“ออกจากถ้ำเดี๋ยวนี้!”
เสียงของไป๋ซูเหยาดังก้องฝ่ากลุ่มควันดำเข้ามา
จางเหว่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
แม้ชีพจรทั้งเก้าสายภายในร่างกำลังสั่นตอบสนองต่อแสงสีแดงที่ปรากฏใต้ซี่โครงของโครงกระดูกมหึมา แต่เสียงคำรามจากส่วนลึกของถ้ำได้บอกชัดเจนว่า เวลานี้มิใช่เวลาสำหรับความอยากรู้อยากเห็น
เขาหันหลังทันที
ทว่าเพิ่งก้าวไปได้ไม่ถึงสามก้าว
ตูม!
พื้นหินด้านหลังก็สั่นะเือย่างรุนแรง
เศษกรวดกระเด็นขึ้นจากพื้น
แรงสั่นะเืวิ่งผ่านฝ่าเท้าจนจางเหว่ยเกือบเสียหลัก
“อะไรของมัน!”
เด็กหนุ่มหันกลับไปมอง
กลุ่มควันที่ชายชุดดำปล่อยออกมากำลังถูกกระแสลมรุนแรงจากภายในถ้ำพัดกระจายออกทีละส่วน
เงาร่างขนาดมหึมาปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด
ก่อนที่ดวงตาสีแดงฉานสองดวงจะเปิดขึ้น
โฮก!
เสียงคำรามครั้งที่สองดังสนั่น
คราวนี้ใกล้จนผนังถ้ำสั่น
จางเหว่ยรู้สึกเหมือนหน้าอกถูกแรงบางอย่างกระแทก
ลมหายใจติดขัด
สองขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
เมื่อควันสลายไปมากพอ เขาจึงมองเห็นสิ่งที่กำลังเดินออกมา
มันมีรูปร่างคล้ายหมี แต่สูงเกือบสองจั้งเมื่อยืนด้วยสี่ขา ลำตัวปกคลุมด้วยขนสีดำปนแดง ทว่าบริเวณแผ่นหลังและหัวไหล่กลับมีแผ่นแข็งคล้ายหินเกาะเรียงซ้อนกันราวเกราะ
ทุกครั้งที่มันหายใจ
ไอร้อนสีแดงจาง ๆ จะพ่นออกจากจมูก
กรงเล็บยาวสีดำครูดพื้นหินจนเกิดเสียงเสียดหู
ชายชุดดำที่เพิ่งหลบหนีเมื่อครู่ยืนอยู่ด้านหน้ามันพอดี
ใบหน้าของเขาซีดเผือด
“สัตว์อสูรหมีเกราะอัคคี!”
เสียงสั่นจนแทบไม่เป็คำ
เขาหันหลังวิ่งทันที
หมีเกราะอัคคีก้มศีรษะ
จากนั้นพุ่งออกไป
ตึง! ตึง! ตึง!
ทุกก้าวทำให้พื้นสั่น
ความเร็วของร่างมหึมาไม่สอดคล้องกับขนาดแม้แต่น้อย
ชายชุดดำหันกลับ
ยกมือโยนมีดสั้นสามเล่ม
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
มีดปักเข้าบริเวณหน้าอกสัตว์อสูร
แต่เมื่อกระทบแผ่นเกราะหิน
เคร้ง! เคร้ง!
มีดสองเล่มเด้งกระเด็น
อีกเล่มปักเข้าเพียงตื้น ๆ
แทบไม่มีผล
“บัดซบ!”
ชายชุดดำสบถ
เขาหันจะวิ่งต่อ
แต่หมีเกราะอัคคีตามมาถึงแล้ว
กรงเล็บขนาดใหญ่กวาดออก
ชายชุดดำพยายามทิ้งตัวหลบ
ช้าไปครึ่งจังหวะ
ฉึก!
กรงเล็บกรีดผ่านแผ่นหลัง
เสื้อผ้าฉีกขาด
โลหิตพุ่งออกมา
“อ๊าก!”
ร่างชายลอยกระแทกผนังถ้ำ
ปัง!
ก่อนร่วงลงกับพื้น
จางเหว่ยเห็นภาพนั้นแล้วหนังศีรษะชา
ชายชุดดำผู้นั้นเป็ผู้ฝึกยุทธ์จริง
เมื่อคืนแม้ไม่ได้โดดเด่นที่สุด แต่การเคลื่อนไหวก็รวดเร็วกว่าคนธรรมดาหลายเท่า
ทว่าต่อหน้าสัตว์อสูรตัวนี้ กลับแทบไม่มีโอกาสรับมือ
“จางเอ๋อร์!”
ไป๋ซูเหยาปรากฏจากอีกด้าน
นางพุ่งเข้ามาหาเขา
มือคว้าแขน
“ไป!”
จางเหว่ยไม่ต่อต้าน
ทั้งสองพุ่งไปยังทางออก
ด้านหลัง
ชายชุดดำพยายามลุกขึ้น
“ช่วยข้า!”
ไป๋ซูเหยาไม่แม้แต่หันกลับ
จางเหว่ยเองก็ไม่ได้หยุด
คนผู้นั้นเพิ่งพยายามใช้ลูกดอกและคนของเขาฆ่าพวกตนเมื่อคืน
จะให้พวกเขาเสี่ยงชีวิตกลับไปช่วย?
ไร้เหตุผลสิ้นดี
เสียงคำรามดังขึ้นด้านหลังอีกครั้ง
ตามด้วยเสียงกระแทกหนัก
ตูม!
เสียงร้องของชายชุดดำดังขึ้นครั้งสุดท้าย
จากนั้นเงียบไป
จางเหว่ยวิ่งตามไป๋ซูเหยา
แต่หลังผ่านโครงกระดูกมหึมาเพียงไม่กี่สิบก้าว เขากลับเห็นเงาดำเคลื่อนไหวด้านข้าง
“ท่านน้า ระวัง!”
ไป๋ซูเหยาหัน
กรงเล็บขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากด้านหลังซี่โครงโบราณ
ฟึ่บ!
นางผลักจางเหว่ยออก
ตัวเองพลิกหลบ
กรงเล็บกระแทกพื้น
ตูม!
หินแตกเป็ร่อง
หมีเกราะอัคคีกลับมาขวางทางระหว่างทั้งสองกับทางออก!
จางเหว่ยลุกขึ้น
“มันมาเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?”
ไป๋ซูเหยามองพื้นที่รอบตัว
“มันไม่ได้ตามทางเดียวกับเรา”
“น่าจะมีโพรงเชื่อมกันภายใน”
หมีเกราะอัคคีหันศีรษะ
ดวงตาสีแดงจับจ้องทั้งสอง
โดยเฉพาะไป๋ซูเหยา
เห็นได้ชัดว่าสัญชาตญาณของสัตว์อสูรรับรู้ได้ว่านางเป็ภัยมากกว่า
มันก้มตัวลง
ขาหน้าครูดพื้น
ไป๋ซูเหยาหยิบมีดสั้นออกมา
“ถอยไปหลังโครงกระดูก”
“ท่านาเ็อยู่”
“น้ารู้”
“ข้าช่วยอะไรได้?”
“ตอนนี้ สิ่งที่ช่วยที่สุดคืออย่าทำให้น้าต้องหันไปปกป้องเ้า”
คำพูดตรงจนจางเหว่ยเถียงไม่ออก
เขากัดฟัน
ถอยไปหลังซี่โครงมหึมา
แต่มือยังจับมีดล่าสัตว์แน่น
ไป๋ซูเหยาก้าวออกไปด้านหน้า
หมีเกราะอัคคีส่งเสียงคำรามต่ำ
วินาทีถัดมา
มันพุ่ง!
ตึง!
พื้นหินแตก
ร่างใหญ่ทะยานเข้าหานาง
กรงเล็บขวาฟาดลง
ไป๋ซูเหยาขยับเพียงครึ่งก้าว
หลบกรงเล็บอย่างเฉียดฉิว
มีดสั้นแทงสวนเข้าบริเวณใต้คาง
ฉึก!
ปลายมีดเจาะผ่านขนแข็ง
โลหิตสีแดงเข้มไหลออกมา
หมีเกราะอัคคีคำรามด้วยความเจ็บ
ศีรษะสะบัดแรง
ไป๋ซูเหยาถูกแรงกระแทกจนถอย
สัตว์อสูรไม่หยุด
ขาหน้าซ้ายกวาดตามทันที
นางยกแขนรับไม่ได้
ทำได้เพียงพลิกตัวหลบ
กรงเล็บผ่านเสื้อผ้าบริเวณไหล่
แคว่ก!
ชายเสื้อฉีก
แต่ไม่โดนเนื้อ
ไป๋ซูเหยาลงพื้น
ลมหายใจหนักขึ้น
าแสีข้างที่พันไว้เมื่อครู่เริ่มมีเืซึมออกมาอีกครั้ง
จางเหว่ยเห็นชัด
หัวใจยิ่งร้อนรน
แต่เขาบังคับตนเองไม่ให้วิ่งออกไป
มอง
ต้องมองให้ละเอียด
หมีเกราะอัคคีโจมตีด้วยกำลัง
แต่ทุกครั้งก่อนพุ่ง มันจะกดลำตัวต่ำ
เมื่อใช้กรงเล็บขวา ไหล่ซ้ายจะลดลง
แผ่นเกราะบนหลังและหัวไหล่หนามาก
ส่วนใต้ท้องไม่มีเกราะ
ใต้คางเป็จุดอ่อน
ดวงตา
ปาก
ข้อขาหลัง
จางเหว่ยกวาดตามองอย่างรวดเร็ว
แล้วเห็นบางสิ่ง
บริเวณขาหลังซ้ายของมันมีรอยแผลเก่า
ขนแหว่งเป็แนวยาว
เวลามันลงน้ำหนัก ขาข้างนั้นสั่นเล็กน้อย
“ท่านน้า!”
จางเหว่ยะโ
“ขาหลังซ้ายมันเคยาเ็!”
ไป๋ซูเหยาไม่หันกลับ
แต่สายตาเหลือบลงต่ำทันที
หมีเกราะอัคคีพุ่งอีกครั้ง
คราวนี้นางไม่ถอยตรง
กลับเคลื่อนไปด้านซ้ายของมัน
สัตว์อสูรหมุนตาม
ขาหลังซ้ายรับน้ำหนักเต็มที่
ร่างมันชะงักเพียงเสี้ยววินาที
พอแล้ว
ไป๋ซูเหยาพุ่งเข้าประชิด
ปลายเท้ากระแทกข้อขาหลังซ้าย
ปัง!
หมีเกราะอัคคีเสียสมดุล
ร่างมหึมาเอียง
นางหมุนตัว
มีดสั้นแทงเข้าใต้คางตำแหน่งเดิม
ครั้งนี้ลึกกว่าเก่า
ฉึก!
โลหิตพุ่งออกมา
“โฮก!”
สัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง
กรงเล็บตบลง
ไป๋ซูเหยารีบถอนตัว
แต่เพราะาแภายในกำเริบ ความเร็วช้ากว่าปกติ
ปลายกรงเล็บกระแทกไหล่
ปัง!
นางลอยออกไป
กระแทกซี่โครงโบราณ
“ท่านน้า!”
จางเหว่ยพุ่งออกจากที่ซ่อนทันที
ไป๋ซูเหยากระอักเื
“อย่าเข้ามา!”
แต่มันสายแล้ว
หมีเกราะอัคคีเห็นเป้าหมายที่อ่อนแอกว่า
หัวพลันหันมาทางจางเหว่ย
ดวงตาสีแดงฉาน
มันคำราม
แล้วเปลี่ยนทิศ
พุ่งเข้าหาเด็กหนุ่ม!
ไป๋ซูเหยาสีหน้าเปลี่ยน
“จางเอ๋อร์!”
จางเหว่ยไม่วิ่งหนีออกทางตรง
เขารู้ดีว่าไม่มีทางแข่งความเร็วกับมัน
สายตากวาดไปทางซี่โครงมหึมา
ช่องว่างระหว่างกระดูกสองซี่แคบกว่าลำตัวหมีเกราะอัคคี
เด็กหนุ่มหัน
วิ่งตรงเข้าไป
สัตว์อสูรตามหลัง
เสียงฝีเท้าใกล้ขึ้น
สิบก้าว
ห้าก้าว
สามก้าว!
จางเหว่ยกระโจน
ลอดผ่านช่องซี่โครง
ตูม!
หมีเกราะอัคคีชนกระดูกมหึมาเต็มแรง
ซี่โครงสั่น
แต่น่าเหลือเชื่อว่ากระดูกซึ่งผ่านกาลเวลามาไม่รู้กี่ปี กลับไม่แตก
สัตว์อสูรถูกแรงกระแทกตีกลับเล็กน้อย
จางเหว่ยพลิกตัวลุกขึ้นทันที
“เข้ามาสิ!”
หมีเกราะอัคคีคลุ้มคลั่งกว่าเดิม
มันยกกรงเล็บสอดผ่านช่องกระดูก
จางเหว่ยถอย
ปลายกรงเล็บเฉียดหน้าอก
เสื้อฉีก
เขารีบเคลื่อนไปด้านข้าง
สัตว์อสูรอ้อมซี่โครง
“จางเหว่ย!”
เสียงไป๋ซูเหยาดังขึ้น
นางลุกขึ้นได้แล้ว
“ล่อมันมาทางข้า!”
จางเหว่ยหันมอง
ไป๋ซูเหยายืนอยู่ด้านหน้าเสาหินตามธรรมชาติ
เหนือเสามีก้อนหินขนาดใหญ่ค้างอยู่
เด็กหนุ่มเข้าใจทันที
เขาวิ่งไปทางนาง
หมีเกราะอัคคีตาม
สิบก้าว
แปดก้าว
ห้าก้าว
ไป๋ซูเหยาะโ
“ตอนนี้!”
จางเหว่ยเปลี่ยนทิศกะทันหัน
ด้วยร่างกายที่ผ่านการหลอม แม้ไม่มีพลังปราณ แต่ความเร็วและการทรงตัวดีขึ้นมาก
เขาทิ้งตัวกลิ้งไปด้านข้าง
หมีเกราะอัคคีเบรกไม่ทัน
พุ่งเข้าใต้ก้อนหิน
ไป๋ซูเหยายกฝ่ามือ
พลังอ่อนจางรวมขึ้น
แล้วตบใส่เสาหิน
ปัง!
เสาหินแตกร้าว
ก้อนหิน้าเสียสมดุล
ครืน!
ร่วงลงมา
ตูม!
ฝุ่นหินะเิทั่วโถง
เสียงคำรามดังสนั่น
ก้อนหินทับบริเวณหลังของหมีเกราะอัคคี
ไม่ถึงกับบดตาย
แต่ตรึงมันลงกับพื้นได้ชั่วคราว
ไป๋ซูเหยาพุ่งเข้า
มีดสั้นแทงเข้าดวงตาขวา
ฉึก!
“โฮก!”
สัตว์อสูรดิ้น
หัวสะบัด
นางถอนมีดแล้วแทงอีกครั้งที่ลำคอ ตรงาแเดิม
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
เืไหลทะลัก
หมีเกราะอัคคียังดิ้น
ก้อนหินเริ่มขยับ
จางเหว่ยเห็นแล้วคว้าหอกสั้นที่ตกอยู่จากชายชุดดำบนพื้น
วิ่งเข้าหา
“จางเอ๋อร์!”
“ใต้คางใช่ไหม!”
เขาะโ
ไป๋ซูเหยาชะงัก
เด็กหนุ่มจับหอกด้วยสองมือ
ใช้แรงทั้งหมดแทงเข้ารอยแผลที่นางเปิดเอาไว้
ฉึก!
ปลายหอกเจาะเข้า
หมีเกราะอัคคีคำรามสุดเสียง
กรงเล็บกวาด
จางเหว่ยรีบทิ้งหอกแล้วถอย
ปลายกรงเล็บผ่านหน้าไปไม่ถึงคืบ
ไป๋ซูเหยาแทงมีดซ้ำเข้าไปข้างหอก
จากนั้นบิดเต็มแรง
เสียงคำรามของสัตว์อสูรค่อย ๆ แ่ลง
ขาหน้าดิ้นอีกหลายครั้ง
สุดท้ายหยุด
โถงถ้ำกลับเข้าสู่ความเงียบ
มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนสองคน
จางเหว่ยนั่งลงกับพื้น
มองซากสัตว์อสูรตรงหน้า
หัวใจยังเต้นเร็ว
มือสั่น
เมื่อครู่กรงเล็บของมันห่างจากใบหน้าเขาเพียงเล็กน้อย
หากช้ากว่านั้น
ศีรษะอาจถูกฉีกออกไปแล้ว
ไป๋ซูเหยาเดินมาหา
สีหน้าซีด
“าเ็หรือไม่?”
“ไม่”
นางตรวจเขาั้แ่ศีรษะถึงเท้า
เห็นเพียงเสื้อขาด ไม่มีเื จึงถอนหายใจ
จากนั้นสีหน้าก็เย็นลง
“ใครบอกให้เ้าออกมา?”
จางเหว่ยชะงัก
“ท่านถูกมันซัด”
“น้ายังไม่ตาย”
“แต่ถ้าข้าไม่ล่อมัน—”
“จางเอ๋อร์!”
เสียงเข้มขึ้น
จางเหว่ยเงียบ
ไป๋ซูเหยากำลังจะตำหนิต่อ
แต่เมื่อเห็นมือเด็กหนุ่มยังสั่นจากความตื่นกลัว นางก็หยุด
ถอนหายใจ
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่หากพลาดเพียงนิดเดียวจะเกิดอะไรขึ้น?”
“รู้”
“แล้ว?”
จางเหว่ยมองซากหมี
“แต่ข้าไม่สามารถยืนดูท่านถูกฆ่าได้”
ไป๋ซูเหยานิ่ง
“ข้ารู้ว่าตอนนี้ข้าอ่อนแอ”
เด็กหนุ่มกล่าวต่อ
“ข้ารู้ว่าข้าอาจกลายเป็ภาระ”
“แต่ถ้ามีสิ่งที่ข้าทำได้ ข้าจะทำ”
“เมื่อครู่ข้าไม่ได้วิ่งเข้าไปสู้กับมันตรง ๆ”
“ข้าใช้โครงกระดูกหลบ”
“ข้าดูจุดอ่อนของมัน”
“ข้าทำเท่าที่ข้าทำได้”
ไป๋ซูเหยามองเขา
สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย
“อย่างน้อยเ้าก็ยังรู้จักใช้หัว”
จางเหว่ยหัวเราะแห้ง
“ถือว่าชมหรือ?”
“ครึ่งหนึ่ง”
“อีกครึ่ง?”
“ถ้าทำอีกโดยไม่คิด น้าจะตีขาเ้าหัก”
เด็กหนุ่มหุบปากทันที
ไป๋ซูเหยาก้มลงตรวจซากหมีเกราะอัคคี
“สัตว์อสูรตัวนี้น่าจะอาศัยอยู่ในถ้ำมานาน”
จางเหว่ยมองรอบ
“แล้วเมื่อวานเหตุใดข้าไม่พบ?”
“อาจออกไปหาอาหาร”
“หรือหลับอยู่ในโพรงอื่น”
นางมองแผลตามลำตัวสัตว์อสูร
“ขาหลังมันเคยาเ็จริง”
“เหมือนถูกสัตว์อื่นกัด”
จางเหว่ยมองรอยเก่า
“เทือกเขานี้มีตัวที่แข็งแกร่งกว่ามันอีก?”
ไป๋ซูเหยาหันมามอง
“เ้าคิดว่ามันแข็งแกร่งที่สุดแล้วหรือ?”
“ไม่แล้ว”
คำตอบรวดเร็วมาก
สตรีผมขาวลุกขึ้น
“เราต้องไป”
“คนของพวกมันตายอยู่ที่นี่”
“ถ้ามีเครื่องมือสื่อสารหรือสิ่งตามรอยอื่น คนที่เหลืออาจตามมา”
จางเหว่ยนึกถึงแผ่นโลหะในมือชายชุดดำ
เขารีบเดินไปหาศพ
ร่างอีกฝ่ายอยู่ไม่ไกลจากทางด้านใน
แผ่นโลหะตกอยู่ข้างมือ
จางเหว่ยหยิบขึ้น
ตรงกลางมีเข็มเล็กสีเงิน
ตอนนี้ยังสั่นอยู่
ปลายเข็มชี้ไปทางเขา
จางเหว่ยหรี่ตา
“มันชี้มาที่ข้าจริง ๆ”
ไป๋ซูเหยาเดินเข้ามา
รับแผ่นโลหะ
พลิกดู
“ไม่ใช่อุปกรณ์ธรรมดา”
“มันตามอะไร?”
“ไม่แน่ใจ”
นางยื่นกลับมาใกล้จางเหว่ยเล็กน้อย
เข็มสั่นแรง
พอห่างออก
การสั่นอ่อนลง
ไป๋ซูเหยาลองนำไปใกล้ห่อหนังสัตว์ที่เอวเขา
ทันใดนั้น
เข็มหมุนรุนแรง
กึก! กึก! กึก!
ทั้งสองมองหน้ากัน
จางเหว่ยกล่าว
“ตามห่อหนังสัตว์?”
“อาจใช่”
ไป๋ซูเหยานำแผ่นโลหะเข้าใกล้หน้าอกเขาอีก
บริเวณที่เก็บหยกัและจดหมาย
เข็มสั่นเช่นกัน
แต่เบากว่า
นางลองถอย
แล้วนำไปใกล้มือจางเหว่ย
เข็มยังสั่น
“ไม่ใช่เพียงห่อหนังสัตว์”
จางเหว่ยขมวดคิ้ว
“แล้วอะไร?”
ไป๋ซูเหยามองมือเขา
ก่อนสายตาเลื่อนขึ้นมองดวงตา
“อาจเป็ตัวเ้า”
เด็กหนุ่มเงียบ
ภาพในโลกมรดกผุดขึ้นในใจ
คุณสมบัติสายเืผ่าน
เขาก้มมองฝ่ามือ
“เื?”
ไป๋ซูเหยามองแผ่นโลหะ
ไม่ได้ตอบทันที
“เมื่อคืนห่อหนังสัตว์ตื่นขึ้น”
“พวกมันจึงตรวจพบสัญญาณบางอย่าง”
จางเหว่ยพูด
“เป็ไปได้”
“แต่ถ้าสิ่งนี้ตามโลหิตของข้าได้”
“พวกมันหาเราพบตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ?”
คำถามนั้นมีเหตุผล
ไป๋ซูเหยาหรี่ตา
“เว้นแต่ก่อนหน้านี้สิ่งที่พวกมันตามหาอยู่ในสภาพที่ตรวจจับไม่ได้”
จางเหว่ยคิด
“แล้วเมื่อคืนมีบางอย่างเปลี่ยน”
ทั้งสองมองห่อหนังสัตว์พร้อมกัน
ไม่มีใครยืนยัน
แต่ไม่มีใครคิดว่าเป็เื่บังเอิญอีก
ไป๋ซูเหยากำแผ่นโลหะ
พลังในฝ่ามือกระแทกลง
กร๊อบ!
มันแตกร้าว
จากนั้นนางโยนลงพื้น
ใช้เท้าเหยียบซ้ำจนเข็มด้านในแตกละเอียด
“ของพวกนี้อย่าเก็บไว้”
“หากส่งตำแหน่งกลับได้ เราจะกลายเป็ผู้ถือสัญญาณให้พวกมันเอง”
จางเหว่ยพยักหน้า
“ศพ?”
“ตรวจของที่จำเป็”
ทั้งสองค้นอย่างรวดเร็ว
ได้เงินเล็กน้อย
ขวดยา
มีดสั้น
หอกที่จางเหว่ยใช้
และถุงหนังใบเล็ก
ไม่มีของอื่นที่ไป๋ซูเหยาคิดว่าน่าสงสัย
จางเหว่ยกำลังจะลุก
ชีพจรทั้งเก้าสายกลับสั่นอีกครั้ง
ครืน
คราวนี้ชัดเจนมาก
เขาหันไปทางโครงกระดูกมหึมา
แสงสีแดงใต้ซี่โครงยังคงอยู่
แต่เมื่อมองละเอียด เขาพบว่ามันไม่ได้มาจากตำแหน่งที่ห่อหนังสัตว์เคยวาง
กลับมาจากรอยแยกของพื้นหินด้านหลัง
“ท่านน้า”
ไป๋ซูเหยาหัน
“อะไร?”
“ตรงนั้นมีบางอย่าง”
นางมองตาม
เห็นแสงสีแดงอ่อนลอดออกมาจากช่องหิน
ทั้งสองเดินเข้าไปอย่างระวัง
จางเหว่ยยกคบเพลิง
บริเวณหลังซี่โครงมีรอยแยกแคบ
เมื่อวานเขาสนใจเพียงห่อหนังสัตว์ จึงไม่ได้สังเกต
ไป๋ซูเหยาเข้าใกล้
ความร้อนบางเบาแผ่ออกมา
นางยกมือ
แตะผนัง
“ด้านหลังมีโพรง”
จางเหว่ยสูดอากาศ
ได้กลิ่นแปลกบางอย่าง
หอม
เจือความหวาน
คล้ายผลไม้สุก
เขาชะงัก
“กลิ่นนี้”
ไป๋ซูเหยาหันมอง
นางเองก็คงได้กลิ่นเช่นกัน
“ผลเพลิงหยก?”
“ยังไม่แน่”
จางเหว่ยมองช่องหิน
“เข้าไปดู?”
“อยู่หลังน้า”
นางผลักหินที่หลวมออกหลายก้อน
ช่องกว้างพอให้คนลอด
ไป๋ซูเหยาเข้าไปก่อน
จางเหว่ยตาม
ด้านหลังเป็ทางลาดลง
อากาศอุ่นขึ้น
แสงสีแดงบนผนังไม่ใช่แสงจากไฟ
แต่เกิดจากแร่สีแดงเล็ก ๆ ที่แทรกอยู่ตามหิน
ทางไม่ได้ลึกมาก
เดินเพียงไม่กี่สิบก้าวก็เปิดออกเป็โพรงขนาดเล็ก
ตรงกลางมีแอ่งน้ำตื้น