ตอนที่ 39 คืนจดหมายเชิญ
ตอนที่ 39 คืนจดหมายเชิญหลินรั่วเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาย่อมมองออกว่าทั้งสองคนนี้ต้องร่วมมือกันอย่างแน่นอน และเขาก็ยังมองออกอีกว่าเซิงห่าวไม่ได้สนใจหยกเจไดต์สายพันธุ์น้ำแข็งนี้สักเท่าไร พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย“เดี๋ยวถ้าหากเธอต้องการหยกเจไดต์สายพันธุ์น้ำแข็งชิ้นนี้เมื่อไร ก็ให้มาเอากับฉันได้ทุกเมื่อเลยนะ”เซิงห่าวพยักหน้ารับ :”ได้ครับ”ในช่วงเวลาที่ทั้งสามคนได้พูดคุยกันอยู่นั้น อาหารก็ได้ถูกเสิร์ฟเข้ามาพอดี ทั้งสามคนที่รู้สึกหิวกันบ้างแล้ว ก็ได้เริ่มรับประทานอาหารกันทันทีอาหารมื้อนี้เรียกได้ว่าทานกันอย่างมีความสุขยิ่งในตอนเย็นที่กลับมาถึงบ้าน เซิงห่าวก็ล้มตัวนอนอยู่บนเตียงของตัวเอง และหยิบเอาจดหมายเชิญการประชุมของนักประเมินครั้งที่สองนั้นขึ้นมา จากที่ได้ดูตัวอักษรสีทองที่ส่องประกายแวววาวไม่กี่ตัวพิมพ์อยู่ด้านบน ภายในใจก็ยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้างเล็กน้อย การประชุมนักประเมินครั้งที่สองนี้ทแท้จริงแล้วสื่อถึงอะไรกันแน่สำหรับเรื่องนี้ เขารู้สึกว่าคงต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้เขาจะไปถามฉีเจาสักหน่อยดีกว่า อันที่จริงแล้วในส่วนของด้านนี้ฉีเจาน่าจะเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าเมื่อคิดขึ้นได้ เขาก็ได้วางจดหมายเชิญไว้อย่างเรียบร้อย แล้วรอคอยการมาถึงของวันถัดไปในตอนเช้าตรู่ เซิงห่าวก็ได้เดินทางไปหาฉีเจา เมื่อมาถึงภายในร้านของฉีเจาแล้ว ฉีเจาที่กำลังทักทายผู้คนอยู่ เมื่อมองมาที่เขาก็ได้ชี้ไปที่ม้านั่งที่อยู่ด้านข้างนั้น เพื่อให้เขารอสักครู่เขาได้นั่งลง แล้วก็รอไปเพียงไม่นานเท่าไรนัก หลังจากที่ฉีเจาทำธุรกรรมกับลูกค้าสำเร็จและหลังจากที่ลูกค้าได้จากไปแล้วนั้น ฉีเจาก็ได้เดินมาถึงข้างตัวของเขา :”วันนี้หยุดเหรอ?”เซิงห่าวพยักหน้า :”ใช่แล้วครับ ศิษย์พี่ วันนี้ผมมาหาเพราะมีเรื่องบางอย่าง”ฉีเจาได้ไปนั่งอยู่ที่ม้านั่งข้างๆ เขา แววตาที่มองมายังเซิงห่าวแปรเปลี่ยนเป็นแรงกล้าขึ้นมาเล็กน้อย :”ฉันก็ตามหาเธอเพราะมีเรื่องบางอย่างเหมือนกัน เมื่อคืนนั้นก็อยากจะโทรศัพท์หาแล้วให้เธอมาหาน่ะสิ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้เธอก็มาถึงที่นี่แล้ว พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องนี่มีใจตรงกันเสียจริงเลย!”เซิงห่าวถูกฉีเจาจ้องมองอย่างผิดธรรมชาติอยู่เล็กน้อย ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าฉีเจานั้นค่อนข้างที่จะมีความตื่นเต้นอยู่ในแววตานั้น หรือยังมีความปรารถนาบางอย่าง.....ศิษย์พี่ไม่ควรที่จะคิดกับเขา.....เขาก็ได้สั่นเทาขึ้นมาทันทีมือทั้งสองข้างของฉีเจานั้นวางอยู่บนไหล่ของเซิงห่าว ในสายตาของเซิงห่าวยิ่งหวาดผวามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วมุมปากของเขานั้นยิ่งยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในท้ายที่สุดขณะที่เซิงห่าวกำลังอกสั่นขวัญแขวนเขาก็พูดออกมาช้าๆ ว่า :”ฉันได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้เธอกับนายน้อยเฉิงเดิมพันกัน ชนะจนได้จดหมายเชิญงานประชุมผู้ประเมินครั้งที่สอง นี่คือเรื่องจริงเหรอ?”ที่แท้ก็เพราะว่าเรื่องนี้เอง เซิงห่าวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาหยิบสมุดสีแดงเล่มนั้นออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง :”ศิษย์พี่ ผมมาหาพี่ก็เป็นเพราะว่าเรื่องนี้......”ไม่ทันรอให้เขาพูดจบ ฉีเจาก็ได้คว้าจดหมายเชิญไปแล้ว พูดด้วยความตื่นเต้นว่า :”ฮ่าฮ่า ดีมาก! ถ้าเป็นแบบนี้พวกเราสองคนพี่น้องก็สามารถไปเข้าร่วมงานพร้อมกันได้แล้ว”เซิงห่าวชะงักไปครู่หนึ่ง ขณะนั้นไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ :”พวกเราไปเข้าร่วมงานด้วยกัน?”“ใช่แล้ว คนที่ไม่มีจดหมายเชิญนี้ก็จะไม่สามารถเข้าร่วมงานประชุมนักประเมินครั้งที่สองได้ เธอก็รู้ว่าฉันต้องการที่จะมีคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการแข่งขัน เดิมทีอาจารย์ก็ได้พูดเอาไว้ว่าอยากให้ฉันพาเธอไปหาประสบการณ์ด้วยกัน แต่ฉันก็ไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะสามารถรับเอาจดหมายเชิญนี้มาได้แผ่นหนึ่ง เวลานี้พวกเราทั้งสองคนพี่น้องก็จะไปเข้าร่วมงานด้วยกันได้แล้ว”ฉีเจาหัวเราะเสียยกใหญ่“แม้ว่าเจ้าหนูอย่างเธอจะเข้าวงการมาได้ไม่นานเท่าไรนัก แต่ว่าครั้งนี้ก็สามารถหาโอกาสในการไปหาประสบการณ์เช่นนี้ได้ ไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดี เธอสามารถที่จะได้เรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์มากมายในนั้นได้”เมื่อเซิงห่าวได้ยินขึ้นมาอย่างนี้แล้วก็มีความรู้สึกมีความสนใจมาก :”อย่างนั้นการประชุมนักประเมินยังมีอะไรที่พิเศษอีกไหม? ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นการประเมินสมบัติ?”“ก็ไม่เชิง การประเมินสมบัติก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น”ฉีเจาส่ายหัว เขายกมือขึ้นมา ไม่คาดคิดเลยว่าจะเห็นว่าในมือของเขามีรูปแกะสลักไม้ขนาดเล็กอยู่อันหนึ่ง มีขนาดเพียงแค่เท่านิ้วมือนั้น ทั้งตัวนั้นเป็นสีน้ำตาลแดงที่เรียบเนียนเงางาม เพียงแต่ว่าตรงกลางของรูปแกะสลักนั้นมีหลุมอยู่เล็กน้อย และด้านบนนั้นยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยออกมาเขาก็ไม่รู้ว่าฉีเจาเอามาไว้ในมือตั้งแต่เมื่อไร“ว่ากันว่านี่คือศิลปะการแกะสลักพื้นบ้านอย่างหนึ่งของสมัยราชวงศ์ถัง เป็นฝีมือของใครนั้นก็ไม่อาจรู้ได้ เธอลองดูรูปแกะสลักนี้ สามารถมองเห็นอะไรได้บ้างไหม?”เมื่อเซิงห่าวได้มองไปที่ดวงตาของฉีเจา ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเขาถึงได้หยิบวัตถุโบราณชิ้นนี้มาให้เขาได้แยกแยะ เขาทำได้เพียงก้มหัวลงไปมองอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น :”ไม้ชิ้นนี้มีกลิ่นหอมทีเดียว ค่อนข้างจะเหมือนกับไม้กฤษณา ในส่วนของรูปแกะสลักนี้ แม้ว่าจะดูสุกสกาวเป็นอย่างยิ่ง แต่ทว่าสามารถมองเห็นรูกับเส้นที่ลากยาว อืม ด้านในมีดินเหนียวอยู่นิดหน่อย ตรงปากรูยังมีลักษณะเป็นทึบ ใช่สิ่งของจากสมัยราชวงศ์ถังหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ว่าวัตถุชิ้นนี้น่าจะมีอายุมาหลายยุคสมัยมาแล้วเหมือนกัน”เมื่อฉีเจาได้ฟังความคิดเห็นของเขาจนจบ เขาก็ได้พยักหน้าเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นกลับส่ายหัว :”เธอนั้นยังมีความรู้อยู่น้อยเกินไป ยังจำเป็นต้องสั่งสมอีกมาก ไม่เป็นไร สิ่งนี้สามารถค่อยๆเก็บเกี่ยวเอาได้ เธอเพียงแค่จำเป็นต้องบอกฉันว่า เธอคิดว่ารูปแกะสลักของสมัยราชวงศ์ถังชิ้นนี้นั้นเป็นของแท้หรือของปลอมกัน?”เซิงห่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า :”มันควรจะเป็น......ของปลอม”เมื่อฉีเจาได้ยินเขาพูดแล้ว ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นมาครู่หนึ่ง เขาชี้ไปที่รูปแกะสลักนั้น :”งานฝีมือนี้แค่ดูเท่านั้นก็จะรู้ได้ว่ามันผิดปกติมาก วัสดุยังเป็นชั้นหนึ่ง ไม่คาดคิดว่าเธอจะบอกว่ามันคือของปลอม ฉันให้โอกาสเธออีกสักครั้งหนึ่ง เป็นของแท้หรือว่าของปลอม?”เซิงห่าวมองไปที่เขาครั้งหนึ่ง แล้วก็มองไปที่ไม้แกะสลักนั้น พูดด้วยสายตาที่แน่วแน่ว่า :”ของปลอมครับ”ฉีเจาจ้องมองไปที่เขา คำพูดนั้นราวกับว่าโกรธเขาเป็นอย่างมาก :”ให้เธอพูดอีกครั้ง!”นี่ก็ทำให้เซิงห่าวรู้สึกลังเลขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ทว่าสุดท้ายนั้นก็ได้กัดฟันแล้วพูดออกมาว่า :”ของปลอมครับ”แน่นอนว่าเขามองไม่ออกว่ารูปแกะสลักชิ้นนี้เป็นของแท้หรือปลอมกันแน่ แต่ทว่าเขากลับสามารถแยกแยะร่องรอยเหล่านี้ได้จากอีกอย่างหนึ่ง ก็อย่างเช่นท่าทีของฉีเจาที่มีต่อรูปแกะสลักชิ้นนี้“แน่ใจ?”“แน่ใจ!”ฉีเจามองไปที่เซิงห่าวด้วยความโมโห ไม่พูดไม่จา ทั้งสองต่างฝ่ายต่างถลึงตามองใส่กันขึ้นมาหรือว่าชิ้นนี้คือของปลอม? ภายในใจของเซิงห่าวนั้นก็มีเสียงตุ๊มๆ ต่อมๆ เริ่มที่จะลังเลในการแยกแยะของตัวเอง เขาครุ่นคิดสักพัก ในท้ายที่สุดก็เชื่อมันในตัวเองหลังจากนั้นสักพักหนึ่งหลังจากฉีเจาได้เห็นภายในสายตาที่แน่วแน่ของเซิงห่าว ทันใดนั้นเขาก็ขำออกมาเสียยกใหญ่ :”รูปแกะสลักชิ้นนี้ต้องเป็นของปลอมแน่นอน!”เมื่อเซิงห่าวได้ยินคำพูดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่เขา เขาก็บอกแล้วว่าเป็นของปลอมฉีเจายังคงหัวเราะอยู่ :”การประชุมผู้ประเมินมีอยู่ส่วนหนึ่งนั้น ก็คือแยกแยะลวดลายโบราณวัตถุอย่างอื่น ที่ฉันพึ่งจะหยั่งเชิงเธอไปอย่างนี้เป็นเพียงเรียกน้ำย่อยเท่านั้น รอจนกว่าเธอจะไปถึงที่นั่นน่ะ หลังจากที่ได้เข้าร่วมงานจริงแล้วนั้น ก็จะสามารถรู้ได้ว่าอะไรที่เรียกว่าการประเมินสมบัติที่แท้จริง”เขาหยิบไม้แกะสลักนั้นขึ้นมา :”ของชิ้นนี้ทำมาจากร้านแผงลอย ฉันดูแล้วว่างมันงามและละเอียดอ่อน ก็เลยซื้อมันมา จะว่าไปแล้วเธอแยกแยะออกได้อย่างไรว่ามันคือของปลอม”“มันง่ายมากเลยล่ะ”เซิงห่าวมองไปที่มือของฉีเจา”ถ้าหากว่าเป็นลวดลายโบราณวัตถุของแท้แล้วละก็คุณบอกว่าอะไรก็ตามก็ที่อยู่บนมือก็จะต้องสวมถุงมือไว้เพื่อการป้องกัน สุดท้ายแล้วมือสามารถที่จะมีเหงื่อออกมาได้ หากไปสัมผัสเข้ากับโบราณวัตถุแล้วละก็ ก็จะสามารถเป็นสาเหตุที่ทำให้โบราณวัตถุเกิดความเสียหายได้ คุณไม่มีทางที่จะถือไว้ในมืออย่างนี้ได้แน่”นี่ก็คือเหตุผลที่เขาเชื่ออย่างแน่วแน่ว่ารูปแกะสลักชิ้นนี้คือของปลอมเมื่อฉีเจาได้ฟังเหตุผลของเขาแล้วนั้น เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองไปชั่วขณะหนึ่ง เขานั้นก็ยังคงคิดว่าเซิงห่าวได้แยกแยะออกมาตามด้านใดด้านหนึ่งของตัวไม้แกะสลักชิ้นนี้ กลับไม่คาดคิดเลยว่าเซิงห่าวจะแยกแยะออกมาจากท่าทางของตัวเองฉีเจาก็ได้ถอนหายใจออกมา :”โธ่ ควรรู้ตั้งนานแล้ว ต้องเปลี่ยนวิธีในการหยั่งเชิงเธอ ฉันไม่เชื่อว่าเธอจะจำมันได้ อยากรู้ไหมว่าฉันใช้เวลาไปนานเท่าไรถึงจะยืนยันได้ว่าไม้แกะสลักอันนี้ไม่ใช่โบราณวัตถุในสมัยราชวงศ์ถัง”