ตอนที่ 6 ไม่ยอมออกมาต้อนรับ
ขณะท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ลมราตรีเย็นเฉียบดุจสายน้ำ จิ้งเยี่ยเดินช้าๆ ภายในลานเรือน พลางคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดหลังเขาตื่นขึ้นมาเมื่อครึ่งปีก่อน แม้ทุกอย่างจะยังดูเป็ปกติ ทว่าตนมักรู้สึกว่ามีอันตรายซุ่มซ่อนอยู่รอบด้าน เหตุใดผู้ลอบสังหารหลังจากรู้ว่าเขาไม่ตายและฟื้นขึ้นมาแล้วยังไม่มีความเคลื่อนไหวอีก เช่นนี้ใน่ปีครึ่งที่ตนหมดสติ จะรักษาชีวิตโดยไม่ถูกใครลอบทำร้ายซ้ำได้อย่างไร
หลินถงสั่งให้คนเก็บกวาดห้องนอนเ้านาย ก่อนจะรีบตามไปคอยรับใช้อยู่ข้างกาย
จิ้งเยี่ยหยิบใบไม้เล็กๆ ออกมาจากพุ่มไม้เตี้ยที่เดินผ่าน ค่อยๆ ฉีกมันเล่น ใบหน้าปรากฏห้วงอารมณ์หลากหลายผันแปรไปมาอยู่ตลอด ยากจะดูออกว่ากำลังมีสภาพจิตใจเป็เช่นไร
หลินถงเคยชินกับเ้านายที่เป็เช่นนี้แล้ว ั้แ่อีกฝ่ายตื่นขึ้นมาเมื่อครึ่งปีก่อน อุปนิสัยก็เริ่มเข้าใจยาก
ข้ารับใช้คนหนึ่งวิ่งมาหาด้วยท่าทางรีบร้อน ก่อนกระซิบข้างหูหลินถงสองสามประโยค ได้ยินเช่นนั้นเขาก็รีบเดินขึ้นไปข้างกายจิ้งเยี่ย “นายท่าน องค์รัชทายาทเสด็จมาขอรับ ตอนนี้กำลังรอท่านอยู่ในห้องโถง!”
จิ้งเยี่ยขยี้ใบไม้อ่อนในมือจนแหลก เศษพืชสีเขียวร่วงจากฝ่ามือ ั์ตาสว่างวาบ ขณะที่มุมปากขยับโค้ง “อยู่ในเรือนจะมีอะไรสนุก มิสู้จัดงานเลี้ยงชมบุปผาในสวนต้อนรับ เ้าไปเชิญเขามา ข้าคร้านจะกลับไปแล้ว”
“ขอรับนายท่าน บ่าวจะไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้” หลินถงไม่กล้าชักช้า รีบไปสั่งให้ทางครัวเตรียมมื้อเย็น ก่อนจะวิ่งไปยังห้องโถงหลักเพื่อเรียนเชิญองค์รัชทายาท
ขณะที่วิ่งด้วยความร้อนใจมาตลอดทาง หลินถงก็พึมพำขึ้นในใจ ‘องค์รัชทายาทเสด็จมาเยือนด้วยตัวเอง ท่านอ๋องกลับไม่ไปต้อนรับ เช่นนี้จะเป็การล่วงเกินเขาหรือไม่’ ทว่าเื่ของเ้านายนั้นตนไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย ได้แต่นึกกังวลเท่านั้น
จิ้งเยี่ยเดินเล่นในสวนต่อ ‘คิดไม่ถึงว่ารัชทายาทจะมาหาด้วยตัวเอง น่าสนใจนัก ข้าตื่นขึ้นมาเมื่อครึ่งปีก่อนกลับไม่เคยมาเลยสักครั้ง วันนี้กานเฉิงขันทีข้างกายเสด็จพ่อเพิ่งมาไม่ทันไร เขาก็ตามมาแล้ว ไม่รู้้าอะไรกันแน่’
หลินถงวิ่งหอบไปจนถึงห้องโถงหลัก ยามนี้รัชทายาทกำลังนั่งดื่มชาตัวตรงบนเก้าอี้ประธาน ครั้นเหลือบมองผู้มาเยือนก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ หลินถงวิ่งเข้าไปหาแล้วคุกเข่าลงข้างเท้าอีกฝ่าย “ถวายบังคมองค์รัชทายาท ได้ยินว่าพระองค์เสด็จมา ท่านอ๋องจึงจัดเลี้ยงต้อนรับในสวน เชิญให้ท่านเสด็จไปยังสวนด้านหลังพ่ะย่ะค่ะ” พูดจบเขาก็โขกศีรษะด้วยความนอบน้อม
รัชทายาทหย่งหยวนวางถ้วยชาในมือลงแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้ม “ตอนนี้สุขภาพน้องเก้าดีขึ้นหรือไม่ กลางค่ำกลางคืนลมพัดเย็น เขาร่างกายอ่อนแอ อย่าได้เป็หวัดอีกเชียว” รอยยิ้มของเขามิได้ส่งไปถึงดวงตา ขณะฝ่ามือค่อยๆ กำแน่นขึ้น ในอดีตน้องชายผู้นี้แม้อาศัยความเป็ที่รักใคร่เอ็นดูจากเสด็จพ่อ ทำตัวไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ทว่ายามอยู่ต่อหน้ารัชทายาทเช่นเขาก็ยังสำรวมอยู่บ้าง ตอนนี้เพิ่งจะหายจากอาการป่วย กลับทำตัวเลวร้ายกว่าเดิม ไม่เห็นกระทั่งรัชทายาทอย่างเขาอยู่ในสายตา รู้ว่าตนมาที่จวนกลับไม่ออกมาต้อนรับ เพียงส่งบ่าวมา แม้สีหน้าเขาจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ภายในใจกลับมีโทสะลุกโชน
“ทูลองค์รัชทายาท หมอหลวงบอกว่าด้วยสุขภาพร่างกายของท่านอ๋อง เดินให้มากถือเป็เื่ดี และการชมทิวทัศน์มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ ดังนั้นท่านอ๋องจึงอยากเชิญรัชทายาทไปร่วมชมด้วยกัน นายท่านบอกว่าไม่ได้พบพระองค์มานาน รู้สึกคิดถึงอย่างยิ่ง อยากร่ำสุราพร้อมสนทนากันอย่างมีความสุขกับท่านพ่ะย่ะค่ะ” หลินถงปั้นเื่ขึ้นมาสองสามประโยค แม้จะกลัวจนตัวสั่นไปหมด แต่น้ำเสียงขณะพูดกลับสงบนิ่งอย่างยิ่ง
รออยู่ครู่หนึ่งรัชทายาทยังคงไม่กล่าวคำใด ร่างหลินถงแข็งค้างด้วยความกลัว ขณะคิดว่าจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้หรือไม่ หย่งหยวนก็ลุกขึ้นกล่าว “เช่นนั้นเ้าก็นำทางซะ”
เมื่อองค์รัชทายาทเอ่ยปาก หนิงเหลียงองครักษ์ข้างกายก็เร่งเร้าหลินถงที่ยังดึงสติไม่ทันชั่วขณะด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ยังไม่รีบเดินอีก! หรือต้องให้รัชทายาทรอ”
หลินถงลุกพรวดขึ้นทันที แม้คุกเข่าจนขาค่อนข้างชา แต่กลับไม่กล้าแสดงออก รีบปั้นหน้ายิ้มแล้วนำทางไป ในที่สุดก็รักษาชีวิตน้อยๆ เอาไว้ได้