บทที่ 160 เพื่อนร่วมต่อสู้
“เมื่อครู่....ฉันได้ยินอะไร” อาจารย์เติ้งชะงักฝีเท้าของตนเอง มองไปยังหลานสาวแล้วสลับไปมองยังนักเรียนทุนอันซูหยวนซึ่งดูเหมือนจะเข้าใจทั้งหมดได้เป็นอย่างดี
“อาจารย์มาถึงตั้งแต่เมื่อไรคะ ฉันคิดว่าวันนี้อาจารย์จะไม่เข้าสถาบันเสียอีก เพราะอาจารย์ไปไหนมาไหนไม่เคยบอก ฉันก็เลยลำบากมากเลยนะคะ ไม่ใช่แค่ต้องทำความเข้าใจเรื่องวิชาระดับสูงเองเท่านั้น ยังรู้สึกอึดอัดใจกับความไม่กระจ่างในหนังสือทักษะด้วย ถ้าอาจารย์ไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น ทำไมถึงไม่เขียนอธิบายให้เข้าใจแบบละเอียดๆกว่านี้ล่ะคะ”
รุ่นน้องเติ้งเห็นคนเป็นลุงเดินเข้ามาก็บ่นอุบ รุ่นพี่หวังเป่าเป้ยได้เห็นแบบนั้นก็นึกโมโหขึ้นมา ซึ่งก็เหมือนกับทุกๆครั้งที่เธอมักจะพูดแทนอาจารย์อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม...ครั้งนี้เธอไม่สามารถเอ่ยปากได้ทันรุ่นน้องอันเลย
“รุ่นน้องเติ้ง ไหนลองพูดแบบตัวละคร “ฉีอิน” สิ” เมื่อซูหยวนพูดแบบนั้น รุ่นน้องเติ้งก็มองมาทางเธอด้วยสายตาไม่พอใจ ทำเหมือนกับต้องการถามว่า “ยังอยากจะทดสอบฉันอีกหรอ” อย่างไรอย่างนั้น
แต่เมื่อนึกถึงความอบอุ่นหลังจากที่ถูกลูบหัวไปครั้งก่อน เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สุดท้ายก็พูดมันออกมาในอีกโทนเสียงหนึ่ง
“ขอต้อนรับอาจารย์เติ้งกลับมาสถาบันค่ะ ฉันมีคำถามมากมายที่เตรียมเอาไว้เพื่อที่จะสอบถามอาจารย์ ให้ความกรุณาด้วยนะคะ”
ตัวละครของเลี่ยงเลี่ยงนั้นเป็นพวกไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไรนัก เป็นคนขี้กลัว ขี้เกรงใจ ต่างจากตัวละครอย่าง “ฉีอิน” ที่เป็นตัวละครผู้จริงจังเคร่งขรึม อย่างไรก็ตาม...สำหรับฉีอินที่ต้องการความรู้แล้ว เธอเป็นเด็กที่สุภาพมากๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าคนเป็นอาจารย์ ฉีอินจะใช้คำพูดอย่างสุภาพเสมอ
ซูหยวนจงใจให้ตัวละครแบบนี้กับรุ่นน้องเติ้ง ให้เธอได้เรียนรู้บุคลิกของผู้คนในสังคมที่แตกต่างกันออกไป เดิมทีก็ยังคิดว่ารุ่นน้องเติ้งอาจจะมีปัญหาในการทำความเข้าใจบทบาทเหล่านี้ แต่ไม่ใช่เลย...
นี่ไม่ต่างอะไรกับการยืนยันว่ารุ่นน้องเติ้ง แท้จริงแล้วเป็นเด็กฉลาดขนาดไหน น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้มันก่อนหน้านี้
“นี่มัน...คืออะไร” อาจารย์เติ้งได้ยินว่าหลานสาวตัวแสบของเขาพูดจาดีๆกับคนอื่นก็เป็นด้วย รีบหันไปมองนักเรียนทุนอันทันที
บอกตามตรง เขารับนักเรียนเติ้งมา ไม่ใช่เพราะว่าเธอมีทักษะที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น ทว่า...ความลำเอียงต่อนักเรียนเติ้งก็มีอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะเธอเป็นคนสายเลือดเดียวกับเขา แต่เป็นเพราะเธอน่าเป็นห่วง เขากลัวว่าถ้าเธอไปเป็นเด็กนักเรียนของอาจารย์คนอื่น เธอก็จะถูกรังเกียจเอา
ไม่มีใครรองรับคำพูดของหลานสาวคนนี้ได้ ขนาดเขาที่ไม่ค่อยจะใส่ใจคำพูดไร้สาระของคนอื่นก็ยังนึกหงุดหงิดในบางครั้งเลย โชคดีที่เขาคุ้นเคยคำพูดพวกนี้มาตั้งแต่เธอยังเด็กแล้ว สุดท้ายก็ทำได้แค่ฟังผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปก็เท่านั้น
ไม่คิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่ง เขาจะได้ยินเธอพูดอย่างสุภาพเช่นนี้ได้
“นี่เป็นการบ้านที่รุ่นพี่อันสอนฉันค่ะ ระหว่างที่ฉันมีข้อสงสัยในการฝึกวิชาจนทำให้ไปต่อไม่ได้ และอาจารย์ก็ไม่ได้เข้ามาเปิดเผยข้อสงสัยเหล่านี้ รุ่นพี่อันอาสาที่จะสอนฉันด้วยตัวเอง และนี่ก็คืองานที่รุ่นพี่อันมอบให้ฉันไปศึกษา เธอบอกว่าจะรับผิดชอบเอง ถ้าอาจารย์เห็นว่านี่เป็นการฝึกฝนที่ไม่ได้เรื่อง ดังนั้นฉันไม่ใช่คนผิดนะคะ”
รุ่นน้องเติ้งรีบออกตัว เธอรู้สึกว่างานที่รุ่นพี่อันมอบให้เป็นงานไร้สาระจริงๆ แม้เธอจะทำความเข้าใจตัวละครที่รุ่นพี่มอบหมายเป็นการบ้าน แต่นั่นมันจะมีประโยชน์อะไรในการฝึกยิงธนูล่ะ
ลึกๆแล้ว เธอคิดว่าอาจารย์จะต้องตำหนิออกมาแน่นอน แม้เธอจะรู้สึกดีต่อรุ่นพี่อันอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้น...นี่ก็เป็นสิ่งที่รุ่นพี่อันจะต้องรับผิดชอบ
ทว่า..ในขณะที่รุ่นน้องเติ้งคิดว่าอาจารย์จะตำหนิรุ่นพี่ จู่ๆอาจารย์เติ้งกลับมองไปยังอันซูหยวนแล้วก็ปรบมือเสียงดังเปาะแปะ
“ไม่ว่าเธอจะสอนเด็กคนนี้ด้วยวิธีไหน แต่ฉันต้องขอบคุณเธอ....นักเรียนเติ้ง หลังจากนี้ให้ทำการบ้านที่นักเรียนอันมอบให้เสมือนว่ากำลังเรียนรู้จากฉัน เข้าใจไหม”
“ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วยคะ ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไร”
“รุ่นน้อง ถ้าเป็นฉีอินจะพูดยังไงเมื่ออาจารย์ออกคำสั่งหรือ?” อันซูหยวนส่ายหน้า
“เธอก็ต้องพูดว่า “ได้ค่ะอาจารย์ ฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถ” ส่วนถ้าเป็นเลี่ยงเลี่ยง เธอก็ต้องพูดว่า “ขะ ขอบคุณอาจารย์มากนะคะที่ใส่ใจ อาจารย์มอบหมายงานให้ฉันแบบนี้ ฉัน...ฉันจะพยายามให้เต็มที่ค่ะ จะไม่ทำให้อาจารย์เดือดร้อนแน่นอนค่ะ ขอให้อาจารย์ไว้ใจฉันได้เลยนะคะ” ใช่ไหมคะรุ่นพี่”
ไม่รู้ว่านักเรียนเติ้งประชดหรือเปล่า เธอรีบพูดบทละครของทั้งสองออกมาให้อันซูหยวนแทนคำตอบ ซึ่งซูหยวนก็หัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ดีมาก ในเมื่อเธอเข้าใจตัวละครของทั้งสองดีแล้ว เธอคิดว่าในสถานการณ์ที่อยู่ต่อหน้าอาจารย์ บทของฉีอินถูกต้องหรือเปล่า มีจุดบกพร่องที่ตรงไหน แล้วบทของเลี่ยงเลี่ยงล่ะเป็นอย่างไร” ซูหยวนเอ่ยถามอีกครั้ง
ทุกคนมองไปที่รุ่นน้องเติ้งเป็นสายตาเดียวกัน แม้แต่อาจารย์เติ้งก็ยังอยากรู้ว่าความคิดของหลานสาวคนนี้เป็นอย่างไร
“ในความคิดของฉัน ฉีอินเคารพอาจารย์มากเกินไปจนไม่คิดสิ่งใหม่ๆ ส่วนเลี่ยงเลี่ยงยิ่งแล้วใหญ่ เธอเอาแต่ขี้กลัวจนไม่หลุดไปจากคำสั่งของอาจารย์เลย”
“โอ้ แล้วในมุมมองของอาจารย์ รุ่นน้องเติ้งคิดว่าคนฟังชื่นชอบเด็กแบบไหนมากกว่า”
“ทำไมรุ่นพี่ต้องถามแบบนั้นด้วยคะ หรือกำลังจะบอกให้ฉันเรียนรู้วิธีการพูดจากฉีอิน?” รุ่นน้องเติ้งขมวดคิ้ว เธอเริ่มแสดงความไม่พอใจออกมา
“เพราะเธอไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก หลายสิ่งหลายอย่างจำเป็นต้องเรียนรู้ รุ่นน้องเติ้ง...เธอเป็นเด็กฉลาดมาก ฉันให้การบ้านนี้กับเธอ และเธอก็ทำมันได้อย่างดี สิ่งนี้น่าชื่นชมอย่างมาก แต่ถ้าเธออยากจะเข้ากับคนอื่นให้ได้ เธอจำเป็นต้องพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น”
“ฉันไม่ได้ปฏิเสธตัวตนของเธอ เธอเป็นคนมั่นใจในตัวเอง เธอทำอะไรก็สำเร็จและผ่านมันมาด้วยตัวเองได้ตลอดตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นวิธีการของเธออาจจะถูกต้องแล้วก็ได้ เพราะแม้แต่ฉันเอง...ก็มีบางอย่างที่เชื่อมั่นและไม่คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงนิสัยของตัวเองเช่นกัน”
“อย่างไรก็ตาม การบ้านที่ฉันให้เธอไปวิเคราะห์บทละครต่างๆมากมาย ก็แค่อยากจะเสนอมุมมองให้เธอเพิ่มเติมเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์แบบนี้ เธออยากจะเลือกเป็นตัวของตัวเอง หรืออยากจะใช้ทักษะของใครมาปรับให้เข้ากับตัวเองบ้าง”
“แม้แต่ฉัน ตอนที่อยู่ต่อหน้าของเธอนี้ ก็ไม่ใช่ฉันจริงๆหรอกนะ ฉันกำลังรับบทเป็นรุ่นพี่ที่ดี จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้พวกเราเข้ากันได้ และไม่ทำให้อาจารย์เติ้ง หรือคนอื่นๆในกองทัพต้องลำบากใจ เพราะอีกไม่นานพวกเราก็ต้องออกทำภารกิจร่วมกันแล้ว ถ้าแค่กลุ่มของพวกเราก็ยังเข้ากันไม่ได้ อย่าหวังเลยว่าจะสามารถทำงานเป็นกลุ่มกับคนอื่นได้ดี”
“ตอนเด็กเธออาจจะทำงานคนเดียวก็ได้ แต่พอโตขึ้น...ข้างหน้ายังมีงานที่เธอต้องทำร่วมกันเป็นกลุ่มอยู่” ซูหยวนพูดจบก็คลี่ยิ้มบางๆ แม้แต่ตัวเธอก็ยังต้องแสดงละครหลายต่อหลายครั้งเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
นิสัยของเรา เราก็เก็บเอาไว้เพื่อให้ไม่ลืมว่าตัวเราเป็นอย่างไร แต่บางครั้ง...ทักษะในการปรับตัวก็จำเป็นเช่นกัน แน่นอนว่าเธอไม่ได้บังคับให้รุ่นน้องเติ้งต้องทำตามคำแนะนำของเธอ สุดท้ายแล้วคนที่จะเดือดร้อนก็คือรุ่นน้องเองไม่ใช่เธอเสียหน่อย วันข้างหน้า...แค่เลือกเดินออกห่างจากรุ่นน้องเติ้งก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
โดยที่ไม่รู้ตัว คำพูดของซูหยวนกระแทกเข้าไปในความรู้สึกของเด็กสาวตระกูลเติ้งอย่างจัง เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีคนพูดว่า “เพราะเธอไม่ได้อยู่คนเดียว” นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนพูดกับเธอแบบนี้ ที่ผ่านมา...แม้แต่พวกญาติๆที่รับเลี้ยงเธอ พวกเขาก็จะพูดว่าเธอเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง เป็นเด็กที่ต้องอยู่และตายไปลำพัง ไม่มีใครอยากจะเสียเวลาคบหาด้วย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอพยายามมาคนเดียวตลอด ดังนั้นคำพูดของคนอื่นจึงไม่จำเป็นเลย ทว่า...ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียวหรือ? หลังจากนี้ก็จะไม่ต้องอยู่คนเดียวงั้นหรอ? เรื่องดีๆแบบนั้น...มันจะเกิดขึ้นกับเด็กกำพร้าแบบเธอได้ด้วยหรอ?
เด็กสาวมองไปรอบๆห้อง เห็นอาจารย์เติ้งที่กำลังมองเธอด้วยความหวัง รุ่นพี่หวังที่กำลังใช้สายตาพิจารณาเธอ ราวกับกำลังรอดูว่าเธอจะปฏิบัติตัวอย่างไร เห็นสหายอี้ที่กำลังหรี่ตาลงราวกับต้องการจะจับผิด และคนสุดท้าย...รุ่นพี่อัน หญิงสาวที่ลูบหัวของเธออย่างอบอุ่น และเสียสละเวลาของตัวเองเพื่อมอบทางเลือกให้เธอ
“ฉันจะรู้ได้ยังไงว่า....เอ่อ ถ้าอย่างนั้น ตอนทำภารกิจ ฉันก็สามารถทำภารกิจร่วมกับทุกคนได้หรอ” ตอนแรก รุ่นน้องเติ้งจะใช้คำพูดแบบที่เคยชิน เธออยากถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าคนอื่นจะทำภารกิจกับเธอ แล้วจะไม่ทอดทิ้งเธอเอาไว้ข้างหลัง แต่เมื่อคิดทบทวนคำพูดของรุ่นพี่อัน เธอก็ลองใช้คำพูดที่เป็นกลางมากขึ้น
เปลี่ยนจากคำพูดตรงไปตรงมาเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้คนอื่นได้ตอบกลับมาบ้าง...
“หืม? ทำไมนักเรียนเติ้งถึงถามแบบนั้น ภารกิจที่กองทัพให้ทำ เป็นภารกิจที่ต้องทำร่วมกันทั้งหมดกับกองทัพอยู่แล้ว” อาจารย์เติ้งเหมือนเริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เขารีบสนับสนุนคำของนักเรียนอันทันที
“รุ่นพี่....” นักเรียนเติ้งไม่ฟังคำของอาจารย์เติ้ง เธอกลับมองไปยังซูหยวนอย่างตั้งใจ
“แน่นอนว่าต้องเป็นแบบนั้น พวกเราอยู่ฝ่ายพลธนูเหมือนกัน ยังไงก็ต้องทำภารกิจด้วยกัน”
“ถ้าอย่างนั้น...ฉันก็อยากจะทำภารกิจร่วมกับรุ่นพี่ด้วย”
“อืม รู้แล้ว ไม่ใช่แค่ฉัน แต่เธอต้องทำภารกิจร่วมกับกองทัพด้วย” ซูหยวนตีหัวของเด็กสาวที่จู่ๆก็มีประกายตาวิบวับ ตื่นเต้นกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
เมื่อเด็กสาวสกุลเติ้งถูกหยอกล้อแบบนั้น เธอก็รีบจับหน้าผากของตนเองทันที เธอเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการแสดงว่าเธอทั้งสองคนสนิทสนมกันมากขึ้นแล้วต่างหาก
อาจารย์เติ้งเห็นทั้งสองคนสนิทกันก็รู้สึกเบาใจลงไม่น้อย วันนี้เขากลับมาก็เพื่อพูดเกี่ยวกับภารกิจที่กำลังจะมาถึง นี่เป็นภารกิจ “บุกเบิก” ครั้งแรกของพวกเขา และเป็นภารกิจที่อันตรายยิ่งกว่าภารกิจครั้งก่อนๆหลายเท่า
ที่บอกว่าอันตราย เป็นเพราะมันคือการไปทำภารกิจในเขตที่ไม่ค่อยมีข้อมูลมากนัก ถึงแม้ว่าหน่วยตรวจสอบจะพยายามรวบรวมข้อมูลมาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นข้อมูลทั้งหมด จนกว่าพวกเขาจะสามารถรุกคืบไปข้างหน้าได้
ตำแหน่งที่พวกเขาต้องการจะยึดครองเป็นตำแหน่งถิ่นเดิมของ “จระเข้หนาม” ซึ่งพวกมันเป็นสัตว์ดุร้ายอันตรายมาก พวกเขาสามารถยึดครองพื้นที่รอบๆได้ แต่พื้นที่ของจระเข้หนามและพื้นที่ด้านหลังยังไม่สามารถเข้าใกล้ได้เลย ถึงอย่างนั้น...บริเวณนี้ก็เป็นบริเวณที่มีค่าพลังงานสูงมาก ทั้งยังเป็นแหล่งน้ำแห่งเดียวของเขต K ด้วย
เพื่อให้หลังจากนี้ การล่าของพวกเขาสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องเดินทางจากเขต J เพื่อเอาน้ำไปเก็บไว้ที่เขต K ในการกลั่นหรือทำสิ่งต่างๆ การยึดครองแหล่งน้ำนี้จึงจำเป็นที่สุด อีกประการหนึ่ง...การใช้แหล่งน้ำนี้เพื่อเป็นสะพานไปยังพื้นที่เขต K ด้านหลังก็สำคัญมาก พวกเขาไม่สามารถเดินทางข้ามหน้าผาหนึ่งไปยังอีกหน้าผาหนึ่งได้ สุดท้ายจึงต้องใช้เส้นทางน้ำแทนถ้าต้องการสำรวจพื้นที่เขต K อีกครึ่งที่เหลือ
“ภารกิจต่อไปเป็นภารกิจอันตรายมาก จุดที่พวกเราจะประจำการนั้นเป็นจุดอันตรายเช่นเดียวกัน พวกเราจะต้องแบ่งทีมพลธนูออกเป็น 2 ทีม หนึ่งก็คือทีมโจมตีระยะไกล โดยทีมนี้จะให้ปักหลักในตำแหน่งเดิมเพื่อสนับสนุนทหารที่ถอยร่นมาในตำแหน่งปลอดภัย ในขณะที่อีกทีมก็คือทีมสนับสนุนการบุกโจมตี ทีมนี้จะเลือกคนที่สามารถโจมตีระยะใกล้ได้ แล้วก็ต้องเคลื่อนไหวได้เร็วด้วย”
“ฉันถูกเลือกให้อยู่ทีมหนึ่ง อยู่ทีมโจมตีระยะไกล ซึ่งนักเรียนเติ้งจะได้อยู่กับฉัน ทว่า...นักเรียนหวัง นักเรียนอัน และนักเรียนอี้ ทั้งสามคนจะต้องไปอยู่ในทีมสนับสนุนการบุกโจมตี ฉันพยายามจะเจรจาต่อรองให้ทั้งสามคนแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้แค่ดึงนักเรียนอี้กลับมาเท่านั้น”
อาจารย์เติ้งพูดด้วยท่าทางรู้สึกผิด การที่ส่งเด็กทั้งสองออกไปแนวหน้า นี่ไม่ต่างอะไรกับการส่งไปเสี่ยงตายเลย
สถานการณ์แบบนี้ช่างเป็นสถานการณ์ที่คุ้นเคยเหลือเกิน เพราะก่อนหน้านี้...เขาก็เคยมีประสบการณ์ส่งนักเรียนลงสนามรบ ทั้งๆที่รู้ว่าเขาจะต้องไปตาย แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยมือ
“ถ้าผมเหมาะที่จะต้องต่อสู้แนวหน้า แบบนั้นก็ให้ผมไปกับพวกรุ่นพี่เถอะครับ” นักเรียนอี้ไม่เกรงกลัว เขารู้ว่าอาจารย์กำลังลำบากใจ ดังนั้นจึงรีบพูดขึ้นทันที
“ไม่! แค่สองคน”
“...................” รุ่นน้องอี้ชะงักไป อาจารย์เติ้งแสดงออกจริงจังแบบนี้ ต่อให้เขาพูดก็คงจะไม่ได้รับความเห็นชอบใดๆ
“อาจารย์ แต่รุ่นพี่อัน....” เด็กสาวที่เพิ่งได้ยินว่ารุ่นพี่อันจะไปทำภารกิจร่วมกับตัวเอง จู่ๆก็เหมือนถูกหักหลัง เธอมองหน้าคนเป็นลุงด้วยความไม่พอใจ
“เธออยู่กับฉัน คอยสนับสนุนนักเรียนอันและนักเรียนหวังได้ มันไม่ได้อันตรายขนาดนั้น ขอเพียงทั้งสองคนกลับมายังเขตปลอดภัยได้ทันเวลา และไม่โจมตีอย่างประมาท...”
อาจารย์เติ้งหยุดทุกคนเอาไว้ เขาเองก็จะพยายามอย่างเต็มที่เหมือนกัน และนี่ก็เป็นคำสั่งของกองทัพด้วย ต่อให้อยากจะปฏิเสธก็ทำไม่ได้ ถึงได้มีคนเคยพูดเอาไว้...การเป็นศิษย์ของเขาไม่ได้มีแค่ด้านดีๆ แต่ด้านเสี่ยงตายก็มีเช่นกัน
………………………………………