ติ๊ง
เสียงสังเคราะห์ที่ดังขึ้นในความเงียบงันนั้นไม่ใช่เสียงจากหู แต่มันก้องกังวานขึ้นโดยตรงในสมอง
เสียงใสกระจ่างที่แหลมคมพอจะกรีดผ่านม่านหมอกแห่งความตาย ปลุกสติสัมปชัญญะที่ดับวูบให้กลับมาทำงานอีกครั้ง
"เฮือก!"
อคินสะดุ้งสุดตัว ร่างกายดีดขึ้นมาจากท่านอนหงายราวกับถูกสปริงที่มองไม่เห็นกระชากขึ้นจากหลุมลึก
ปอดของเขาสูดเอาอากาศเฮือกใหญ่เข้าเต็มแรงจนหน้าอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง
สิ่งแรกที่ประสาทััรับรู้ไม่ใช่ความเ็ป แต่คือความ 'ว่างเปล่า'
ความรู้สึกเหมือนคนที่จมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรแล้วถูกดึงขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็วเกินไป
โลกหมุนคว้าง ภาพตรงหน้าพร่าเลือนบิดเบี้ยว แสงสีน้ำเงินจางๆ เต้นระริกอยู่ในความมืดมิด
เขาหอบหายใจหนักหน่วง พยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่ควรจะรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนก...
แต่ทว่า เมื่อฝ่ามือของเขาวางทาบลงบนอกซ้าย
เขากลับพบเพียงจังหวะที่เนิบนาบ หนักแน่น และมั่นคงจนน่าประหลาด
"ที่นี่..."
เสียงของเขาแหบแห้งเหมือนกระดาษทรายที่ขัดถูกัน
อคินก้มมองมือตัวเองที่ยันอยู่กับพื้น ผิวััหยาบกร้านของคอนกรีตเปลือยส่งผ่านความรู้สึกมายังปลายนิ้ว
ความเย็นเยียบของพื้นดาดฟ้ายามค่ำคืนในฤดูหนาวควรจะทำให้เขาหนาวสั่นจนฟันกระทบกัน
โดยเฉพาะเมื่อสวมเพียงเสื้อเชิ้ตพนักงานออฟฟิศที่ขาดวิ่น...
แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บนั้นเลยสักนิด
ความเย็นนั้นเป็เพียง 'ข้อมูล' ที่ิัส่งไปบอกสมองว่า 'อุณหภูมิต่ำ'
แต่ร่างกายกลับเพิกเฉยต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ไม่มีการขนลุก ไม่มีการสั่นสะท้าน มีเพียงความนิ่งสงบที่ผิดธรรมชาติ
กลิ่น...
กลิ่นสนิมเหล็กเข้มข้นลอยมาแตะจมูก ผสมปนเปกับกลิ่นอับชื้นของฝุ่นละอองหนาเตอะที่ปกคลุมเมือง
และกลิ่นจางๆ ของบางสิ่งที่เน่าเสีย มันคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนชวนให้เวียนหัว
แต่อคินกลับรู้สึกว่าจมูกของเขาแยกแยะองค์ประกอบของกลิ่นเ่าั้ได้ชัดเจนอย่างน่ากลัว
เขาพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง สติที่เคยแตกกระเจิงเริ่มกลับมารวมตัวกัน ทีละชิ้น... ทีละชิ้น...
และสิ่งแรกที่สายตาของเขาจับโฟกัสได้ชัดเจน คือกรอบสี่เหลี่ยมเรืองแสงสีฟ้าที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ตรงหน้าระดับสายตาพอดี
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:55]
ตัวเลขดิจิทัลกำลังนับถอยหลัง วินาทีต่อวินาที
อคินขมวดคิ้ว จ้องมองมันด้วยความงุนงง เขาเอื้อมมือจะไปััมัน แต่นิ้วมือกลับทะลุผ่านแสงโฮโลแกรมนั้นไป
"ระยะเวลาเชื่อมต่อ?"
เขาพึมพำ ทบทวนคำศัพท์ที่ไม่ควรมาอยู่ในสถานการณ์ความเป็ความตายแบบนี้
"หมายความว่ายังไง... เรามีเวลาแค่ 8 ชั่วโมงเหรอ?"
สมองของเขาเริ่มทำงานแข่งกับเวลา พยายามปะติดปะต่อเื่ราว
ความทรงจำสุดท้ายคือความโกลาหล... เสียงกรีดร้อง... การหนีตาย...
"ถ้าหมดเวลาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?"
เขาถามออกไปลอยๆ ไม่ได้คาดหวังคำตอบ
ทันใดนั้น ตัวอักษรบนหน้าต่างสีฟ้าก็เปลี่ยนไป ราวกับว่ามัน 'ได้ยิน' และกำลัง 'ตอบสนอง' เขา
[จงรีบหาที่ปลอดภัยซ่อนตัวก่อนที่จะหมดเวลาเชื่อมต่อ]
[ตอนนี้เวลา 19:02 น. ของวันที่ 22 มกราคม]
"วันที่ 22...?"
ดวงตาของอคินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขาจำได้แม่นยำว่านรกแตกเมื่อวานคือวันที่ 21 มกราคม
"หมายความว่า... ฉันสลบไปเต็มๆ วันเลยงั้นเหรอ?"
เขาแค่นหัวเราะในลำคอ
"บ้าเอ๊ย... นอนกลางแจ้งแบบนี้โดยไม่โดนตัวอะไรลากไปกินเนี่ยนะ ปาฏิหาริย์เกินไปแล้ว"
เขาหยุดชะงักเมื่อฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
"เดี๋ยวสิ... แล้วถ้าหมดเวลาเชื่อมต่อจะเกิดอะไรขึ้น? ระบบยังไม่ได้บอกเลยนี่"
หน้าต่างข้อความกะพริบถี่ๆ เล็กน้อย ก่อนจะแสดงข้อความใหม่ขึ้นมา ข้อความที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงความเร่งรีบแปลกๆ
[เมื่อหมดเวลาเชื่อมต่อ คุณจะหมดสติทันที... โปรดระวัง!]
'สลบไปดื้อๆ เลยเนี่ยนะ?'
อคินคิดในใจ ความรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกตั้งค่ามาให้ตอบคำถาม
แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังพยายามสื่อสารผ่านตัวอักษรพวกนั้น
'แต่นี่มัน... พระเ้าคุยตอบโต้กับเรางั้นเหรอ? หรือว่าเป็ระบบอัตโนมัติ?'
ความคิดฟุ้งซ่านถูกปัดทิ้งทันทีเมื่อความทรงจำที่รุนแรงกว่าแล่นพล่านเข้ามา
ภาพของกรงเล็บสีเขียวสกปรก... แรงกระแทกที่อัดเข้าใส่สีข้าง... ความเ็ปที่เหมือนถูกไฟเผาขณะที่เนื้อหนังถูกฉีกกระชาก
"แผล!"
อคินก้มลงสำรวจร่างกายตัวเองด้วยความตื่นตระหนก
มือที่สั่นเทาเล็กน้อยรีบถลกชายเสื้อเชิ้ตที่ขาดวิ่นและแข็งกระด้างเพราะคราบเืแห้งกรังขึ้นมา
เขาเตรียมใจที่จะเห็นแผลเหวอะหวะ หรืออย่างน้อยก็รอยเย็บที่น่ากลัว
แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา มีเพียงิัที่เรียบเนียน...
รอยขาดของเสื้อเชิ้ตสอดคล้องกับตำแหน่งที่เขาถูกโจมตี
คราบเืสีน้ำตาลเข้มบนผ้าเป็เครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง
แต่บนผิวเนื้อของเขา เหลือทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็สีจางๆ เส้นบางเฉียบ ราวกับแผลนั้นหายสนิทไปหลายปีแล้ว
"เป็ไปได้ยังไง..."
อคินลูบไล้รอยแผลเป็นั้น แ่เบา ััของผิวเนื้อตัวเองดูแปลกไปเล็กน้อย มันดู... แข็งแรงขึ้น? ตึงกระชับขึ้น?
"พระเ้า..."
เขาพ่นลมหายใจยาวเหยียด เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิดที่ไร้ดาว
"พระเ้า... ช่วยชีวิตเราไว้จริงๆ สินะ"
เขากำหมัดแน่น รู้สึกถึงขุมพลังบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเื
มันไม่ใช่แค่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่เป็พลังงานที่อัดแน่นพร้อมจะะเิออก
อคินไม่เคยรู้สึก 'มีชีวิต' ขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนที่ร่างกายสมบูรณ์ที่สุดในสมัยเรียน
แต่แล้ว ความปีติยินดีในการรอดชีวิตก็พังทลายลงในวินาทีถัดมา
เมื่อจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุดที่หายไป หวนกลับมาสู่ความทรงจำ
"แต้ม!"
ชื่อนั้นหลุดออกจากปากพร้อมกับร่างกายที่ลุกพรวดขึ้นยืน
อาการหน้ามืดวูบหนึ่งเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที
ก่อนที่ระบบประสาทการทรงตัวจะปรับสภาพให้อคินยืนหยัดได้อย่างมั่นคงราวกับรากไม้ที่หยั่งลึก
เขาหมุนตัว กวาดสายตามองไปรอบดาดฟ้าแคบๆ ของตึกแถวร้านสะดวกซื้อ
ที่นี่คือป้อมปราการสุดท้าย คือจุดหมายที่เขาพยายามตะเกียกตะกายพาตัวเองและ 'เ้านาย' ของเขาหนีมา
"แต้ม! เหมียว! อยู่ไหนลูก!"
เสียงะโของเขาก้องสะท้อนไปในความเงียบ
ภาพจำสุดท้ายฉายชัด... เขาอุ้มร่างอุ่นๆ ที่สั่นเทาของแมวสามสีไว้แนบอก วิ่งหนีตายจากฝูงกอบลิน...
เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายโยนมันขึ้นมาบนดาดฟ้านี้เพื่อความปลอดภัย... แล้วเขาก็ล้มลง
อคินเริ่มค้นหาอย่างบ้าคลั่ง เขาเตะลังกระดาษเก่าๆ จนปลิวว่อน ก้มมองดูตามซอกหลืบมืดๆ ข้างแทงก์น้ำที่เป็สนิม
"แต้ม! ออกมาสิ! ปลอดภัยแล้ว! พ่ออยู่นี่!"
ไม่มีเสียงตอบรับ... ไม่มีแม้แต่เสียงร้อง 'เหมียว' ที่คุ้นเคย
ความว่างเปล่ากรีดแทงหัวใจของชายหนุ่มยิ่งกว่าคมมีด
'หรือว่า... ตอนที่ฉันสลบไป... มันอาจจะใแล้วเตลิดหนีไป? หรือว่า...'
"ไม่..."
เสียงของเขาสั่นเครือ
อคินพุ่งตัวไปที่ขอบระเบียงดาดฟ้า มือเกาะราวเหล็กที่เป็สนิมแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เขาชะโงกหน้ามองลงไปยังถนนเบื้องล่าง
ภาพความจริงที่ปรากฏตรงหน้า ทำให้เืในกายเย็นเฉียบ
ถนนในตัวเมืองจันทบุรีที่เคยคุ้นตา ถนนที่เขาขับรถผ่านทุกวัน... บัดนี้กลายเป็นรกบนดิน
ซากรถยนต์ที่ถูกเผาไหม้จอดระเกะระกะ กองขยะและเศษซากปรักหักพังเกลื่อนกลาด
และท่ามกลางความพินาศนั้น... คือเ้าของโลกใบใหม่
ฝูงอสุรกายตัวสีเขียวซีด รูปร่างแคระแกร็นแต่เต็มไปด้วยมัดกล้าม สวมใส่เกราะที่ทำจากเศษเหล็กและยางรถยนต์
พวกมันเดินลากอาวุธหยาบๆ ไปตามพื้นถนน เสียงโลหะครูดกับยางมะตอยดังบาดหู
กอบลิน...
พวกมันไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสอง แต่มีเป็สิบ เดินกันขวักไขว่เหมือนมดงานที่กำลังลาดตระเวนอาณาจักรใหม่
"โลกพังทลายไปแล้วจริงๆ ..."
อคินกัดฟันแน่น ดวงตาจับจ้องไปยังภาพเบื้องล่าง
"ฉันเกือบตาย... ไม่สิ ฉันควรจะตายไปแล้ว แต่ฉันรอด... 'ระบบ' นี้เลือกฉัน และมอบชีวิตที่สองให้ฉัน"
เขาสูดหายใจลึก กลิ่นคาวเืในอากาศไม่ได้ทำให้เขาหวาดกลัวอีกต่อไป แต่มันกลับปลุกสัญชาตญาณบางอย่างให้ตื่นตัว
"แต้ม... รอฉันก่อนนะ"
เขากระซิบกับสายลมยามค่ำคืน คำมั่นสัญญานั้นหนักแน่นดั่งหินผา
"ไม่ว่าแกจะอยู่ที่ไหน... ฉันจะไปรับแกกลับมา"
นาฬิกาบนหน้าต่างระบบยังคงนับถอยหลัง
การผจญภัยในฐานะ 'อัศวิน' ผู้โดดเดี่ยว เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
อคินยืนนิ่งอยู่ที่ขอบดาดฟ้า ลมกระโชกแรงพัดพาเอาฝุ่นผงมาปะทะใบหน้า แต่เขากลับไม่กะพริบตา
เขารู้สึก 'ตื่นตัว' อย่างประหลาด
มันไม่ใช่ความตื่นตัวแบบกาแฟอีน แต่มันคือประสาทััที่ถูกถ่างขยายจนกว้างไกล
เขาเพ่งมองลงไปที่ถนนอีกครั้ง แสงจันทร์ในคืนนี้ดูสว่างไสวกว่าปกติ ราวกับมีใครเร่งความสว่างของดวงจันทร์ขึ้น
เขาเห็น... รายละเอียดที่ดวงตามนุษย์ไม่ควรเห็นในระยะไกลขนาดนี้
รอยบิ่นบนขวานสนิมเขรอะของกอบลินตัวจ่าฝูง... คราบเืแห้งกรังที่ติดอยู่บนเกราะไหล่ของมัน...
แม้กระทั่งไอสีขาวขุ่นที่พวยพุ่งออกมาจากรูจมูกบานๆ ของมันทุกครั้งที่หายใจออก
แคร๊ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังก้องมาจากสี่แยกที่ห่างออกไปเกือบครึ่งกิโลเมตร
อคินสะดุ้งเล็กน้อย หูของเขากระตุกวูบโดยอัตโนมัติ
เขาได้ยินมันชัดเจน... ชัดจนเหมือนต้นเสียงอยู่แค่หน้าปากซอย
"หูเรา..."
ชายหนุ่มยกมือขึ้นััใบหูตัวเองด้วยความสงสัย รูปทรงของมันยังคงเหมือนเดิม
แต่ประสิทธิภาพการทำงานกลับก้าวะโไปไกลลิบ
"เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายนี้กันแน่?"
เขาลองทดสอบ... อคินหลับตาลง ตัดการรับรู้ทางสายตา เพื่อเพ่งสมาธิไปที่การได้ยินเพียงอย่างเดียว
วินาทีนั้น โลกแห่งเสียงก็ะเิออกในหัวของเขา
เสียงหวีดหวิวของลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างตึกร้าง...
เสียงกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่ปลิวครูดไปกับพื้นถนน...
เสียง กริก... กริก... ของขาแมลงสาบที่วิ่งไต่ผนังท่อระบายน้ำ...
และไกลออกไป... เสียงคำรามแหลมเล็กและการโต้เถียงกันด้วยภาษาที่ฟังไม่ได้ศัพท์ของพวกกอบลิน
ข้อมูลเสียงหลั่งไหลเข้ามามหาศาล
แต่น่าแปลกที่สมองของเขาสามารถแยกแยะพวกมันออกจากกันได้เป็เลเยอร์ ไม่ตีกันมั่วซั่วเหมือนที่คิด
"สุดยอด..."
เขาลืมตาขึ้น รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเป็ครั้งแรก รอยยิ้มที่ดูมั่นใจและ... อันตราย
อคินหันกลับมามองประตูเหล็กบานเล็กที่นำไปสู่บันไดหนีไฟลงไปชั้นล่างของร้านสะดวกซื้อ
ภารกิจแรกคือการเตรียมพร้อม เขาต้องมีอาวุธที่ดีกว่ามือเปล่า และเสบียงสำหรับการเดินทางตามหาแต้ม
และที่สำคัญ... เขาต้องเคลียร์พื้นที่นี้ให้เป็ 'ฐาน' ที่ปลอดภัย
อคินเดินย่างสามขุมเข้าไปหาประตูเหล็ก ฝีเท้าของเขาเบากริบจนแทบไม่ได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้น
เขาก้มลง เอาหูแนบกับแผ่นเหล็กเย็นเฉียบ เพ่งสมาธิอีกครั้ง
...เงียบ
...เกือบจะเงียบสนิท
มีเพียงเสียง ติ๋ง... ติ๋ง... ของหยดน้ำที่รั่วจากท่อแอร์ในห้องสต๊อกสินค้าชั้นล่าง
เสียงคอมเพรสเซอร์ตู้แช่ที่หยุดทำงาน และเสียงพลาสติกคลายตัว
และเสียงฝีเท้าเล็กๆ ของหนูที่วิ่งอยู่บนฝ้าเพดาน
แต่ไม่มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ไม่มีเสียงลมหายใจฟืดฟาด หรือเสียงหัวเราะวิปลาสของพวกมัน
"ว่างเปล่า" เขายืนยันกับตัวเอง
มือของอคินค่อยๆ หมุนลูกบิดประตู ดันมันออกช้าๆ เพื่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุด
ความมืดมิดภายในตัวอาคารต้อนรับเขาเหมือนปากถ้ำของอสูรร้าย
แต่มันไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเขาในตอนนี้...
รูม่านตาของเขาขยายออกกว้างเพื่อรับแสงจันทร์จางๆ ที่ลอดผ่านกระจกหน้าร้านที่แตกไปครึ่งบาน
สำหรับอคิน... ภาพตรงหน้าไม่ได้มืดมิด มันเป็ภาพสีโมโนโทนที่ชัดเจนราวกับใส่แว่นมองกลางคืน
เขาเดินลงบันไดมาอย่างระมัดระวัง สายตากวาดมองหาสิ่งที่พอจะเป็อาวุธได้
ในที่สุด สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับตู้สีแดงที่ฝังอยู่บนผนังข้างเคาน์เตอร์คิดเงิน
ตู้เก็บอุปกรณ์ดับเพลิง
อคินไม่รอช้า เขาตรงเข้าไป ใช้ศอกกระแทกกระจกตู้
เพล้ง!
กระจกแตกกระจาย แต่เขาไม่สนใจเศษแก้วที่กระเด็นมาโดนมือ เขาคว้าสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา
ขวานดับเพลิงฉุกเฉินด้ามจับสีแดงสด
"อย่างน้อยก็ดีกว่ามือเปล่า"