ตอนที่ 23 ขนมก้งถัง
มู่จิ่นเหยียนเองก็รู้ดีว่าขนมชนิดนี้ หากตนกินเข้าไปแล้วไม่พ้นต้องนอนซมหลายวันแน่ๆ เพราะว่ามันทำมาจากถั่วลิสง ซึ่งเป็อาหารที่เขาแพ้อย่างหนัก
เพียงแต่สายตาของผู้เป็ย่าที่มองดูเขานั้น ทำให้เขาปฏิเสธไม่ลงจริงๆ
“ซานเอ๋อร์ เ้าลองชิมดู หลานสะใภ้ เ้าก็ด้วยขนมนี้อร่อยทีเดียวเลย”
“เ้าค่ะ”
จินอวิ๋นเซียนรับขนมนั้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนอีกชิ้นหนึ่งนั้นมู่จิ่นเหยียนยังลังเลอยู่ สายตาทุกคนต่างเป็ห่วงว่าหากมู่จิ่นเหยียนกินเข้าไปคงต้องตามหมอรีบมาดูอาการ
แต่หากไม่กินท่านย่าจะเสียใจร้องไห้ฟูมฟายเพียงใด นางผ่านเื่เสียใจมามากมายแล้ว หากมีสิ่งใดที่มู่จิ่นเหยียนสามารถทำให้นางสบายใจได้ ส่วนใหญ่เขาก็ไม่ขัด เพียงแต่ครั้งนี้เขาอาจจะต้องอยู่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็และความตาย
แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจรับขนมชิ้นนั้นมาถือเอาไว้ในมืออยู่ดี มู่ชิงซานที่เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงรีบกระซิบกับหานผู่และปี่หวงให้รีบไปตามท่านหมอประจำตัวของมู่จิ่นเหยียนมาโดยเร็ว
“ซานเอ๋อร์ รีบกินเร็วเข้า ย่าเก็บขนมมงคลเอาไว้สำหรับเ้าโดยเฉพาะ”
“ท่านแม่เ้าคะ ข้าว่าซานเอ๋อร์เพิ่งจะกินข้าวอิ่มไป กินขนมต่อเลยเดี๋ยวจะปวดท้องนะเ้าคะ”
มู่ฮูหยินเห็นเป็เช่นนั้นก็อดเป็ห่วงลูกของนางไม่ได้ มู่จิ่นเหยียนมิใช่มู่ชิงซานที่ฮูหยินผู้เฒ่าเข้าใจผิด หากกินขนมก้งถังเข้าไป อาการแพ้อาหารคงต้องกำเริบอย่างหนักเป็แน่ๆ
ปกติกินเข้าไปเพียงนิดเดียว อาการก็หนักหนาอยู่ไม่น้อย แล้วนี่ขนมก้งถัง (ขนมตุ๊บตั๊บ) ที่ทำมาจากถั่วลิสงกับน้ำตาลล้วนๆ จะไม่ให้นางผู้เป็แม่กังวลได้อย่างไร
“ไม่เป็อะไรหรอก ขนมชิ้นเล็กเพียงนั้นไม่ทำให้ซานเอ๋อร์ข้าปวดท้องหรอก จริงหรือไม่”
ประโยคหลังฮูหยินผู้เฒ่าหันไปพูดกับมู่จิ่นเหยียนราวกับขอความคิดเห็น เ้าตัวจึงทำได้เพียงยิ้มตอบผู้เป็ย่าเท่านั้น ก่อนจะส่งสายตาเป็อันรู้กันกับพี่ชายของตน ว่าหลังจากนี้คงต้องขอให้พวกเขาช่วยแล้ว
จินอวิ๋นเซียนที่อยู่ด้านข้างก็ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวเช่นไร นางไม่รู้ว่าความรู้สึกของหญิงชราถูกกระทบกระทั่งได้มากน้อยแค่ไหน หากนางปฏิเสธและเอ่ยความจริงที่สกุลมู่ปล่อยผ่านเพื่อปกป้องมู่จิ่นเหยียน แล้วสกุลมู่จะเป็เช่นไร
แต่หากปล่อยให้มู่จิ่นเหยียนฝืนกลืนขนมชิ้นนั้นลงกระเพาะ อาการแพ้อาหารจะหนักหนาเพียงใด แต่ดูจากสายตาของทุกคนที่นี่แล้ว บอกเป็นัยว่าอาการแพ้อาหารของมู่จิ่นเหยียนไม่ธรรมดาเสียแล้ว
“ขอรับท่านย่า ขนมของท่านย่าข้าเพียงแต่อยากเก็บไว้ให้นานๆ ยังไม่อยากกินขอรับ”
“โถ่ เด็กโง่ หากเ้าอยากกินอีก ย่าจะให้คนรีบไปซื้อมาให้เดี๋ยวนี้”
“อา…ไม่ต้องขอรับ ข้ากินชิ้นนี้ชิ้นเดียวก็พอแล้ว”
มู่จิ่นเหยียนอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาด ทำไมถึงคิดบอกท่านย่าของตัวว่าจะเก็บไว้กินทีหลังราวกับชอบขนมนั้นมาก ย่าของตนก็เป็ไปด้วยจะซื้อมาให้กินอีกเยอะ แค่เพียงชิ้นเดียวหากตนกินเข้าไปก็คงไปเฝ้าเง็กเซียนได้เลย
มู่จิ่นเหยียนส่งขนมชิ้นน้อยในมือเข้าปาก ตนเห็นแววตาแห่งความยินดีและดีใจของผู้เป็ย่า ก็รู้สึกจุกอกจนพูดไม่ออก นางคงอยากจะให้หลานของตนได้กินขนมมงคลของนางจริงๆ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าขนมชิ้นนั้นกินเข้าไปแล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับร่างกายของตนบ้าง จินอวิ๋นเซียนที่เห็นมู่จิ่นเหยียนกินขนมเข้าไปแล้ว ตนก็ส่งขนมเข้าไปในปากของตนตาม นางบอกไม่ถูกเช่นกัน หากกินขนมชิ้นนี้ยามปกติคงจะอร่อยจนยากจะลืมเลือน
แต่ยามนี้นางไม่ได้รสชาติใดจากตัวขนมเลย จิตใจจดจ่ออยู่กับร่างกายของมู่จิ่นเหยียน
“เอาล่ะ ท่านแม่ข้าว่านี่ก็บ่ายมากแล้ว ข้าพาท่านไปเอนหลังดีกว่า”
“ดีๆ ย่าขอให้พวกเ้าอายุมั่นขวัญยืน ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองนะ”
“ขอรับ/เ้าค่ะ”
มู่ฮูหยินรีบพาฮูหยินผู้เฒ่ากลับห้องไปพักผ่อนทันที โดยก่อนที่นางจะจากไปยังอวยพรให้ทั้งสองคนอีกด้วย ส่วนเื่ของมู่จิ่นเหยียนนั้นเกรงว่าจะต้องพึ่งพามู่ชิงซานผู้เป็พี่ชายเสียแล้ว
มู่จิ่นเหยียนก็ไม่เข้าใจ์เช่นกัน ร่างกายของเขาถึงจะเป็ผู้หญิงแต่ก็ถือว่าแข็งแกร่งกว่าสตรีนางอื่น เหตุใดต้องให้เขามีอาการแพ้ถั่วลิสงด้วยก็หารู้ได้
หลังจากที่เขากินขนมชิ้นนั้นเข้าไปแล้ว เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ ร่างกายของเขาก็เริ่มมีปฏิกิริยารุนแรง ลมหายใจของเขาเริ่มตื้นขึ้น ผิวหน้าของเขาเริ่มซีดลง
“เร็วเข้าพวกเ้ารีบพาคุณชายสามไปที่เรือน”
จินอวิ๋นเซียนเห็นอาการเช่นนั้นก็รีบพยุงมู่จิ่นเหยียนกลับไปเรือนพักของตนทันที ดีที่มู่ชิงซานเร่งให้หานผู่ไปตามหมอมารออยู่แล้ว
ทันทีที่มู่จิ่นเหยียนถึงมือของท่านหมอ ก็ไม่รอช้าลงมือรักษาก่อนที่อาการจะหนักไปมากกว่าเดิม
“จิ่นเหยียน แพ้ถั่วลิสงรุนแรงเพียงนี้เชียวหรือเ้าคะ”
จินอวิ๋นเซียนเอ่ยถามอวี้ฮูหยินที่ยืนรอดูท่านหมอรักษาอาการของมู่จิ่นเหยียนอยู่ด้านข้าง
“คราวนี้ดีที่ท่านแม่ทัพให้คนไปตามท่านหมอมาเร็ว ก็ยังไม่ถึงกับหนักหนาสาหัสนักเ้าค่ะ”
“หมายความว่าเคยเกิดอาการหนักกว่านี้”
“ข้าก็ฟังจากท่านแม่ทัพเล่ามาอีกที เมื่อตอนยังเด็กคุณชายสามออกไปเล่นด้านนอก แล้วเผลอกินขนมที่เด็กแถวนั้นแบ่งให้ โดยไม่รู้ว่าด้านในมีถั่ว
กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็แทบจะคลานกลับจวนสกุลมู่เลยทีเดียวเ้าค่ะ หลังจากนั้นในจวนก็ห้ามมีถั่วลิสงเด็ดขาด แม้กระทั่งขนมก้งถัง ท่านแม่ทัพชอบยิ่งกว่าสิ่งใด ก็ต้องตัดใจเพราะกลัวว่าคุณชายสามจะเผลอกินเข้าไป”
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ ต่อไปจะระวัง”
จินอวิ๋นเซียนเข้าใจแล้วว่าเหตุใดวันนั้นที่งานเลี้ยงในวัง ท่านแม่ทัพถึงให้นางกำนัลเอาขนมมาเปลี่ยนออกไป เพราะว่าเื่แพ้อาหาร คนของวังหลวงไม่มีผู้ใดทราบเลยด้วยซ้ำ ต่อไปจินอวิ๋นเซียนต้องระวังเื่นี้ให้มากเสียแล้ว
เพราะว่าจากท่าทางที่ทรมานของมู่จิ่นเหยียนเมื่อสักครู่ ก็ดูแล้วให้ปวดใจยิ่ง
ระหว่างที่สองสะใภ้สกุลมู่กำลังพูดคุยอยู่ใน ในห้องก็ได้ยินเสียงโอ้กอ้ากดังออกมาคล้ายคนอาเจียน
จินอวิ๋นเซียนที่เป็ห่วงอยู่แล้วเป็ทุนเดิม ก็ผลักประตูเข้าห้องไปดูอาการของสามีตนเองทันที
“เหตุใดจึงเป็เช่นนี้เ้าคะ ให้ข้าตามหมอหลวงในวังมาดีหรือไม่”
“ทูลองค์หญิง เป็อาการแพ้อาหารทั่วไปพ่ะย่ะค่ะ ราชบุตรเขยกินยาเข้าไปแล้วอีกสักพักอาการก็จะทุเลาลง”
“อย่างนั้นหรือ แล้วต้องกินยาอีกนานเท่าไร”
“อย่างน้อย 3วันพ่ะย่ะค่ะ แล้วอาการทุกอย่างก็จะกลับมาเป็ปกติ ขอองค์หญิงโปรดวางพระทัย”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว”
อาการอาเจียนเป็อาการข้างเคียงของอาการแพ้อาหาร ตอนนี้มู่จิ่นเหยียนกินยาแล้วท่านหมอจึงปล่อยให้พักผ่อน ก่อนจะจัดเทียบยาและขอตัวกลับ
จินอวิ๋นเซียนคอยอยู่ดูแลมู่จิ่นเหยียนไม่ห่าง เพราะว่านี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นคนตรงหน้าในสภาพอ่อนแอเช่นนี้
การปรนนิบัติดูแลร่างกายมู่จิ่นเหยียน ถึงแม้จินอวิ๋นเซียนกระทำเป็ครั้งแรก ก็ออกจะเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง ยังดีที่ชุนกงกงและปี่หวงคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด
“เหตุใดไม่ให้ข้าถอดเสื้อจิ่นเหยียน”
“ทูลองค์หญิง คุณชายสามมิชอบให้ผู้อื่นแตะต้องตัวเพคะ เกรงว่าหากตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่ามีคนเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้จะโมโหเอาได้”
“ผู้อื่นอย่างนั้นหรือ เ้ากำลังจะบอกว่าองค์หญิงเป็ผู้อื่นอย่างนั้นนะหรือปี่หวง”
ชุนกงกงที่ยืนอยู่ด้านข้างรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงตวาดออกมา
“เอะอะเสียงดังอะไรกันหรือ”
“มู่ฮูหยิน/ท่านแม่”
มู่ฮูหยินที่ได้ยินเสียงดังออกไปถึงนอกห้องก็รีบเดินเข้ามาดูด้านในทันที ชุนกงกงที่ไม่พอใจอยู่แล้วจึงได้ฟ้องมู่ฮูหยินทันที
“ปี่หวงบอกกับข้าว่า ราชบุตรเขยมิชอบให้ผู้อื่นแตะเนื้อต้องตัว แม้กระทั่งองค์หญิง จริงหรือขอรับมู่ฮูหยิน”
“ต้องขอประทานอภัยองค์หญิงด้วยเพคะ แต่เป็เช่นนั้นจริง”
จินอวิ๋นเซียนเข้าใจแล้วเหตุใดมู่จิ่นเหยียนตอนที่อยู่ในวังจึงไม่ยอมให้นางกำนัล ขันทีคอยปรนนิบัติเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ
“เออ ร่างกายของจิ่นเหยียนมีจุดที่น่าอายหลายแห่ง จึงไม่ชอบให้ผู้ใดเห็น หม่อมฉันกับปี่หวงเลี้ยงมาั้แ่ยังเล็กจึงเป็ข้อยกเว้นเพคะ”
“อย่างนี้นี่เอง”
จินอวิ๋นเซียนมิรู้หรอกว่าข้ออ้างที่มู่ฮูหยินกล่าวมานั้นเป็ความจริงหรือไม่ แต่นางก็ไม่ได้อยากมีปัญหาจึงไม่ได้กล่าวคำใดให้มากความ
“ถ้าเช่นนั้นข้ารบกวนท่านแม่ด้วยเ้าค่ะ”
จินอวิ๋นเซียนจึงกล่าวกับมู่ฮูหยินก่อนจะขอตัวออกไปด้านนอก ถึงแม้เื่นี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เื่ใหญ่โต แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้กับจินอวิ๋นเซียนอยู่ไม่น้อย
นางแต่งงานกับมู่จิ่นเหยียนแล้ว แต่ในสายตาคนสกุลมู่ยังเห็นเป็คนอื่น อีกทั้งยังมีหลายเื่เกี่ยวกับมู่จิ่นเหยียนที่ตนไม่รู้ พอคิดได้เช่นนั้นก็ให้ความรู้สึกว่าหัวใจของตน มีมดนับร้อยตัวกำลังรุมกัดอยู่
มู่ฮูหยินและปี่หวงช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มู่จิ่นเหยียนเรียบร้อยแล้ว จึงเดินออกมาจากด้านใน ก่อนจะกล่าวขออภัยองค์หญิงเหวินเต๋ออีกครั้ง
“เื่ของจิ่นเหยียน หม่อมฉันต้องขออภัยองค์หญิงจริงๆ เพคะ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจจะผิดปกติไปบ้าง เอาไว้หากองค์หญิง้าอยากรู้เื่ราว ขอทรงกล่าวถามกับจิ่นเหยียนโดยตรงจะเป็การดีเสียกว่า”
มู่ฮูหยินก็ไม่รู้ว่าควรจะสรรหาคำพูดใดมาอธิบาย อีกอย่างเื่ที่มู่จิ่นเหยียนเป็สตรีนั้นต้นเื่ก็มาจากจินตงหยางฮ่องเต้ การผลีผลามบอกเล่าความจริงแก่องค์หญิงนั้น ควรไม่ควรนางก็ไม่อาจรู้ได้ ให้มู่จิ่นเหยียนเป็ผู้อธิบายเองคงจะเป็การดีที่สุด
“ท่านแม่กล่าวหนักไปแล้ว ข้ากับจิ่นเหยียนก็เพิ่งแต่งงานกัน อีกทั้งยังมิได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน ย่อมมีเื่ที่ไม่เข้าใจเป็ธรรมดาอยู่แล้ว
เอาไว้หลังจากนี้ ข้าจะถามจิ่นเหยียนเองเ้าค่ะ”
“ขอบพระทัยเพคะ ถ้าเช่นนั้นท่านเข้าไปดูอาการจิ่นเหยียนเถิด”
จินอวิ๋นเซียนให้ชุนกงกงเอาภาพวาดที่ตนยังคัดลอกไม่เสร็จมาให้ที่ห้องพักของมู่จิ่นเหยียน ตั้งใจว่าจะนั่งเฝ้าดูอาการของมู่จิ่นเหยียนที่นี่เผื่อว่าจะมีสิ่งใดพอให้ช่วยเหลือได้บ้าง
กว่ามู่จิ่นเหยียนจะรู้สึกตัวก็เกือบ่เย็นอีกวัน ทันทีที่ร่างกายของตนอาการทุเลาลง มู่จิ่นเหยียนก็ลืมตาขึ้น เห็นสตรีสูงศักดิ์ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็ภรรยาของตนกำลังนั่งวาดภาพอยู่
“เหตุใดท่านมานั่งวาดภาพที่นี่เล่า เรือนใหม่ของท่านไม่สะดวกสบายหรือ”
ประโยคที่มู่จิ่นเหยียนเอ่ยขึ้นทันทีที่ลืมตา กลับกลายเป็ประโยคที่จินอวิ๋นเซียนได้ยินแล้วรู้สึกไม่พอใจ
“เ้าอยากให้ข้าออกไปข้างนอกนักใช่หรือไม่ ได้!!! ในเมื่อเ้าไม่เป็อะไรแล้ว ข้าก็จะออกไป”
จินอวิ๋นเซียนที่กล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว มู่จิ่นเหยียนที่จะรีบตามออกไป แต่ทว่ายังรู้สึกเวียนหัวทันทีที่ลุกขึ้น จึงได้แต่นั่งอยู่บนเตียงของตัวเอง ด้วยใบหน้างุนงง ‘นางโมโหข้าด้วยเหตุใดอีกเล่า’
“ชุนกงกงขนของของข้าออกมาจากห้องราชบุตรเขยเดี๋ยวนี้ เขาคงไม่อยากให้คนอื่นร่วมห้องด้วย”
เสียงขององค์หญิงดังลอยเข้ามาในห้อง ดูท่าทางที่นางกระฟัดกระเฟียดเดินออกไปแบบนั้น คงจะโกรธเคืองเขาอยู่ไม่น้อย แต่มู่จิ่นเหยียนเองก็ยังหาสาเหตุไม่เจอ เพราะว่าั้แ่กลับจวนสกุลมู่มา เขายังมิได้ชวนนางทะเลาะเลย แล้วจะมีสาเหตุใดอื่นอีกที่ทำให้นางโกรธ ตัวเขาก็ยากที่จะนึกขึ้นมาได้ จนต้องเรียกบ่าวรับใช้มาสอบถาม
“หานผู่!!!”
“ขอรับ”
“องค์หญิงโกรธข้าเื่ใด เ้ารู้หรือไม่”
มู่จิ่นเหยียนมีแต่ต้องเรียกหานผู่ บ่าวรับใช้คนสนิทมาสอบถามเื่ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เขาหมดสติไป
“ก็ตอนที่คุณชายหมดสติ องค์หญิงทรงดูแลท่านเป็อย่างดี แต่นางอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดตัวให้ท่าน”
“เ้าว่าอะไรนะ!! นางเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้า!!”
“แค่จะเปลี่ยนเท่านั้นขอรับ แต่พี่ปี่หวงบอกห้ามไว้ก่อน บอกว่าคุณชายไม่ชอบให้ผู้อื่นมาแตะต้องร่างกาย ฮูหยินใหญ่มาพบเข้าก็เลยเป็ผู้เปลี่ยนเสื้อคุณชายเอง”
“อย่างนั้นหรอกหรือ ค่อยยังชั่ว”
“ค่อยยังชั่ว ที่ใดกันเล่าคุณชาย เพราะคำว่าคนอื่นที่พี่ปี่หวงทูลองค์หญิงนั่นแหละขอรับ ที่ทำให้พระองค์ทรงกริ้ว แต่ถึงจะกริ้วแค่ไหน ก็นั่งเฝ้าท่านไม่ห่างเลยนะขอรับ”
“อืมๆ เ้าออกไปได้ ข้าเข้าใจแล้ว แล้วก็มื้อเย็นเอาของอ่อนมาให้ข้ากินที่ห้องแล้วกัน ร่างกายรู้สึกไม่ค่อยอยากกินอะไร”
“ขอรับ”