ภาพปกติที่เห็นได้ประจำ ที่จะไม่ปกติในครั้งนี้ ก็คงเป็สีหน้าของเมย์และบรรยากาศอึดอัดที่เธอสร้างขึ้น
“ปึง” “ครึดดด”
เมื่อเดินมาถึงห้องของเธอ เมย์ก็เดินเอากระเป๋าเอกสารไปว่างด้วยความฉุนเฉียวจนเกิดเสียงดังบนโต๊ะประจำตัวของเธอ เมื่อเธอว่างข้าวของของเธอแต่ละชิ้นก็ล้วนแล้วแต่สร้างเสียงดังขึ้น จนกระทั่งเสียงเ่าั้เงียบลง เธอก็เดินมาล้างมือที่ห้องครัวของเธอต่อ แม้กระทั่งเสียงของมือที่ถูไปมาระหว่างน้ำที่ไหลจากก๊อกก็ยังมีเสียงเกิดขึ้น โดยอินที่เดินตามมาด้วยก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ของโต๊ะกินข้าวที่เขานั่งประจำ
ไม่ว่าจะเป็เสียงดังที่เกิดจากการถูมือขณะล้างมืออย่างรุนแรงของเธอ หรือเสียงของการเปิดปิดประตูตู้เย็นด้วยความแรง และเสียงของการว่างจานชามที่ดังขึ้น ล้วนเป็การกระทำของเมย์ที่ทำทุกอย่างด้วยความโมโห แต่ก็ยังคงเตรียมอาหารให้ชายหนุ่มอยู่ เมื่อเมย์เตรียมของเสร็จแล้วทั้งคู่ก็นั่งกินข้าวกันด้วยความเงียบ มีเพียงแต่เสียงของช้อนซ้อมที่ขูดไปมากับจานชามท่ามกลางความเงียบของทั้งคู่
แต่ความเงียบนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อทั้งคู่กินข้าวเสร็จแล้ว เมย์ก็เก็บจานชามเ่าั้ไปล้าง และก็ไม่พ้นจะมีเสียงดังของการเก็บจานชาม และการล้างจานของเมย์ดังขึ้นอีก
เมย์ที่ล้างจานและเก็บข้าวของต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ก็ได้หยิบมือถือของเธอขึ้นมาเพื่อจะติดต่อใครบางคน เธอยืนรอเสียงตอบรับจากคนที่โทรหาอยู่สักพักใหญ่ แต่ก็ยังติดต่อไม่ได้ ท่าทีของเธอที่ยืนกระดิกปลายเท้าของเธอโดยความเก็บกด พร้อมกับรอเสียงตอบรับจากคนที่เธอโทรหาอยู่ ทำให้อินที่นั่งเงียบอยู่นั้นสังเกตได้ชัดเจนว่าเธอเครียดและโมโหขึ้นมาก
เขาจึงตัดสินใจลุกจากเก้าอี้ของเขาและเดินไปหยิบมือถือออกจากมือของเมย์ ทำให้เมย์มองเขาด้วยสายตาที่ไม่พอใจ
“่นี้ประเทศมาดามีพายุบ่อย ทำให้วิเศษแถบนั้นปั่นป่วน คุณคงติดต่อแม่ผมไม่ได้หรอก”
เมื่อชายหนุ่มพูดออกมา เมย์ก็ยังคงมองเขาด้วยสายตาที่ไม่พอใจอยู่ ชายหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีที่กลัวหรือไม่พอใจเลย เขายิ้มและจ้องมองไปยังดวงตาของเธอ ก่อนที่จะใช้แขนของเขาค่อยๆ เอามือโอบไปที่เมย์
เมย์ที่ยืนกอดอกอยู่นั้นก็โดนชายหนุ่มกอดไปทั้งแขนที่เธอกำลังกอดอกอยู่ เมื่อเธอโดนชายหนุ่มกอดก็พยายามขัดขืนเพื่อดันชายหนุ่มออกไปอยู่นานแต่ก็ไม่เป็ผล จนวิเศษสีขาวค่อยๆ ลอยออกมาจากมื้อของเมย์จนลอยขึ้นมาทั่วทั้งตัวของเธอ วิเศษนั้นค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างความเย็นขึ้นในบรรยากาศและิัของอิน เหมือนเธอกำลังเตือนไปยังชายหนุ่มให้เลิกกอดเธอก่อนที่เธอจะใช้กำลัง แต่ชายหนุ่มไม่ได้สนใจคำเตือนของเธอเลย เมย์ที่เห็นอย่างนั้นจึงตัดสินใจรวมวิเศษไปที่ฝ่ามือของตัวเอง แต่เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้นมาก่อน
“อย่าโกรธไปเลยนะ”
เพียงประโยคสั้นๆ ของชายหนุ่มที่ดังขึ้นนั้น ทำให้เมย์สลายวิเศษออกไปจนหมดและยืนนิ่งไปอย่างนั้นโดยที่อินยังกอดเธออยู่ ก่อนที่เธอจะเริ่มระบายออกมา
“เธอไม่ควรไปทำงานอย่างนั้น เธอไม่รู้หรอว่ามันอันตราย ถ้าพ่อแม่เธออยู่เขาคงไม่ยอมให้เธอเขาหน่วยบริการประชาชนหรอก ฉันมองเธอเป็เด็กฉลาดมาตลอด แต่ทำไมถึงได้คิดสั้นอย่างนี้ เธอไม่แม้แต่จะปรึกษาฉันเลย ถ้าเธอเป็อะไรไปฉันจะทำยังไง ทำไมถึงไม่เลือกงานด้านบริหาร หรือเธอจะอยู่เฉยๆ ก็ได้ไม่มีใครว่าอะไรทั้งนั้น ... เพราะตามเพื่อนอย่างนั้นหรอ ฟินน์นั้นไม่เห็นจะเป็คนดีอย่างที่เธอบอกเลย ถ้าดีจริงคงไม่พาเพื่อนไปทำงานอันตรายเพราะความเอาแต่ใจของตัวเองหรอก เธอก็ไปหลงเชื่อคนอย่างนั้น ทำไมเธอต้องมาทำให้ฉันรู้สึกแย่ด้วย เธอไม่ควร……”
เสียงของเมย์ยังคงระบายสิ่งที่เธอคิดและเก็บไว้ออกมาเรื่อยๆ จนกินเวลากว่าครึ่งชั่วโมงเสียงของเธอถึงเงียบลง แต่ก็แทนที่ด้วยน้ำตาของเธอที่เริ่มไหลออกมา และเสียงสะอึกจากการร้องไห้เป็ระยะๆ
อินได้คลายอ้อมกอดของเขาลง และจับไปที่มือทั่งสองข้างของเธออย่างอ่อนโยน เขาค่อยๆ ดึงมือทั่งสองข้างนั้นให้เดินตามเขาไปอย่างช้าๆ
เขาเดินถอยหลังด้วยความระมัดระวัง พร้อมกับจูงมือของเมย์ที่กำลังร้องไห้อยู่ จนมาถึงเตียงของเธอ เขาค่อยๆประคองหญิงสาวให้นั่งลงบนเตียงนอนภายในห้อง ก่อนจะคลายมือของเขาและลูปไปที่หัวของเมย์อย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะขยับถอยหลังออกมา
อินที่ไม่อยากทำให้เกิดเสียงดังและ้ารักษาบรรยากาศที่เงียบงัน ก็ลุกเดินไปด้วยความเงียบ เข้าค่อยๆ ระวังในการลงน้ำหนักที่เท้าเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรำคาญ และเดินไปยังตู้ยาในห้องครัวของเมย์และหยิบยาประจำตัวกับน้ำแก้วหนึ่ง ไปให้เมย์ยังเตียงนอนของเธอ เขาค่อยๆ ป้อนยาให้แก่เธอพร้อมกับให้เธอดื่มน้ำในแก้วจนหมด เมื่อเมย์กินยาเสร็จแล้วอินก็ค่อยๆ ประคองให้เธอนอนลงอีกครั้ง
ชายหนุ่มยังคงนั่งเฝ้าเมย์ที่กำลังนอนร้องไห้อยู่จนเสียงนั้นเงียบลง เมื่อเขามั่นใจว่าเมย์หลับสนิทแล้วชายหนุ่มถึงค่อยๆ เดินออกจากห้องของเธอ
“พี่กลับก่อนนะโยชิ”
ซายะพนักงานสาวของร้านมินิมาร์ทที่กำลังจะกลับบ้านและเดินออกจากที่ทำงานก็ได้หันมาะโบอกน้องของเธอที่ยังทำงานอยู่ในมินิมาร์ท
“ครับพี่กลับก่อนได้เลยครับ”
หลังจากที่โยชิตอบกลับพี่สาวของตน ทั้งคู่ก็โบกมือบ๊ายบายให้แก่กันก่อนที่ซายะจะหันกลับมาและเจอกับฮิวมอนสิงโตร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอ เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่ของชายคนนั้น ทำให้ซายะรู้สึกใกลัว และอุทานออกมา
“ว้ายยยย”
เสียงอุทานของซายะดังขึ้นมาด้วยความใ ก่อนที่เธอจะนึกขึ้นได้ว่าท่าทีใของเธอนั้น จะเป็การเสียมารยาทแก่เขาจนเกินไป จึงรีบก้มหัวขอโทษตามออกไปทันที
“ขอโทษค่ะ ต้องขอโทษจริงๆ นะคะ”
ซายะรีบกล่าวคำขอโทษออกมา และชายร่างใหญ่ฮิวมอนสิงโตนั้นก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรเธอออกมาเลย เขาเพียงแต่พยักหน้ารับคำขอโทษของเธอ ก่อนที่จะเดินเข้าไปซื้อของภายในมินิมาร์ท
ฮิวมอนสิงโตคนนั้น เดินเลือกของไปมาอยู่ภายในมินิมาร์ทเป็เวลานาน สายตาของเขาคอยแอบจ้องมองไปยังโยชิพนักงานหนุ่ม ที่กำลังเดินจัดของไปมาอยู่เป็ระยะๆ โดยที่เขาไม่ได้รู้ตัวเลย เมื่อเวลาผ่านไปฮิวมอนสิงโตคนนั้นจึงได้เดินไปคิดเงิน และเดินออกจากร้านไป
ลีออนที่กำลังใช้เส้นทางประจำในการเดินกลับบ้านของตัวเองเป็ปกติ แต่วันนี้ดันพิเศษออกไป เพราะเขาบังเอิญเจอเพื่อนของเขาที่กำลังยืนรออยู่ทางม้าลายฝั่งตรงข้าม ในขณะที่รถลอยผ่านไปมา ทั้งคู่ก็ได้สบตากัน ก่อนที่จะพยักหน้าทักทายออกมาโดยไม่ได้ะโพูดอะไร อินเลือกที่จะยืนรอลีออนอยู่ที่เดิม เพื่อรอให้ลีออนเป็ฝ่ายข้ามถนนมาหา
เมื่อสัญญาณไฟของทางม้าลายส่องแสงสีเขียว ลีออนก็เริ่มเดินข้ามถนน โดยไม่ได้คาดคิดเลยว่า จะมีเสียงแตรดังขึ้นข้างหูของเขา
“ปรี้ดดดดดดด”