คู่บุพเพสะท้านฟ้า อยากเห็นนักว่าใครจะกล้ากับชายาผู้บ้าบิ่น [นิยายแปล]

    บทที่ 34 ฝนตกเสียที (เปิดฟรีวันที่ 24 ตุลาคม 2568)

     

    บทที่ 34 ฝนตกเสียที

     

    ผู้คนต่างลอบเดาว่าหญิงที่อยู่เคียงข้างหลีเย่หานผู้นั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาบางทีอาจเป็นหญิงคนสนิทที่อ๋องเก้ารักใคร่!

            และการที่นางออกมายืนกรานเช่นนี้...คงเพราะหึงหวงกระมัง!

            หลีเย่หงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจก่อนจะเอ่ยถามเสียงขรึม

            “น้องเก้า หญิงผู้นี้คือผู้ใดเหตุใดจึงกล้าหมิ่นประมาทปรมาจารย์เย่ว์ถึงเพียงนี้!”

            เซียวหลิงอวิ๋นกำลังจะยกมือถอดผ้าคลุมหน้าออกทว่าถูกหลีเย่หานคว้าตัวเข้ามาแนบอกไว้เสียก่อนเขากระซิบเสียงทุ้มชิดหูนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “ต่อให้เจ้าบอกความจริงออกไปคนอื่นก็แค่จะคิดว่าเจ้ากลัวถูกชะตาของข้าข่มจนตายจึงโต้แย้งไม่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงได้ซ้ำยังอาจทำให้ฝ่าบาทลงโทษเจ้าอีกด้วย...หรือว่าเจ้าจะยอมรับว่าเรื่องที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นคำโกหก?”

            ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาแผ่วผ่านริมหูเซียวหลิงอวิ๋นถูกรวบไว้ในอ้อมอกอย่างแนบแน่น ท่วงท่าใกล้ชิดจนชวนให้ใจเต้นแรง

            กลิ่นเย็นเฉพาะตัวของหลีเย่หานแผ่ซ่านล้อมรอบนางลมร้อนผ่าวที่ปะทะข้างแก้มพัดให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

            กระนั้น...นางก็ไม่อาจมองข้ามแววเหงาในน้ำเสียงของเขาได้

            เซียวหลิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองเขาเพียงสบตาก็เห็นในดวงตาที่หลุบต่ำของหลีเย่หาน ฉายทั้งความกังวล เศร้าสร้อยเฝ้ารอและระมัดระวัง

            เซียวหลิงอวิ๋นถึงกับนิ่งงัน

            ทำไมเขาต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น

            นางไม่กล้าคิดต่อรีบผลักเขาออกเบาๆ แล้วกล่าวเสียงหนักแน่น

            “ข้าเคยบอกแล้วว่าข้าไม่ใช่คนที่จะถูกท่านพิฆาตได้!ข้าเพียงไม่ต้องการให้หลีเทียนเหยียนกับเย่ว์ฉีหวงร่วมมือกันเล่นเล่ห์กับข้า!”

            เซียวหลิงอวิ๋นไม่กล้ามองหน้าเขาอีกหันไปเผชิญหน้ากับหลีเย่หงตรงๆ

            “บางทีฝ่าบาทอาจยังไม่ทราบ หม่อมฉันก็เป็นปรมาจารย์สื่อวิญญาณเช่นกัน!ในช่วงนี้เป็นที่รู้จักในแคว้นว่า ‘ปรมาจารย์เซียว’ ผู้ตั้งแผงในเขตถนนตะวันตกหม่อมฉันสามารถพิสูจน์ได้ว่าคำกล่าวของเย่ว์ฉีหวงล้วนเป็นเท็จ! ต่อให้ทรงไม่ประทานการแต่งงานระหว่างเซียวหลิงอวิ๋นกับท่านอ๋องเก้าหม่อมฉันก็ยังสามารถบันดาลฝนจากฟ้าให้ตกลงมาได้!”

            คำกล่าวเพียงประโยคเดียวทำให้ทุกคนอึ้งงันด้วยความตกตะลึง

            หญิงคนสนิทของอ๋องเก้า...ที่แท้คือนักสื่อวิญญาณ!

            นางผู้นี้ก็คือปรมาจารย์สื่อวิญญาณตัวจริงเสียงจริงที่มีชื่อเสียงในเขตถนนตะวันตกเมื่อไม่นานมานี้แถมยังเป็นคนของอ๋องเก้าอีก!

            “อย่าพูดจาเหลวไหล! สิ่งที่ข้ากล่าวไม่มีสักคำที่เป็นเท็จหากเจ้ากล้าดูหมิ่นข้าอีก ข้าก็จะไม่ไว้หน้าเจ้าอีกเช่นกัน!”

            เย่ว์ฉีหวงตวาดเสียงดังดวงตาเย็นชาเพ่งมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยความกราดเกรี้ยว

            ที่แท้นางก็คือคนผู้นั้นที่เคยเอาชนะเย่ว์เทียนเจ๋อลูกศิษย์ของเขาหญิงที่บังอาจฝันจะเทียบเคียงเขาผู้นี้

            เป็นเพียงปลาตัวเล็กที่ไม่มีไหวพริบแม้แต่น้อยไม่ควรค่าเอามาเปรียบเทียบกับเขาด้วยซ้ำ!

            “พวกเราทุกคนเห็นฝีมือของอาจารย์ข้าเต็มตา เจ้ามิอาจกล่าวเท็จเช่นนี้ได้!ใครๆ ก็มองออกว่าเจ้ากับท่านอ๋องเก้ามีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาเจ้าพูดเช่นนี้เพราะริษยา ไม่อยากให้ท่านอ๋องเก้าแต่งกับเซียวหลิงอวิ๋นต่างหาก!”

            “ใช่แล้ว! เจ้าอยากครอบครองท่านอ๋องเก้าถึงกับยอมแลกด้วยชีวิตของประชาชนหมื่นแสนในแคว้นฮั่วหลี เจ้านี่มันใจร้ายสิ้นดี!”

            ศิษย์ทั้งสามของเย่ว์ฉีหวงพากันกล่าวประณามเซียวหลิงอวิ๋นเสียงดัง

            ผู้คนรอบข้างต่างพยักหน้าคล้อยตามเชื่อว่านางทำไปเพราะความริษยา

            เซียวหลิงอวิ๋นแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหแต่ในเวลานี้แม้นางจะเปิดเผยว่าตนคือเซียวหลิงอวิ๋นก็ไม่มีประโยชน์ใดอีกนางจึงเลือกใช้การกระทำพิสูจน์แทนคำพูด

            “หากพวกเจ้าไม่เชื่อ เช่นนั้นข้าจะบันดาลฝนให้ดูเดี๋ยวนี้ความจริงจะเป็นเครื่องยืนยันทุกอย่าง!”

            สิ้นคำนางก็หยิบยันต์ไม่กี่ใบออกมาจากแขนเสื้อ ฟาดมือขึ้นอย่างรวดเร็วยันต์เหล่านั้นพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าอย่างแม่นยำ

            ทุกคนต่างเบิกตากว้างมองอย่างตกตะลึง

            ในเวลาไม่นานเสียงฟ้าร้องคำรามก็ดังขึ้นอีกครั้ง เมฆดำหนาแน่นก่อตัวรวดเร็วยิ่งกว่าครั้งก่อนท้องฟ้ามืดครึ้มต่ำเตี้ย ราวกับพายุใหญ่กำลังจะกระหน่ำ

            ยังไม่ทันให้ทุกคนตกตะลึงอย่างเต็มที่หยาดฝนเม็ดโตขนาดเมล็ดถั่วก็เทลงมาเปาะแปะ พริบตาเดียวก็โปรยทั่วลานพิธีไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ขุนนางใหญ่ แม้กระทั่งฮ่องเต้หลีเย่หงยังเปียกปอน

            ฝนเทลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นสายฝนกระหน่ำ เห็นได้ชัดว่าเพียงพอจะคลี่คลายภัยแล้งของแคว้นฮั่วหลีได้

            ท่ามกลางม่านฝนที่เทกระหน่ำผู้คนพากันหันไปมองหญิงที่ยืนอยู่ข้างหลีเย่หานด้วยความตกตะลึง

            เซียวหลิงอวิ๋นไม่มีแม้แต่ละอองฝนต้องกายเพราะหลีเย่หานใช้ตัวโอบกันสายฝนให้กับนาง

            ด้วยท่าทีนี้ของหลีเย่หานทุกคนก็มั่นใจแล้วว่า...ปรมาจารย์เซียวผู้นี้ต้องเป็นหญิงคนสนิทของอ๋องเก้าอย่างแน่นอน!

            ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่าปรมาจารย์เซียวจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ เพียงพลิกฝ่ามือก็เรียกฝนให้ตกกระหน่ำลงมาได้ช่วยแคว้นฮั่วหลีให้พ้นจากภัยแล้ง

            ตอนนี้ทุกคนเชื่ออย่างหมดใจแล้วว่าปรมาจารย์เซียวคือปรมาจารย์สื่อวิญญาณตัวจริง และเก่งกว่าเย่ว์ฉีหวงเสียอีก!

            บนแท่นพิธีสูงเย่ว์ฉีหวงหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด แม้คนอื่นจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เขารู้ดีว่านี่คือการตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่น[1]!

            เดิมทีเขาเป็นผู้ใช้พลังและความคิดทั้งหมดเรียกเมฆฝนเหล่านั้นขึ้นมาเพียงแต่ชะลอเวลาฝนตกด้วยยันต์ เพื่อรอจังหวะประกาศเป็นผลงานของตนอีกครั้ง

            ใครจะคิดว่าหญิงผู้นั้นกลับเป็นปรมาจารย์สื่อวิญญาณจริงๆแล้วยังบังอาจใช้เขาเป็นบันไดเหยียบขึ้นมา แย่งบทบาทของเขาไป!

            เจ้าเล่ห์ต่ำช้า เลวนัก!

            เย่ว์ฉีหวงด่าทอเซียวหลิงอวิ๋นในใจไม่หยุดหย่อนฟันกัดกรอดด้วยความแค้นเขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้แผนร้ายของหญิงแซ่เซียวผู้นี้สัมฤทธิ์ผล มิเช่นนั้นต่อไปเขายังจะมีที่ยืนใดในแคว้นฮั่วหลีอีก!

            ขณะกำลังลังเลว่าจะสั่งให้ฝนหยุดดีหรือไม่ก็ได้ยินหลีเย่หงผู้มีสีหน้าปลื้มปีติเปล่งเสียงประกาศออกมา

            “ฝนโปรยปรายลงมาเสียที! ฝนตกหนักถึงเพียงนี้ ทุกท่านย้ายเข้าพระโรงกันเถอะ!”

            บรรดาขุนนางทั้งหลายเพิ่งเหมือนได้สติต่างพากันเหลือบมองเซียวหลิงอวิ๋นอย่างตื่นตะลึงเล็กน้อยแล้วค่อยทยอยกันเดินเข้าสู่พระโรงพร้อมผู้อื่น

            แม้จะเปียกปอนจากสายฝนแต่ทุกคนล้วนมีสีหน้าเบิกบาน พิธีขอฝนสำเร็จลุล่วงในที่สุดแคว้นฮั่วหลีก็มีฝนตกแล้ว!

     

    พระโรงกว้างขวางโอ่อ่าเหล่าขุนนางต่างหยิบยันต์ขั้นหนึ่งขึ้นมาใช้เป่าเสื้อผ้าและเส้นผมให้แห้งอย่างรวดเร็วแต่ละคนพากันกระซิบถกเถียงไม่หยุดสายตาเหลือบมองเซียวหลิงอวิ๋นกับหลีเย่หานที่นั่งอยู่ด้านล่างของบัลลังก์อย่างไม่วางตาส่วนเย่ว์ฉีหวงนั้นถูกเมินจนไร้ตัวตน

            ตั้งแต่ถูกหลีเย่หานโอบกายกันฝนไว้เมื่อครู่ใบหน้าของเซียวหลิงอวิ๋นก็ยังคงร้อนผ่าว ไม่กล้าหันไปสบตาเขาอีก

            นางจึงไม่ทันสังเกตว่าหลีเย่หานกำลังจ้องมองนางอยู่ด้วยสายตาลุ่มลึกแน่วนิ่งราวกับในดวงตาคู่นั้นมีเพียงเงาของนางอยู่ผู้เดียว

            ทันทีที่หลีเย่หงเดินออกมาเซียวหลิงอวิ๋นก็ลุกขึ้นยืนทันที กล่าวเสียงหนักแน่น

            “ฝ่าบาท ตอนนี้คงพิสูจน์ได้แล้วว่าหม่อมฉันพูดความจริงหม่อมฉันจึงเห็นว่าเรื่องแต่งงานระหว่างเซียวหลิงอวิ๋นกับท่านอ๋องเก้ามิจำเป็นต้องมีอีกต่อไป”

            สิ่งที่นางเอ่ยไม่เพียงเพื่อปฏิเสธการแต่งงานเท่านั้นแต่ยังเกี่ยวพันถึงสูตรหลอมโอสถฟื้นปราณอีกด้วย!

            สายตาของหลีเย่หานวูบไหวเล็กน้อยทว่าเขากลับไม่โกรธเคืองต่อท่าทีรีบตีตัวออกห่างของนางเลยแม้แต่น้อย กลับกันในดวงตานั้นยังฉายแววเอ็นดูอ่อนโยนอีกด้วย

            ผู้คนรอบข้างต่างคิดไปว่าปรมาจารย์เซียวผู้นี้ขี้หึงนัก ใส่ใจอ๋องเก้าเสียยิ่งกว่าผู้อื่นไม่อยากเห็นเขาแต่งกับสตรีนางใด และอ๋องเก้าก็ไม่เพียงไม่ตำหนิซ้ำยังมองนางด้วยสายตา...อ่อนโยนเกินบรรยาย

            “ฝ่าบาท! กระหม่อมมีเรื่องจะกล่าว! ปรมาจารย์เซียวท่านสามารถอัญเชิญฝนลงมาได้ นั่นกลับยิ่งพิสูจน์ว่ากระหม่อมมิได้กล่าวเท็จ! เป็นเพราะฝ่าบาททรงพระราชทานสมรสระหว่างคุณหนูใหญ่แห่งจวนโหวกับท่านอ๋องเก้าจึงทำให้พลังบุญวาสนาในแคว้นกลับคืนสู่สมดุล และฝนจึงตกลงมาได้! ท่าน...ก็เพียงแต่ฉวยโอกาสอาศัยลมตามหลังของข้าเท่านั้น!”

            ถ้อยคำของเย่ว์ฉีหวงไร้ช่องโหว่ให้จับผิดผู้คนพากันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

            ไม่ผิดนักหากมิใช่เพราะมีราชโองการพระราชทานสมรสก่อนหน้าปรมาจารย์เซียวก็คงยังไม่อาจบันดาลฝนได้กระมัง

            แม้แต่หลีเย่หงยังพยักหน้าอย่างเข้าใจเขาเฝ้าดูฝีมือของเย่ว์ฉีหวงมาโดยตลอด ย่อมเชื่อในความสามารถของเขาอีกทั้งในฐานะฮ่องเต้ เขายิ่งไม่อาจปล่อยให้หญิงนางใดได้เป็นชายาของหลีเย่หานง่ายๆไม่เช่นนั้น น้องเก้าผู้นี้ก็จะยิ่งทรงอำนาจจนไม่มีผู้ใดขัดขวางได้อีก

            เซียวหลิงอวิ๋นไม่คิดเลยว่าเย่ว์ฉีหวงจะไหวพริบดีถึงเพียงนี้!

             


    [1] สำนวน ตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่น หมายถึง การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เหน็ดเหนื่อยโดยที่ตัวเองไม่ได้รับผลประโยชน์หรือผลดีใดๆ

    คล้ายกับเรื่องคู่บุพเพสะท้านฟ้า อยากเห็นนักว่าใครจะกล้ากับชายาผู้บ้าบิ่น [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน