จางเมี่ยวเจินสวมชุดปลอดเชื้อเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย โดยที่หลินเฉียงยังยืนรออยู่ด้านนอก เป็เพราะทั้งยังไม่มีสถานะที่ชัดเจนต่อกัน ดังนั้นการที่หลินเฉียงจะเข้าไปเยี่ยมมารดาของฝ่ายหญิงโดยพลการจึงเป็เื่ที่ไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก
ภายในห้องปลอดเชื้อ คุณแม่หลินนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น บนตัวของเธอเต็มไปด้วยสายระโยงระยางของอุปกรณ์การแพทย์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องมือช่วยชีวิตอีกหลายชนิด จางเมี่ยวเจินเห็นสภาพของคุณแม่แบบนั้นก็อยากจะร้องไห้ แต่เธอต้องพยายามกลั้นน้ำตาอย่างเต็มที่เพราะไม่อยากให้คุณแม่ต้องกังวล
แต่เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้เตียงของคนไข้ เธอก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป เธอร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “แม่คะ...”
คุณแม่จางพยายามฝืนเรี่ยวแรงเป็ครั้งสุดท้าย เธอยกมือขึ้นลูบไปบนศีรษะของลูกสาว “ลูกจะร้องไห้ทำไม ที่แม่มีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ดีมากแล้ว ได้จากไปเร็วแม่ก็ไม่ต้องมาทนทรมาน แต่จะให้แม่ตายตาหลับได้ยังไงถ้าแม่ยังไม่เห็นใครที่จะมาดูแลลูกได้”
“แม่อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยค่ะ ตอนนี้แม่แค่ต้องทำใจให้สบาย คุณหมอก็บอกแล้วว่าขอแค่แม่รักษาตัวให้ดี ไม่กี่วันแม่ก็จะกลับบ้านกับหนูได้แล้ว ถึงตอนนั้นถ้าแม่ยังเป็ห่วง แม่ก็มาดูแลหนูเองสิคะ”
“แม่รู้ตัวของแม่ดี หนูอย่าปลอบใจแม่เลย” คุณแม่จางยิ้มให้ลูกสาวก่อนจะหันไปยิ้มให้คุณหมอ “ต่อให้คุณหมอไม่พูด แม่ก็รู้ว่าตอนนี้ร่างกายของแม่มันไม่ไหวแล้ว แม่คงอยู่ดูแลหนูไม่ได้หรอก จริงไหมคะคุณหมอ”
คุณหมอเ้าก็ยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้เช่นกัน อีกทั้งคำขอที่จะมาพักที่ห้องปลอดเชื้อเพื่อ้าสั่งเสียกับลูกสาวเป็ครั้งสุดท้ายก็เป็ความ้าของคนไข้เอง คุณหมอจึงไม่ได้ให้ความร่วมมือกับจางเมี่ยวเจินที่กำลังโกหกคนไข้ “คุณเมี่ยวเจินครับ คุณป้ารู้อาการของตัวเองดี คุณไม่จำเป็ต้องปลอบใจเธอ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องทำคือคุณจะทำยังไงให้คุณป้าสบายใจต่างหากล่ะครับ”
“แม่คะ” จางเมี่ยวเจินกลั้นก้อนสะอื้น “แม่สบายใจได้เลยนะคะ หนูอยู่คนเดียวได้ ลูกสาวแม่เป็คนเก่งจะตาย แม่ไม่รู้เหรอ”
“แม่รู้ว่าหนูเป็คนเก่ง แต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็ยังอยากจะเห็นหนูแต่งงานมีครอบครัวอยู่ดี” คุณแม่จางจับมือลูกสาว “หนูเคยบอกว่าหนูมีคนรัก ก่อนที่แม่จะตาย หนูพาคนรักของหนูมาหาแม่ได้ไหม”
คุณหมอเ้าของไข้ขมวดคิ้ว อาการของคนไข้อย่างช้าที่สุดน่าจะอยู่ได้ไม่เกินวันพรุ่งนี้ แต่คนไข้กลับบอกให้ลูกสาวพาคนรักมาพบ คำขอนี้ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย เพราะคนไข้กับลูกสาวพักอยู่อีกอำเภอหนึ่ง และการเดินทางไปกลับระหว่างอำเภอต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แล้วคนไข้จะทนรอให้ถึงเวลานั้นได้อย่างไร ขณะที่คุณหมอกำลังจะช่วยปลอบใจคนไข้
จางเมี่ยวเจินก็พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “เื่นั้นจะไปยากอะไรคะแม่ ตอนนี้คนรักของหนูก็อยู่ที่นี่แล้ว เขาเพิ่งนั่งรถจากอำเภอมาถึงโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้เองค่ะ เดี๋ยวหนูจะพาเขามาพบแม่นะคะ”
คุณแม่หลินฝืนยิ้มให้ลูกสาวอย่างดีใจ ตอนนี้ร่างกายของเธอแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
หลินเฉียงสวมชุดปลอดเชื้อเดินตามหลังจางเมี่ยวเจินเข้ามา ลมหายใจของเขาติดขัดเล็กน้อยเมื่อมองเห็นว่าที่แม่ยายที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยลมหายใจที่รวยริน มันทำให้เขาอดที่จะนึกไปถึงครั้งสุดท้ายที่เขาได้พูดคุยกับพ่อแม่ไม่ได้ เพราะครั้งนั้นเขาก็ยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้เพื่อฟังคำสั่งเสียของพ่อกับแม่เหมือนกัน
“สวัสดีครับคุณน้า ผมชื่อหลินเฉียง คุณน้าจะเรียกผมว่าเสี่ยวเฉียงเหมือนที่แม่ของผมเรียกผมก็ได้นะครับ” หลินเฉียงทักทายคุณแม่จางด้วยความสุภาพและเป็ธรรมชาติ “ก่อนอื่นผมต้องขอโทษคุณน้าด้วยที่ผมคบกับเจินเจินตั้งนานแล้วแต่ผมกลับไม่เคยมาพบคุณน้าเลย คุณน้ายกโทษให้ผมด้วยนะครับ”
คุณแม่จางเห็นท่าทางที่แสนสุภาพและมีมารยาทของหลินเฉียงแล้วก็ยิ้มออก แม้ใบหน้าของเธอจะยังดูซีดเซียว แต่เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่จางเมี่ยวเจินมองเห็นรอยยิ้มที่สดใสของคุณแม่ การที่เธอขอร้องให้หลินเฉียงแกล้งเป็คนรักเพื่อหลอกให้คุณแม่สบายใจ คงเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้วในเวลานี้
“เสี่ยวเฉียง ในเมื่อเธอคบกับเจินเจินมานานแล้ว ถ้าน้าจะขออะไรเธอสักอย่าง เธอจะทำเพื่อน้าได้ไหม”
“คุณน้าพูดมาเลยครับ ผมยินดีทำให้คุณน้าทุกอย่าง” หลินเฉียงตอบรับอย่างไม่อิดออด
“อาการของน้าเป็ยังไงเธอคงเห็นแล้ว สภาพร่างกายแบบนี้น้าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน ดังนั้นก่อนที่น้าจะตาย... น้าอยากเห็นเธอกับเจินเจินแต่งงานกัน เธอพอจะทำให้ความปรารถนาของน้าสมหวังได้ไหม” คุณแม่จางยังจ้องหลินเฉียง “ไม่ต้องมีพิธีรีตองแล้วก็ไม่ต้องเชิญแขกมากมาย แค่ให้คุณหมอกับคุณพยาบาลช่วยเป็พยานให้พวกเธอในพิธียกน้ำชาก็พอ”
หลินเฉียงหันไปมองก็เห็นจางเมี่ยวเจินกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เขารีบพูดขึ้นมาก่อน “คุณน้าครับ แค่พิธียกน้ำชาคงทำให้คุณน้าวางใจไม่ได้ ผมขอให้คุณน้าอดทนรอพวกเราอีกสักหน่อย ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ผมกับเจินเจินจะกลับมาพร้อมทะเบียนสมรส คุณน้าจะอยู่รอพวกเราได้ไหมครับ”
คำพูดของหลินเฉียงทำให้กราฟแสดงอัตราการเต้นของหัวใจที่อยู่บนเครื่องวัดถึงกลับขยับขึ้น ผิดกับเมื่อครู่ที่เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่พร้อมจะดังเป็เสียงยาว แม้แต่คุณหมอเ้าของไข้ยังมองไปที่เครื่องวัดอย่างตกตะลึง
คุณแม่จางยิ้มทั้งน้ำตา “ถ้าเธอทำได้ น้าก็จะรอ”
หลินเฉียงไม่ยอมให้เสียเวลา เขารีบคว้าข้อมือจางเมี่ยวเจินเดินออกจากห้องพักคนไข้ไป
ณ สำนักงานกิจการพลเรือนประจำจังหวัด
“คุณหลิน คุณไม่จำเป็ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นะคะ แค่คุณแกล้งทำพิธียกน้ำชาต่อหน้าคุณแม่ เท่านี้ฉันก็ขอบคุณคุณมากแล้ว” จางเมี่ยวเจินบอกกับหลินเฉียงอย่างเกรงใจ “ก่อนหน้านี้คุณก็เพิ่งให้ฉันยืมเงินค่ารักษา ชาตินี้ฉันก็ไม่รู้จะตอบแทนคุณได้ยังไงแล้วล่ะค่ะ ถ้ายังต้องให้คุณมาจดทะเบียนสมรสหลอกๆ กับฉันอีก ฉันก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนคุณได้ยังไงแล้ว”
หลินเฉียงยืนยิ้มแล้วมองเอกสารที่ถืออยู่ในมือ เขาอยากจะกลับไปขอบคุณคุณแม่ของเขาเหลือเกิน เพราะถ้าแม่ไม่ยัดเอกสารสำคัญพวกนี้ใส่กระเป๋ามาให้ แล้วเขาจะมาทำเื่จดทะเบียนกับคนที่เขาแอบรักได้ยังไง
“คุณหลิน คุณฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่าคะ” จางเมี่ยวเจินเรียกชื่อชายหนุ่มอีกครั้ง
หลินเฉียงหันกลับไปจ้องหญิงสาว “คุณเมี่ยวเจิน ผมรู้นะว่าคุณก็รู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณ ความจริงแล้วการจดทะเบียนสมรสในครั้งนี้ นอกจากจะทำเพื่อให้คุณแม่ของคุณสบายใจแล้ว แต่มันยังเป็ความ้าและเป็ความเห็นแก่ตัวของผมด้วย คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงพูดอย่างนี้”
“เหตุผลมันคืออะไรคะ” จางเมี่ยวเจินใจเต้นแรง อย่างที่เขาพูดมาก็มีส่วนถูก เธอพอจะเดาได้ั้แ่แรกแล้วว่าเขาคิดยังไงกับเธอ ส่วนตัวเธอเองก็เริ่มมีความรู้สึกแปลกๆ กับเขาแล้วเหมือนกัน เพียงแต่เธอกับเขาเพิ่งพบกันได้แค่ไม่กี่ครั้ง ดังนั้นการจะพูดว่าพวกเขามีใจตรงกันออกไปตรงๆ มันก็ดูจะเป็การรีบร้อนเกินไป แต่ในเมื่อหลินเฉียงพูดมาถึงขนาดนี้ เธอก็อยากจะฟังว่าความเห็นแก่ตัวที่เขาพูดถึงมันหมายความว่าอะไร
“ความจริงผมอยากสารภาพรักและอยากขอคบกับคุณไปก่อน รอให้เรามั่นใจในความรู้สึกของกันและกัน ผมถึงจะขอคุณแต่งงาน แต่ครั้งนี้พอผมได้ยินคำขอของคุณน้า ผมก็เปลี่ยนความคิดไปแล้วครับ” หลินเฉียงยังยิ้มให้หญิงสาว เขาไม่คิดว่าความรู้สึกที่เขามีให้เธอนั้นมันเป็แค่ความรู้สึกฉาบฉวย เพราะเขารู้หัวใจตัวเองั้แ่ครั้งแรกที่ได้เจอกันแล้วว่าเธอคือคนที่เขาอยากแต่งงานและอยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสมาส่งถึงมือ เขาก็พร้อมที่จะข้ามขั้นตอนพวกนั้นแล้วยอมรับปากที่จะแต่งงานกับเธอทันที
หลินเฉียงจ้องหญิงสาวก่อนจะพูดประโยคต่อไป “ความเห็นแก่ตัวของผมก็คือผมอยากเก็บคุณไว้ใกล้ๆ ตัว และผมก็อยากจะตีตราจองคุณไว้โดยไม่คิดที่จะให้โอกาสใครได้มาแย่งคุณไป ต่อให้คุณจะไม่รักผมหรือคุณต้องมาจดทะเบียนสมรสกับผมด้วยความไม่เต็มใจ แต่ผมก็ยังจะตัดสินใจแบบเดิมอยู่ดี เพราะผมหวังว่าระหว่างที่เราถือทะเบียนสมรสอยู่ด้วยกัน คุณจะหันมามองผมและคุณจะเปิดใจรับกับความรู้สึกที่ผมมีให้คุณ แต่ถ้ามันถึงที่สุดแล้วและคุณก็มั่นใจแล้วว่าคุณจะรักผมไม่ได้ ถึงวันนั้นผมก็จะยอมแพ้และเราจะไปจดทะเบียนหย่ากันครับ”
จางเมี่ยวเจินได้ยินคำพูดของชายหนุ่มก็ถึงกับหน้าแดง แม้คำพูดของเขาจะไม่ได้ฟังดูอ่อนโยนหรือหวานหูจนมดขึ้น แต่ทุกคำพูดของเขากลับเต็มไปด้วยความจริงใจ และทุกคำพูดของเขายังแสดงให้เห็นว่าเขาเห็นเธอเป็คนสำคัญ ในชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่ง เธอยังจะ้าอะไรไปมากกว่านี้อีก “ขอบคุณนะคะคุณหลิน”
“กำลังจะจดทะเบียนกันอยู่แล้ว คุณยังเรียกผมว่าคุณหลินอีกเหรอครับ อยู่ต่อหน้าคุณน้า คุณยังเรียกผมว่าอาเฉียงอยู่เลย” หลินเฉียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เพราะคำว่าขอบคุณที่เธอพูดออกมา มันหมายความว่าเธอเริ่มมองเห็นความจริงใจของเขาแล้ว ดังนั้นอีกไม่นานเธอก็คงจะยอมเปิดใจให้เขา “ตอนนี้ผมเรียกคุณว่าเจินเจินได้แล้วใช่ไหม”
จางเมี่ยวเจินพยักหน้าเป็เชิงอนุญาต หลินเฉียงจึงจูงมือเธอเดินไปหาเ้าหน้าที่เพื่อแจ้งความประสงค์ว่าพวกเขา้ามาจดทะเบียนสมรส เ้าหน้าที่ยังอยากถามคำถามอีกมากมาย แต่เมื่อเห็นเอกสารส่วนตัวที่ทั้งคู่เตรียมมาอย่างดี รวมถึงเหตุผลที่พวกเขาต้องรีบเอาทะเบียนสมรสกลับไปให้คุณแม่จางดูเป็ครั้งสุดท้าย เ้าหน้าที่ที่โต๊ะจดทะเบียนรวมถึงเ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ถ่ายรูปเพื่อเอาไปติดไว้ในทะเบียนสมรสถึงกับไปขออนุญาตคู่สมรสรายอื่นเพื่อให้หลินเฉียงกับจางเมี่ยวเจินแซงคิว
คู่รักที่นั่งรอคิวเพื่อจดทะเบียนสมรส เมื่อรู้ถึงเหตุผลและความจำเป็อันเร่งด่วนของหลินเฉียงกับจางเมี่ยวเจิน ทุกคู่ต่างตอบรับด้วยความเต็มใจที่จะให้คู่ของหลินเฉียงแซงคิว หลินเฉียงไม่มีอะไรจะตอบแทน ได้แต่มอบซองแดงให้กับคู่รักทุกคู่เพื่อเป็การขอบคุณ
แม้ซองแดงนั้นจะมีเงินอยู่แค่สิบหยวน แต่สำหรับคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรสต่างมองว่าเงินจำนวนนั้นคือสิริมงคล และเป็เงินที่พวกเขาได้มาจากการทำความดี หลายคู่เก็บซองแดงใส่กระเป๋าไว้อย่างดี เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่ดีของพวกเขา
หลินเฉียงกับจางเมี่ยวเจินถือทะเบียนสมรสเล่มใหม่กลับมาที่โรงพยาบาล ทันทีที่คุณแม่จางมองเห็นทะเบียนสมรสเล่มสีแดงสด ความกังวลที่เคยมีก็เหมือนจะหายไป เธอนอนหลับตาไปพร้อมกับมือที่กอดทะเบียนสมรสของลูกสาวไว้แนบอก จากนั้นเสียงของเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจก็ดังเป็เสียงยาว
หลินเฉียงกับจางเมี่ยวเจินได้แต่ยืนมองดูคุณแม่จางที่นอนหลับไปพร้อมรอยยิ้มที่มีความสุขและไร้ซึ่งความกังวล