เนื่องจากมองเห็นไม่ชัดเฉียงจื่อจึงอาศัยจังหวะที่ผู้คุมไม่อยู่ แล้วใช้กุญแจที่แอบขโมยมานั้นเปิดห้องขังของตน
“ฟื้นสิ…นี่ฟื้นเร็ว…” เขาเดินมาถึงห้องขังฝั่งตรงข้ามก่อนจะพยายามเรียกคนที่อยู่ในคุกให้รู้สึกตัวแต่อีกฝ่ายกลับยังหมดสติอยู่
เมื่อไม่มีทางเลือกเฉียงจื่อทำได้เพียงก็เก็บก้อนหินขนาดเล็กโยนเข้าไปในห้องขัง ลั่วจิ่งซีที่เพิ่งได้สติรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเรียกเปลือกตาอันหนักอึ้งจึงได้แต่ฝืนลืมขึ้นอย่างช้าๆ
ดวงตาพร่าเลือนสะท้อนใบหน้าซูบผอมของเฉียงจื่อทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสะบัดหัวเพื่อเรียกสติ
เฉียงจื่อหายตัวไปไม่ใช่หรือเหตุใดจึงปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้เล่า หรือเป็นเพราะเขายังไม่ตื่นดีกัน
เมื่อเห็นคนที่เพิ่งได้สติมีทีท่าจะหลับต่อ จึงรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาทันใด
“คุณชายรอง…” เสียงเรียกอย่างร้อนใจทะลุเข้าหูของลั่วจิ่งซี
คำว่าคุณชายรอง เหมือนจะมีเพียงคนของเรือนพักผ่อนอันหยางเท่านั้นที่เรียกเขาเช่นนี้หรือว่าจะเป็นเฉียงจื่อจริงๆ
ลั่วจิ่งซีพยายามฝืนเปิดเปลือกตาขึ้นมองอีกครั้งเมื่อแน่ใจว่าคนด้านนอกห้องขังคือเฉียงจื่อจริง ทันใดนั้นดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
“เฉียงจื่อ! ในที่สุดก็หาเจ้าเจอเสียที!” จิ่งซีดีใจเสียจนลืมว่าตนเองบาดเจ็บอยู่ เมื่อโดนกระทบกระเทือนก็เจ็บปวดจนต้องร้องออกมา “โอ๊ย เจ็บ”
“คุณชายรอง เหตุใดท่านถึงถูกพวกมันจับตัวมาขอรับ?”
ลั่วจิ่งซีส่ายหน้า “ข้าเองก็ไม่รู้ ข้าเพียงแค่ตามสัญลักษณ์ที่เจ้าทิ้งไว้มาจนถึงวัดร้าง แต่อยู่ๆก็มีกลุ่มชายชุดดำปิดหน้าโผล่ออกมา ไม่พูดจาอันใดก็ไล่ล่าตามจับตัวข้า” ลั่วจิ่งซีรู้สึกว่าตนเองโชคร้ายนัก ทว่าการได้เจอเฉียงจื่อที่นี่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีในโชคร้ายจริงๆ
เมื่อได้ยินดังนั้นเฉียงจื่อก็รู้ว่าการที่ตนทิ้งสัญลักษณ์ไว้ทำให้เกิดปัญหาเช่นนี้ จึงได้แต่กล่าวโทษตนเอง
“คุณชายรอง เป็นความผิดของข้าเอง หากไม่ใช่เพราะข้าทิ้งสัญลักษณ์ไว้ ท่านก็คงไม่ถูกจับมาด้วย”
ลั่วจิ่งซีโบกมือไปมา “จะโทษเจ้าได้อย่างไรเล่า ช่วงที่เจ้าหายตัวไป พวกเราเองก็ร้อนใจกันยิ่งนักแล้วคนที่จับตัวเจ้ามาคือใคร?”
เฉียงจื่อหันไปมองทางประตูก่อนเอ่ยเสียงค่อย “คาดว่าคงเป็นคนที่มีความแค้นกับค่ายโจรเลี่ยหยางขอรับ คนพวกนี้จับตัวข้ามาแล้วก็เอาแต่ถามเรื่องค่ายโจรเลี่ยหยางแต่ข้าไม่ยอมรับ ได้แต่บอกว่าไม่รู้เรื่อง จึงโดนพวกมันจับทรมานขอรับ เพียงแต่ข้าไม่กลัวเพราะพวกข้าล้วนเคยประสบกับทัณฑ์ทรมานเช่นนี้กันแล้ว ข้าจึงแกล้งทนไม่ไหวพวกมันจึงหยุดมือขอรับ”
เฉียงจื่อรู้สึกภูมิใจในไหวพริบของตนนักโดยหารู้ไม่ว่าคนเหล่านั้นได้ส่งมอบคำสารภาพกับรอยนิ้วมือของเขาให้กับทางการแล้วส่วนเหตุผลที่เขายังไม่ถูกฆ่า เป็นเพราะผู้คุมมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงอยู่ เนื่องจากหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจากคำสั่งของชิงเหยาฮูหยินพวกเขาจะได้ใช้เฉียงจื่อเพื่อลดโทษกับนายท่านลงได้บ้าง
ลั่วจิ่งซีที่คิดจะถามคำถามเพิ่มเติมเฉียงจื่อก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นจึงรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องขังของตัวเองก่อนจะลงกลอนอย่างเดิม
เหตุผลที่ผู้คุมไม่รู้ว่าเฉียงจื่อขโมยกุญแจห้องขังไปเป็นเพราะพวกมันไม่ได้สอบสวนเฉียงจื่อมาสักพักแล้วเฉียงจื่อเองก็มิได้โง่งม หลังจากเห็นว่าพวกผู้คุมไม่ได้นำเขาไปสอบสวนหรือลงทัณฑ์ก็อยู่ในห้องขังอย่างว่าง่าย ไม่ทำตัวให้มีปัญหา จนผู้คุมเกือบลืมว่ามีเขาอยู่
เพราะเหตุนี้บางครั้งพวกผู้คุมที่พูดจาสิ่งใดไม่ทันระวัง จึงทำให้เฉียงจื่อได้รู้เบื้องลึกไม่มากก็น้อย
อีกทั้งยังเป็นที่แน่นอนแล้วว่าผู้ที่จับเขามาเป็นคนของยุทธภพทั้งมือสังหาร สายข่าว แล้วก็ผู้สอบสวนเขาด้วย ส่วนคนเฝ้าประตูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่อยู่ชั้นล่างสุดสำหรับนายท่านของคนกลุ่มนี้ เขายังสืบไม่ได้ว่าคือผู้ใด เพียงแต่ชิงเหยาฮูหยินที่มาวันนั้นเหมือนจะเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญเช่นเดียวกัน
ตอนนั้นเขามัวแต่แกล้งสลบจึงไม่ทันได้เห็นว่าชิงเหยาฮูหยินคือผู้ใด หลังจากนั้นชิงเหยาฮูหยินท่านนี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวเลย
“ครั้งนี้ฮูหยินมาเยือนเพราะคนที่เพิ่งถูกส่งตัวมาเมื่อครู่นี้หรือขอรับ?” เสียงของเหล่าต้าถามขึ้นด้วยความประจบประแจง “เดินระวังๆนะขอรับ คนผู้นี้เพิ่งถูกส่งตัวมา เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดเกรงว่าคงยังไม่ฟื้นในเร็วๆ นี้ขอรับ”
ชิงเหยาใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกโดยไม่ได้สังเกตเห็นสัญญาณมือที่เหล่าต้าส่งให้เหล่าเอ้อเลยแม้แต่น้อย เหล่าเอ้อรีบเข้าไปบังหน้าประตูห้องขังของเฉียงจื่ออย่างแนบเนียนชิงเหยาที่เดินผ่านเพียงแค่รู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ทำแค่มองอย่างรังเกียจโดยเฉพาะเมื่อเห็นสายตาโง่เขลาของเหล่าเอ้อ นางแทบจะไม่อยากหันไปมองทางนั้นอีกเลย
ชิงเหยามองเด็กหนุ่มใบหน้าซีดขาวที่ยกมือกุมหน้าอกพร้อมนึกถึงสิ่งที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้ “คนผู้นี้คือลั่วจิ่งซีคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะตกปลาตัวใหญ่ได้”
ลั่วจิ่งซีลูกชายของสตรีนางนั้น!
“เปิดห้องขัง”
เหล่าต้าตอบรับและเปิดห้องขังเมื่อนางเข้าไปห้องขังแล้ว จิ่งซีก็ได้กลิ่นฉุนของเครื่องประทินโฉมที่ตีเข้าจมูกทำให้รู้สึกระคายคอ เขากลั้นไม่ไหวสุดท้ายจึงไอออกมา
“แค่กๆ… แค่กๆ…” ลั่วจิ่งซีลุกขึ้นนั่งและใช้มือปิดปาก “เจ้าออกไปไกลๆ ข้าหน่อย…แค่กๆๆ…”
ปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มทำให้ชิงเหยารู้สึกโมโหนางหัวเราะออกมาด้วยเสียงเย็นเยียบพร้อมกับกำผ้าเช็ดหน้าแน่น “เจ้ากล้าพูดเช่นนี้กับข้าหรือ!”
“ใครก็ได้!” ชิงเหยาส่งเสียง “จัดการสั่งสอนมันผู้นี้ให้รู้ว่าสิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูดเสีย!”
จิ่งซีรู้ดีว่าตอนนี้ตนเองได้รับบาดเจ็บอยู่หากถูกทรมาน อย่าว่าแต่หนีไปเลย เกรงว่าคงอยู่รอจนสือซานมาช่วยก็คงไม่ไหวด้วยซ้ำ
เขาจึงรีบลดมือลงพร้อมกับยิ้มเอาใจ “พี่สาวผู้งดงามท่านนี้ เหตุใดพูดกันไม่กี่คำก็โมโหเสียแล้วเล่าหากโมโหมากๆ จะทำลายความงดงามของพี่สาวได้นะ เมื่อครู่ข้ายังไม่ทันตื่นดี แต่พอเห็นพี่สาวรูปโฉมงดงามเยี่ยงเทพธิดาเช่นท่านก็ทำให้ดวงตาพร่ามัวไปชั่วครู่ จึงเลอะเลือนล่วงเกินพี่สาวไป ต้องขออภัยจริงๆพี่สาวคนงามได้โปรดอย่าถือสา”
ชิงเหยาเมื่อได้ยินคำก็พี่สาวสองคำก็งดงาม ก็เผลอยกมือขึ้นมาลูบแก้มตนเองโดยไม่รู้ตัว
“ที่เจ้าพูดมานั่นจริงหรือ?”
ลั่วจิ่งซีหัวเราะคิกคัก “ดูพี่สาวถามสิ ข้าต้องพูดจริงอยู่แล้ว หากท่านไม่เชื่อก็ลองถามพวกเขาดูสิพี่สาวรูปงามปานไซซีจริงหรือไม่”
พอเขาหันไปถามผู้เฝ้าประตูทั้งสองคนก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย “ไม่ผิดขอรับ ฮูหยินงดงามยิ่งนัก”
ลั่วจิ่งซีเขี่ยหญ้าฟางที่เปื้อนรอยเลือดของตนไปอีกทาง “พี่สาวท่านมานั่งตรงนี้สิ สะอาดกว่านะ”
ทุกการกระทำของเด็กหนุ่มอยู่ในสายตาของชิงเหยาทั้งหมดคิดไม่ถึงว่าช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ละเอียดใส่ใจเช่นนี้ น่าเสียดายเพียงแค่เขาคือลูกชายของลั่วชีเหนียงหากมิใช่ลูกของลั่วชีเหนียง นางคงอดสนับสนุนเขาไม่ได้เป็นแน่
“ช่างรู้ใจข้าเสียจริง” ชิงเหยาเอ่ยพร้อมกับเดินไปตรงที่เด็กหนุ่มบอกเพื่อไว้หน้าแก่เขา “ในเมื่อเจ้าว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจหากเจ้ายอมสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับค่ายโจรเลี่ยหยางอย่างไรพี่สาวจะให้พวกเขาปล่อยเจ้าไป เป็นอย่างไร?”
-----