บทที่ 13
เริ่มปลูกชา
หลี่หยางแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความฉงนมองไปยังบุตรสาวของตนเองด้วยความสงสัย“ เ้ารู้ได้อย่างไร? ”
หนิงหนิงที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้ายืดออกอย่างภาคภูมิใจก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฉะฉาน“ ที่ข้ารู้ได้ก็เพราะว่าตัวของข้าเคยถามท่านย่ามาก่อน ”
หลี่หยางเมื่อได้ฟังเช่นนั้นยิ่งไม่เข้าใจว่าบุตรสาวของตนเองเคยถามมาั้แ่เมื่อใดหรือมันอาจจะเป็เพราะว่าเขามุ่งมั่นในการฝึกฝนวรยุทธมากไปจนทำให้ละเลยในส่วนนี้ไม่รู้เลยว่าบุตรสาวของตนเองสอบถามเกี่ยวกับเื่นี้ั้แ่เมื่อใด
หนิงหนิงตอบกลับ“ เกี่ยวกับเื่นั้นก็ตอนที่ท่านพ่อฝึกฝนวรยุทธอยู่อย่างไรล่ะเ้าคะตอนที่อยู่กับท่านย่าข้าได้ดื่มชา์รู้สึกสงสัยเลยถามเกี่ยวกับวิธีการปลูกไป ”
หลี่หยางคิดแล้วไม่มีผิดเขาคงจะสนใจเกี่ยวกับเื่การฝึกฝนเมื่อไหร่หยุดมากเกินไปจนแทบจะไม่ได้สอนลูกสาวของตนเองเลยว่าทำอะไรอยู่
เมื่อได้รู้ความจริงเช่นนั้นหนิงหนิงแสนฉลาดเฉลียวจึงได้อธิบายเกี่ยวกับเื่นี้ให้กับบิดาของตนเองได้ฟัง
นางบอกว่าต้นชา์ต้องทำการเพาะปลูกด้วยพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งนางได้ลองตรวจสอบดูแล้วที่ดินบริเวณนี้สามารถเพาะปลูกได้
โดยตัวของชา์ต้องปลูกโดยดูแลมันเป็พิเศษใช้เวลาในการปลูกประมาณหกเดือนกว่าที่มันจะเจริญเติบโตจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
เมล็ดที่ถูกนำมาจากหุบเขามันมีอยู่ทั้งหมดประมาณร้อยเมล็ดสามารถปลูกต้นชาได้ร้อยต้นแต่ว่าเมื่อมองดูถึงระยะห่างของต้นชาแล้วพื้นที่เพียงสามหมู่สามารถเพาะปลูกได้ทั้งหมดก็จริงอยู่แต่อาจจะไม่เหลือพื้นที่ไปเพราะปลูกพืชผักสมุนไพรอื่นๆเลย
ในรอบแรกทั้งสองคิดว่าจะเพาะปลูกเพียงแค่จำนวนประมาณครึ่งเดียวเท่านั้นหลี่หยางลองคิดดูแล้วเกี่ยวกับเื่การที่ปลูกชาขายก็น่าจะเป็ทางเลือกที่ดี
ต้นชา์สามารถเก็บเกี่ยวได้แทบจะทุกเดือนผลผลิตของมันมันเป็ชาที่แตกต่างจากต้นชาอื่นๆที่เขารู้จักพืชพรรณชนิดนี้มีความพิเศษอยู่หลายอย่างไม่ว่าจะเป็การเก็บเกี่ยวผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้แทบจะทุกเดือน
ขอเพียงแค่ดูแลมันเป็อย่างดีใน่หกเดือนแรกที่ให้มันเจริญเติบโตจนยืนต้นสูงใหญ่ได้เพียงแค่นั้นก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากมันได้อย่างต่อเนื่อง
….
ในวันถัดมาแสงแดดอ่อนส่องผ่านลงมาจากม่านเมฆบรรยากาศในวันนี้อบอุ่นกำลังดีเหมาะสมกับการลงแรงในการทำสวนหลี่หยางเข้าไปภายในตัวเมืองั้แ่ในยามเช้าเพื่อซื้ออุปกรณ์ต่างๆเสียเงินไปจำนวน
จากที่ได้อุปกรณ์ที่ตนเอง้าเดินทางกลับมาถึงเรือนของตนเองประมาณนึง่ยามสาย
่ยามสายอากาศกำลังดีบริเวณที่ดินของเขามีต้นไม้สูงใหญ่มากมายพอจะเป็ร่มเงาบดบังแสงแดดได้บริเวณรอบนอกยังมีสายลมอ่อนพัดโชยมาตลอดทั้งวันให้ความร่มเย็น
หลี่หยางลงมือทำงานั้แ่ในวันนี้ในวันแรกหมดเวลาทั้งวันไปกับการเกลี่ยหน้าดินทุกอย่างและจัดเตรียมหลายๆอย่างให้พร้อม
หลังจากนั้นใช้เวลาอีกหนึ่งวันในการลงเมล็ดเพื่อปลูกต้นชาใช้เวลาอยู่ประมาณสามวันกว่าที่จะทำการจัดการทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยเมล็ดชาลงสู่ดิน
หลังจากนี้ก็เหลือเพียงแค่การประคบประหงมมันใน่ระยะเวลาหกเดือนให้ลำต้นสูงใหญ่และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
จำนวนเงินที่มีอยู่ในตอนนี้พอจะเลี้ยงชีพไปได้ในหกเดือนข้างหน้าหลี่หยางไม่ได้ทำการปลูกเพียงแค่ต้นชาเท่านั้นสมุนไพรต่างๆเขาเองก็เริ่มปลูกแล้วเช่นเดียวกัน
มันถือว่าดีเป็อย่างมากที่ดินผืนนี้ที่เขาซื้อมาเป็ที่ดินติดกันจำนวนสามหมู่แถมที่ดินติดกันมันยังมีรั้วไม้สูงประมาณนีงตั้งเอาไว้ล้อมรอบทางที่ดินทำให้ไม่มีสัตว์ตัวใดเข้ามาเหยียบย่ำพืชพรรณที่เขาเพาะปลูก
มันเลยเหมาะกับการที่จะลงแรงปลูกสมุนไพรบริเวณด้านหลังเรือนสมุนไพรที่เขานำมาจากหุบเขามีมากกว่า 30 ชนิดส่วนใหญ่แล้วเป็สมุนไพรที่หายาก
แต่เขาก็ศึกษาวิธีการปลูกมันเป็อย่างดีเพราะว่าพวกมันจำเป็ต่อการรักษาคน
ชีวิตมันแสนสงบสุขบริเวณที่ดินที่ซื้อมาหนึ่งหมู่เสียไปกับการปลูกต้นชาในทุกๆวันหลี่หยางใช้ชีวิตกับบุตรสาวของตนเองอย่างมีความสุขเพราะว่าพื้นที่ที่ตั้งที่ดินบริเวณนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณนึง
มันอยู่ติดป่าเขามักจะเข้าไปล่าสัตว์ป่านำมาทำเป็อาหารบางวันแทบจะไม่ต้องเสียเงินเลยสักนิดเดียวก็มีอาหารกินไปทั้งวัน
วรยุทธ์ที่เขาร่ำเรียนมามันสามารถช่วยได้การล่าสัตว์ป่าได้อีกทั้งกลยุทธ์การเอาตัวรอดภายในป่าที่เขาฝึกฝนมาตอนเป็หน่วยพิเศษมันทำให้เขานั้นสามารถหาของภายในป่าได้ง่ายดายมากขึ้น
ฝึกการดมกลิ่นการตามรอยเท้าหรือไม่ก็การสังเกตหลายๆอย่างการเอาชีวิตรอดในป่ามันไม่ได้เป็เื่ยากสำหรับเขา
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน
ผลผลิตงอกงามแม้ว่าต้นชาที่ปลูกอยู่มันจะยังไม่ได้เติบโตจนถึงขนาดที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แต่ว่าการเติบโตของมันก็เป็ที่น่าพึงพอใจมองเห็นมันไม่ยืนต้นตายเช่นนี้ก็พอจะคิดได้ว่าในกาลข้างหน้าคงจะสามารถทำกำไรกับมันได้
ใน่เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาหลี่หยางคิดอยู่หนึ่งอย่างเขาคิดไม่ตกเกี่ยวกับเื่นี้มาตั้งนานแล้ว
หลังจากที่ได้เดินทางเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้เขามองเห็นว่าภายในเมืองตี้หนานมีอะไรหลายอย่างที่มันครบครัน
พี่หนึ่งอย่างที่เขาเริ่มสังเกตั้แ่เข้ามาภายในเมืองแห่งนี้นั่นก็คือสถานศึกษาสถานศึกษาเมืองตี้หนาน
สถานที่แห่งนั้นเป็สถานที่ที่มีผู้คนมากมายเข้ามาศึกษาส่วนใหญ่แล้วพวกที่ศึกษาภายในนั้นมักจะเป็บุรุษหรือถ้าเป็สตรีก็เป็พวกลูกของเศรษฐี
คนภายในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่แล้วให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรีคนที่ได้ร่ำเรียนหนังสือและได้ร่ำเรียนวิชาส่วนใหญ่แล้วก็ล้วนแล้วแต่เป็บุรุษหรือถ้าเป็สตรีก็เป็พวกลูกของเศรษฐีหรือลูกของขุนนาง
ถ้าเป็สตรีแล้วเกิดภายในชนชั้นกลางหรือว่าชนชั้นล่างแทบจะไม่มีทางเลยที่ได้ศึกษาร่ำเรียนวิชาความรู้
เมืองตี้หนานเป็หนึ่งในไม่กี่เมืองที่มีสถานศึกษาที่เลื่องชื่อภายในดินแดนแห่งนี้ดินแดนที่ถูกปกครองโดยราชวงศ์ฉี
มีกฎที่สามารถให้สตรีเป็ขุนนางได้โดยกดนี้บุกเบิกประมาณเจ็ดปีที่แล้วก่อนหน้านี้มีเพียงแค่บุรุษเท่านั้นที่มีสิทธิ์จะสอบเข้าขุนนางและรับราชการให้สมเกียรติ
แต่เมื่อประมาณเจ็ดปีที่แล้วคนผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นสตรีผู้ที่มีความเก่งกล้าหาญเฉิดฉายมากความสามารถจนทำให้เ้าชีวิตนั้นจำเป็จะต้องเปลี่ยนพระหัย
ผู้คนกล่าวขานว่าสตรีผู้นั้นเป็สตรีผู้บุกเบิกความสามารถของสตรีนางออกรบั้แ่อายุในน้อยตนเองและสามารถพิสูจน์ตนเองให้ผู้คนทั้งราชวงศ์มองเห็นและไม่ดูแคลนความสามารถของอิสตรี
ั้แ่ในตอนนั้นเมื่อเจ็ดปีก่อนทุกอย่างก็ได้เปลี่ยนไปราชสำนักออกกฎสตรีสามารถเป็ขุนนางได้
เสวี่ยเฟยมรรดาของหนิงหนิงนางก็เป็ขุนนางเป็คนที่รับราชการภายในเมือง
แม้ว่าราชสำนักจะออกกฎเกี่ยวกับให้สตรีสามารถรับราชการได้แต่ถ้าเกิดเป็ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างก็แทบจะไม่มีโอกาสเลยที่จะหาวิชาความรู้และสามารถรับราชการได้
และหนึ่งในเส้นทางที่สามารถให้ความรู้ของตนเองเข้ารับราชการได้ก็คือสถานศึกษาสถานศึกษาหรือสำนักศึกษาถ้าเรียนจบการศึกษาที่นั่น
ผู้คนกล่าวว่าสิบอันดับแรกของคนที่เรียนจบที่ได้คะแนนประเมินดีที่สุดจะได้รับสิทธิ์ในการสอบเข้ารับราชการได้
ตอนนี้เขาถือว่าเป็คนที่มีฐานะอยู่ในระดับชนชั้นกลางและชนชั้นล่างในเวลาเดียวกันเงินทองที่มีเก็บก็ไม่ได้มีมากมาย
แต่ในขณะเดียวกันภายในความคิดของหลี่หยางที่เป็คนในยุคสมัยใหม่เขานั้นกับคิดต่างออกไปเขาอยากให้บุตรสาวของตนเองเข้าเรียนที่สถานศึกษาเมืองตี้หนาน
ตอนนี้อายุของนางเจ็ดปีการศึกษาภายในสถานศึกษาตามหลักสูตรแล้วผู้คนบอกว่าต้องศึกษาสิบปีถึงจะสามารถเรียนจบได้
ถ้านางเข้าเรียนที่สถานศึกษาในตอนนี้ตอนที่นางเรียนจบก็น่าจะชักประมาณสิบเจ็ดปี
ภายในใจอยากจะให้บุตรสาวของตนเองเข้าเรียนที่สถานศึกษาแต่สิ่งที่มันติดก็คือเื่เงิน
การเข้าเรียนที่สถานศึกษาจากการที่เขาศึกษาและสอบถามผู้คนภายในเมืองดูปรากฏว่าภายในสถานศึกษาการเรียนในแต่ละปีอย่างปีแรกเข้าไปเรียนจำเป็จะต้องใช้เงินถึงสิบตําลึง
นั่นเป็เพียงแค่ปีแรกเท่านั้นแต่ว่าหลังจากนั้นแต่ละปีเงินมันก็จะต้องใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะว่าต้องใช้เงินจำนวนมากในการเข้าเรียนเพราะแบบนี้ผู้คนส่วนใหญ่ที่เรียนภายในสถานที่แห่งนั้นเลยเป็คนที่มีฐานะระดับนึง
เก็บของเข้าได้ตอนนี้ก็มีไม่มากนักหากจากที่ซื้อที่ดินไปแล้วเหลืออยู่ติดตัวประมาณยี่สิบกว่าตำลึง
มาเข้าเรียนปีแรกใช้เงินถึงสิบตําลึงแล้วหลังจากนั้นจะทำอย่างไรถ้าเขาไม่สามารถหาเงินได้เยอะๆภายในใจครุ่นคิดเื่นี้อย่างไม่ตก
ร่างของหลี่หยางกำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงนอนพลิกไปพลิกมาหันไปมองเห็นร่างของบุตรสาวที่นอนหลับอยู่บริเวณภายในอ้อมกอดด้วยท่าทางเอ็นดู
บุตรสาวของเขาแม้ว่าเขาจะจัดห้องแยกให้นางเอาไว้แต่ว่านางก็มักจะมานอนห้องเดียวกับเขาเสมอไม่ยอมแยกห้องนอน
หลี่หยางจ้องมองใบหน้าของบุตรสาวของตนเองที่กำลังหลับใหลด้วยความเอ็นดูฝ่ามือข้างหนึ่งของเขายกขึ้นมายื่นไปััรูปหัวของนางอย่างอ่อนโยนพลางนึกถึงคำขอที่เขาขอจากเทพแห่งความตาย
นางเป็ครอบครัวของเขาเมื่อคิดได้เช่นนั้นเื่ที่คิดไม่ตกมาเป็เวลานานมันก็ปรากฏคำตอบขึ้นมาภายในหัว
เขาได้คำตอบของตนเองแล้วเกี่ยวกับเื่นี้ใบหน้าภายใต้ความมืดมิดของหลี่หยางค่อยค่อยปรากฏรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน
จบบท
่หลายวันที่ผ่านมาไรท์นอนป่วยอยู่บนเตียงแบบไม่ได้ขยับทำอะไรเลย ทำงานเองก็ไม่ได้ขออภัยด้วยนะที่หายไปไม่ได้บอกแต่อยู่ดีๆไรท์ก็ล้มป่วยขึ้นมาอย่างกะทันหันต้องขอโทษนะอ่านทุกท่านด้วยนะครับ และมันเป็การล้มป่วยหนักสุดในรอบหลายปี นี้ก็เริ่มกลับมาทำไรท์จะพยายามขยันขึ้นมากขึ้นนะครับ ขออภัยอีกครั้งจริงๆนะครับ