ชายชราใช้มือวางทาบไปบนศีรษะของศิษย์น้อย “วางใจได้ พวกเจ้าสองคนก็เปรียบเสมือนบุตรชายของข้า ไม่มีทางที่ข้าจะยอมให้บุตรชายของตัวเองต้องกลายเป็นคนพิการอย่างแน่นอน” กล่าวจบชายชราจ้องมองไปยังฉางกงสลับกับซากศพของหมียักษ์ ก่อนจะกล่าวต่อ “เป็นอย่างไร เจ็บหรือไม่ละ ฉางกงนะ ฉางกง ไม่ใช่ว่าข้าได้พร่ำสอนหรือว่า ถ้าสู้ไม่ได้ก็ให้หนีไป”
ฉางกงกัดฟันข่มความเจ็บปวดพร้อมกล่าวตอบแก่ชายชราผู้เป็นอาจารย์“ข้าไม่ได้อยากจะสู้ แต่มันเป็นฝ่ายทำร้ายศิษย์พี่ก่อน ความตายจึงเป็นโทษทัณฑ์ที่เหมาะสมแล้ว”
ชายชราส่ายหน้าให้กับความดื้อรั้นและถามออก “เก่งมาก ถ้าเช่นนั้นเจ้ายังต้องการให้อาจารย์ช่วยอีกหรือไม่”
ฉางกงส่ายศีรษะไปมา “ข้าไม่อยากใช้แขนสัตว์มาต่อเป็นแขนตัวเองแบบท่าน”
ได้ยินเช่นนั้นชายชราเค้นเสียงขึ้นลำคอ “หึ…สภาพเช่นนี้ยังปากเก่งอยู่ได้ ก็คงไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมายนักหรอก” พร้อมกันนั้นชายชราใช้สันมือฟาดไปยังหลังคอของฉางกง พริบตาเดียวเด็กหนุ่มล้มลงและสลบอยู่ภายใต้อ้อมแขนของชายชรา“หวินเอ๋อ ไปเก็บแขนข้างที่ขาดของศิษย์น้องเจ้ามา พวกเราจะหาที่พักและข้าจะทำการต่อแขนให้เจ้าเด็กดื้อนั้น”
“ขอรับท่านอาจารย์” อี้หวินรีบตอบรับพร้อมกับใช้สองมือปาดน้ำตา จากนั้นมันวิ่งไปเก็บแขนซ้ายของศิษย์น้องเอาไว้ มันกอดแน่นราวกับว่านี้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของชีวิต ก่อนจะรีบวิ่งตามหลังชายชราไป
สิบวันต่อมา ณ โรงเตี๊ยมเล็กๆในทวีปตะวันตก
ตลอดเวลาสิบวันมานี้ ฉางกงมิได้สติฟื้นคืนมาแม้แต่น้อย เนื่องจากมันถูกอาจารย์ใช้โอสถนิทราสะกดข่มไว้ให้หลับลึก เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทรมานจากบาดแผล ในทุกๆวันเป็นอี้หวินที่คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำแก่ศิษย์น้องของมันและในคืนที่11 ฉางกงก็ได้ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมา
สิ่งแรกที่มันพบเห็นคือใบหน้าของศิษย์พี่และแผ่นหลังของอาจารย์ จากนั้นมันกวาดสายตามองไปยังรอบๆตัว พบว่าตัวเองได้นอนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ พร้อมกันนั้นสัมผัสแรกที่มันรู้สึกได้ก็คือการคงอยู่ของแขนซ้าย ที่น่าจะขาดไปแล้ว
“ท่านอาจารย์น้องเล็ก ฟื้นแล้ว ฟื้นแล้วจริงๆ” อี้หวินตะโกนเสียดัง หมายให้ชายชราที่นั่งหันหลังอยู่ได้ยิน
“เอาละ เมื่อเจ้าตัวแสบฟื้นแล้ว อาจารย์คงจะนอนได้แล้วใช่หรือไม่ หวังว่าเจ้าจะไม่ร้องตะโกน รบกวนอาจารย์ทุกๆสองชั่วยามอีกนะ” ชายชรากล่าวออกพร้อมกับเอนกายลงนอนบนเปลผ้า
อี้หวินส่ายหน้า “ไม่กวนแล้ว ข้าไม่กวนท่านอีกแล้ว” จากนั้นเด็กหนุ่มหันมองไปที่ศิษย์น้อง ก่อนจะถามออกด้วยความห่วงใย “น้องเล็ก เป็นอย่างไรบ้าง เจ้ายังเจ็บแขนซ้ายอยู่อีกหรือไม่”
ได้ยินเช่นนั้นฉางกงยกมือซ้ายขึ้นมา จากนั้นมันกำและคลาย ขยับขึ้นลงช้าสลับเร็ว มันเป็นปกติราวกับว่าแขนซ้ายข้างนี้มิเคยได้รับบาดเจ็บหนักมาก่อนเลย ที่ยังเจ็บอยู่มีแต่ร่างกายที่ระบมไปกับการต่อสู้มากกว่าแขนซ้ายที่ขาดออกเสียอีก“ข้าไม่เป็นไรแล้ว ศิษย์พี่ไม่ต้องเป็นกังวล ท่านอย่าลืมสิ อาจารย์ของพวกเรา แม้แต่คนตายท่านยังสามารถนำกลับมาจากปรโลกได้เลย นับประสาอะไรกับแขนข้างเดียวของข้า”
“ดีแล้ว ดีจริงๆ ถ้าไม่สามารถรักษาแขนซ้ายของเจ้าได้ ศิษย์พี่คงได้แต่โทษในความอ่อนแอของตัวเองไปตลอดชีวิตเป็นแน่ น้องเล็กจากนี้ไปเจ้าต้องรับปากข้า ห้ามทำอะไรที่เป็นการเสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีก ตัวข้านั้นเป็นเพียงคนธรรมดา ตายไปก็เหมือนธุลีเม็ดหนึ่งเท่านั้น ไม่คุ้มกับเจ้าที่เป็นดั่งมังกรที่รอวันเติบโต”
ฉางกงส่ายหน้าไปมา “ถ้าศิษย์พี่เป็นคนธรรมดา โลกเราก็คงไม่มีอัจฉริยะอีกแล้วละ วางใจเถอะ จากนี้ไปข้าจะฟังคำสอนของอาจารย์และศิษย์พี่ ไม่ดื้อไม่ซนอย่างแน่นอน”
อี้หวินพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ จากนั้นมันยื่นนิ้วก้อยออกมา “เจ้าต้องสัญญา”
เห็นเช่นนั้นฉางกงยกยิ้มตอบกลับ “ถ้าท่านสัญญาว่าจะไม่โกหกข้าอีก เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน” กล่าวจบเด็กหนุ่มยื่นมือออกไปเกี่ยวก้อยกับอีกฝ่าย
ในขณะที่ทั้งสองยกยิ้มด้วยความสุข เสียงตวาดของชายชราดังขึ้น “พวกเจ้าจะไม่หลับไม่นอนกันหรืออย่างไร พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันแต่เช้า”
คำพูดของชายชรา ทำให้อี้หวินรู้สึกตกใจและเกรงกลัว มันรีบเด้งตัวออกมา พร้อมกับถอยหลังลงบนเตียงไม้และยกผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ
ฉางกงบุ้ยปากเล็กน้อยก่อนจะพึมพำออกมา “ข้าคิดถึงพี่จินฉานและพี่อิง ถ้าพวกเขายังอยู่คงไม่ยอมให้อาจารย์มาตะคอกพวกเราแบบนี้”
........
เช้าวันรุ่งขึ้น
ทั้งสามคนเก็บข้าวของ สัมภาระส่วนใหญ่ อี้หวินจะเป็นคนแบกไว้ทั้งหมด มันอาสาเป็นคนถือแทนอาจารย์เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ศิษย์พึงมี และมันยังถือของทั้งหมดแทนฉางกง เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายพึ่งผ่านพ้นอาการบาดเจ็บร้ายแรงมาได้ไม่นาน
ทิศตะวันตกของการเดินทาง ทั้งสามคนมาถึงตำแหน่งที่หมาย เบื้องหน้าปรากฏเมืองขนาดเล็ก ประตูเมืองถูกสร้างขึ้นจากยอดหินผาที่ขึ้นตามสองข้างทาง ยอดหินโค้งงอเข้าหากันคล้ายลักษณ์ของอุโมงค์ยาว
“อาจารย์ ที่นี่คือที่ไหน” ฉางกงเอ่ยถาม
“ที่นี่คือ เมืองภูผาซ่อนตะวัน มันอยู่ชายแดนของทวีปตะวันตก แม้จะเป็นชายแดนที่ติดกับทวีปอื่นๆ แต่ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นเขตปลอดสงคราม” ชายชรากล่าวตอบ
ได้ยินเช่นนั้นฉางกงกวาดสายตามองรอบๆอีกครั้ง “แน่ละ ทั้งทรัพยากรและภูมิประเทศห่วยแตกเช่นนี้ คงจะไม่มีใครบ้าพอที่จะยอมเสียกำลังทหารเพื่อช่วงชิงเมืองเล็กๆแบบนี้เป็นแน่”
ชายชราผู้เป็นอาจารย์ของทั้งสองกล่าวตอบ “คิดเช่นนั้นก็ไม่ถูก แม้ที่นี่จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่มันก็เป็นที่รู้กันดีว่าปลอดภัย ดังนั้นตัวตนระดับสูงที่ต้องการความสงบ จึงดั้นด้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่สำหรับเมืองภูผาซ่อนตะวันแล้ว ถ้าเจ้าเกิดเดินไปตามท้องถนนแล้วพบเข้ากับตัวตนระดับผู้วิเศษ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกเลย”
“ตะ...ตัวตนระดับผู้วิเศษ!!!” อี้หวินร้องตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงตกใจ มันเองก็เป็นเหมือนเช่นเด็กน้อยทั่วไป ที่มีความฝันจะเติบโตขึ้นมาและกลายเป็นผู้วิเศษให้ได้
“พี่อี้หวิน ท่านจะตกใจอะไรกับอีแค่ตัวตนระดับผู้วิเศษ ข้าสามารถทำนายอนาคตได้เลย คนอย่างท่านนะ อย่างแย่ที่สุดก็เป็นเซียนสวรรค์ แต่ถ้าหนทางราบรื่นละก็ไปถึงระดับจักรพรรดิแน่นอน” ฉางกงกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม
“เจ้านั้นแหละที่จะกลายเป็นจักรพรรดิ” อี้หวินกล่าวสวนคำพูดของศิษย์น้อง
“ท่านนั้นแหละเป็น” “เจ้านั้นแหละเป็น” “ท่านนั้นแหละเป็น” “เจ้านั้นแหละเป็น”เด็กหนุ่มทั้งสองถกเถียงกันด้วยรอยยิ้มสนุกสนานและท่าทีขี้เล่น ทั้งคู่วิ่งไล่จับกันโดยมีร่างของชายชราเป็นศูนย์กลางอย่างสนุกสนาน แต่ทว่าด้วยคำพูดที่เป็นเพียงคำล้อเล่นของเด็กสองคน ได้ดังออกไปให้ผู้คนที่เดินอยู่รอบๆได้ยิน และผู้ที่ได้ยินได้ฟังไม่สามารถกักเก็บอาการขบขันไว้กับตัวเองได้เลย ฮาฮ่าฮ่าฮาฮ่าๆๆๆ
“นี้เจ้าได้ยินหรือไม่ เจ้าเด็กสองคนนั้นบอกว่าจะกลายเป็นจักรพรรดิด้วยแหละ” ชายผู้หนึ่งกล่าวออกมาพร้อมเสียงหัวเราะดังลั่น
“ก็แค่คำพูดล้อเล่นของเด็ก ไม่เห็นจะต้องสนใจอะไรเลย มาๆดื่มกันต่อเถอะ” ชายอีกคนหนึ่งยกไหสุราขึ้นดื่ม มันไม่สนใจในคำพูดไร้สาระของเด็ก
แต่ด้วยฤทธิ์ของสุราที่เข้าคอทำให้พวกมันเกิดบทสนทนาชวนหาเรื่องขึ้น ชายฉกรรจ์อีกได้กล่าวเสริม “จริงด้วยอย่าไปสนใจเลย ดูตัวของพวกมันสิ เจ้าเด็กที่ตัวสูงนั้น ผอมลีบเหมือนพวกยาจก แค่อาหารไม่รู้ว่าจะมีกินครบทุกมื้อหรือเปล่าเลย”
“ส่วนชายชราที่มากับมัน ดูๆไปแล้วคงจะไม่ใช่พ่อแม่ ให้ข้าเดา เจ้าเด็กสองคนนี้ คงเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ไม่เคยเห็นหน้าพ่อหน้าแม่ตัวเองอย่างแน่นอน อาฮ่าฮ่าๆๆ”
“น่าสงสารจะตายไป พ่อของมันอาจจะตกตายในสงคราม แม่อาจจะเป็นหญิงงามเมืองแถวๆนี้ก็ได้ หรืออาจจะเป็นหญิงงามเมืองที่เคยบริการให้แก่พวกเรา”
บทสนทนาของชายสามคนที่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่ข้างทาง ดังเข้ากระทบสองหูของอี้หวิน มันทำให้เด็กหนุ่มเงียบเสียงลงทันที!!!!