“พรหมลิขิต ขีดบังเอิญ ให้มาพบ
ถึงจะหลบ หลีกกราย ไม่วายเห็น
ตาประสาน พาลหวั่นไหว ใจโอนเอน
มิอาจเร้น ซ่อนรัก จากดวงตา”
แก้วเสียงอันไพเราะของเ้าหญิงกรรณิการ์ เปิดอ่านบทกลอนเสนาะหูในหนังสือเล่มหนึ่ง น้ำเสียงอันแ่เบาดังขึ้นมาในห้องที่เงียบสงัด องค์หญิงพลางอ่านไปก็ยิ้มไป เพลิดเพลินในััสำนวนของมัน
แม้ทำเมิน ยังมอง ส่องดวงหน้า
น้องช้ำแล้ว เพราะตาพี่ ที่มองมา
โปรดเมตตา เพลาเพลา เถิดเอาบุญ”
ระหว่างที่เ้าหญิงกรรณิการ์ใจจดจ่ออยู่กับบทกลอนแสนไพเราะเสนาะหู อีกฟากฝั่งของชั้นวางหนังสือ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเตร็ดเตร่สอดส่ายสายตาไปทั่ว เที่ยวมองหาหนังสือเล่มสุดท้าย
วารุตเปลี่ยนจากการค้นหาหนังสือทีละชั้น เขาคิดว่าตนควรจะเดินดูรอบๆ ให้ทั่วทั้งหอสมุดนี้เสียก่อน แล้วค่อยมาวิเคราะห์ดูว่าหนังสือที่เขา้านั้นจะอยู่ในหมวดหมู่ไหน และมันควรจะอยู่ตรงไหน
วารุตเริ่มเดินสำรวจ เขาแทบจะถอนิญญาออกจากร่างถ้าหากเขาทำได้ เพราะท่าทางที่เขาเดินนั้นมันดูไร้ความกังวลแบบสุดๆ ราวกับว่าตัวเองกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้อย่างไงอย่างงั้น โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีพระราชธิดาของแคว้นทรงประทับอยู่ภายในห้องโถงใหญ่แห่งนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลกันเลยสักนิด มีเพียงชั้นวางหนังสือที่ขวางกั้นพวกเขาเอาไว้
และดูเหมือนว่าเ้าหญิงกรรณิการ์ นางจะได้หนังสือเล่มที่ตัวเอง้านำกลับไปอ่านแล้ว นางก้าวเท้าเดินออกมาจากชั้นวางตรงหน้าช้าๆ มือก็พลางพลิกดูหนังสือหน้าต่างๆ ไปด้วย บางทีอาจจะเป็เพราะความคุ้นชินในสถานที่ เวลาที่องค์หญิงเดิน นางแทบจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองดูทางเลยด้วยซ้ำ
นางคงจะรู้จักทุกซอกทุกมุมของหอสมุดนี้เป็อย่างดี แต่ก็นะ มันคงจะไม่เกิดอะไรขึ้นถ้าหากว่าองค์หญิงอยู่ในหอสมุดแห่งนี้เพียงคนเดียว
แต่ทว่าหนนี้มันกลับไม่เหมือนอย่างทุกครั้ง ระหว่างที่นางเดินมาถึงทางแยกสายตายังคงจดจ่ออยู่กับบทกลอนในหนังสือ จู่ ๆ ก็เดินชนเข้ากับอะไรบางอย่าง
พลั่ก!
หนังสือกระเด็นหลุดออกจากฝ่ามือในฉับพลัน ขณะที่ขาก็เซตุปัดตุเป๋ถอยหลังจากแรงกระแทก
เฉกเช่นเดียวกันกับวารุต ที่เขาเองก็ไม่ได้เงยหน้าแหงนมองทางเลยแม้แต่น้อย เอาแต่กวาดสายตามองไปยังสันปกหนังสือที่ตั้งอยู่บนชั้นร้อยเรียงราย พอแหงนหน้าขึ้นมาอีกที ก็เดินชนกับใครเข้าก็ไม่รู้ ซึ่งก็เป็สิ่งที่วารุตไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเป็ที่สุด การที่มีใครสักคนพบเห็นเขาในสถานที่แห่งนี้ มันเป็สภาวะวิกฤตชัดๆ
คนแปลกหน้าทั้งสองประสานตากัน ความใ ความตื่นตระหนก หัวใจเต้นแรงแทบจะทะลักออกมา ถ้าหากมีปรอทวัดความใให้กับพวกเขามันคงจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ
ดวงตาของวารุตแทบจะถลนออกจากเบ้า
‘ซวยแล้ว ใครกันละเนี่ย’
คำพูดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
ฉับพลันขณะที่เ้าหญิงกรรณิการ์ทำท่าเหมือนว่ากำลังจะเปล่งเสียงร้อง ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด วารุตจึงรีบปรี่เข้าไปใช้ฝ่ามือประกบที่ริมฝีปากของนาง
บางทีเขาอาจจะออกแรงผลักแรงไปหน่อย ทำเอาร่างขององค์หญิงถอยหลังไปชนเข้ากับชั้นวางหนังสือ ตึก!
มันไกลกันมาก เรือนร่างพวกเขาแทบจะแนบติดกัน ไกลจนสามารถััถึงลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่ายได้
ดวงตาเบิกโพลงของทั้งคู่ประสานกัน
แม้เพียงแค่ไม่กี่วิหรือบางทีอาจจะน้อยกว่านั้น วารุตก็ทันสังเกตเห็นเศษเสี้ยวหนึ่งของแววตาที่ทอเป็ประกายของนาง เืสูบฉีดขึ้นมาหล่อเลี้ยงบนใบหน้าจนมีสีแดงอมชมพู
ซึ่งผิดไปจากสีหน้าและแววตาของวารุตโดยสิ้นเชิง ที่เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าคนนี้เลย ซังกะตายเสมือนเด็กที่ไร้เรียงสา แม้ปลายจมูกของเขาในตอนนี้แทบจะจรดติดอยู่กับปลายจมูกของนางก็ตาม
ตอนนี้วารุตคิดแค่ว่าเขาจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ยังไงดี วารุตถอดสายตาชำเลืองมองไปทางด้านหลัง ในขณะที่ยังฝ่ามือยังคงประกบที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายอยู่ เกรงว่าจะมีใครอื่นนอกเหนือจากนางพบเห็นเขา
การกระทำนี้เองทำให้เ้าหญิงกรรณิการ์ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ นางอาศัยจังหวะนี้ จังหวะที่วารุตยังไม่ทันตั้งตัว รีบปัดมือของวารุตออก แล้วเอ่ยปากะโออกมาอย่างสุดเสียง
“มีผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!”
เสียงร้องขององค์หญิงดังกึกก้อง ไม่นาน ทั้งนางสนม ทั้งข้ารับใช้ที่เป็ผู้ชายหรือแม้แต่เหล่าทหารนับสิบนาย ต่างก็กรูเข้ามาภายในหอสมุดใหญ่
วารุตถูกจับให้นอนคว่ำหน้าเอามือไขว้หลังอย่างสิ้นฤทธิ์ ไม่มีโอกาสได้อธิบายหรือขัดขืนใดๆ ทั้งนั้น
‘จบกัน หนังสือเล่มสุดท้ายของข้า’
ทันทีที่เื่นี้ถึงหูพระมเหสีกรกนก องค์ราชินีของเมืองมันตรายา พระองค์ก็รีบตรงบึงมาหาลูกสาวในพระราชตำหนัก
เ้าของเสียงแหลมปี๊ดจนแสบแก้วหูร้องโอดครวญ ถามไถ่ลูกสาวของตัวเองว่าเป็อย่างไรบ้าง พลางดึงร่างของเ้าหญิงเข้ามาสวมกอดฟอดใหญ่ ก่อนและใช้ฝ่ามือััแก้มทั้งสองข้างของลูกสาวอย่างนิ่มนวลทะนุถนอม
“ข้าไม่เป็อะไรเสด็จแม่ เขายังไม่ได้ทำอะไรข้า”
เ้าหญิงกรรณิการ์เอ่ยเมื่อเห็นท่าทีของผู้เป็มารดาดูกระวนกระวายใจ
“จะไม่เป็ไรได้อย่างไรลูกแม่ เ้าอยู่กับหมอนั่นตามลำพัง”
มเหสีกรกนกครวญคราง แล้วดึงร่างของลูกสาวเข้ามาสวมกอดอีกที