ราวกับทั้งผืนแดนกำลังกลั้นหายใจ
เบื้องหน้า
เสาดำต้นแรกตั้งตระหง่านดุจแท่งเหล็กที่แทงขึ้นมาจากใต้พิภพ
พื้นผิวของมันหยาบเก่า มีรอยแตกและรอยกัดกร่อนจากกาลเวลานับไม่ถ้วน
แต่ตรงกลางเสากลับยังเห็นภาพสลักของสัตว์โบราณได้อย่างชัดเจน
มันเป็อสูรรูปทรงคล้ายพยัคฆ์ แต่มีเขางอกยาวขึ้นจากหน้าผาก
เขี้ยวแสยะออกจากริมปาก
กรงเล็บเหยียดค้างอยู่ในท่าจะตะครุบ
ทั้งร่างเหมือนกำลังแหงนหน้าคำรามสู่ฟ้า
แม้เป็เพียงภาพสลัก
แต่กลับแผ่แรงกดดันเย็นเยียบจนคนมองรู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด
ไม่มีผู้ใดพูดอยู่ครู่ใหญ่
กระทั่งหานหลงกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
แล้วเอ่ยเสียงเบา
“นี่...ไม่ควรเป็เขตที่ฉินก่วงห้ามไว้หรือ”
จ้าวคุนยังจ้องเสาดำไม่ละสายตา
ดวงตาของมันฉายทั้งระแวงและความโลภในคราเดียว
“เขาห้าม” มันกล่าว “แต่ไม่ได้บอกว่าเข้าใกล้ไม่ได้”
อี้ซินเหลือบมองมันเพียงแวบเดียว
ก่อนหันกลับไปยังเสาดำดังเดิม
ในอกของเขา
สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นขึ้นชัดกว่าก่อน
หยกดาราในชีพจรเองก็อุ่นขึ้นอีกส่วน
แม้แต่แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วก็ยังเย็นวาบเป็ระยะ
ทั้งสามสิ่งตอบสนองพร้อมกัน
อี้ซินย่อมไม่มีทางเชื่อว่าเป็เื่บังเอิญ
สือเหยียนลดเสียงลง
“ข้ารู้สึกไม่ชอบที่นี่”
“ผู้ใดชอบแดนที่มีคำว่า ‘ห้ามเข้าใกล้’ ย่อมมีปัญหาที่หัว” อี้ซินตอบเรียบ
สือเหยียนหัวเราะแห้งเบา ๆ
แต่ยังไม่คลายมือจากด้ามกระบี่สั้นข้างเอวแม้แต่น้อย
เยี่ยซูซินกวาดสายตามองรอบ ๆ อย่างละเอียด
ก่อนเอ่ยขึ้น
“หมอกรอบเสานี้ไม่เหมือนที่อื่น”
หลินเซวียนหันมองทันที “ต่างอย่างไร”
“มันไม่ไหลตามลม” นางตอบ “มันหมุนรอบเสาเอง”
ทุกคนจึงเพ่งตาม
ครั้นมองดี ๆ ก็เห็นจริงดังนางว่า
หมอกขาวเทาแถบนั้นมิได้ลอยผ่านเสา
หากหมุนวนเป็วงช้า ๆ รอบฐานของมัน
คล้ายกำลังปกปิดบางสิ่งเอาไว้
อี้ซินก้มมองพื้น
พบว่าตรงบริเวณรอบเสาดำไม่มีหญ้าขึ้น
มีเพียงหินแตกละเอียดสีคล้ำกับรอยขีดลึกหลายสาย
รอยเ่าั้มิใช่ร่องเก่าจากน้ำฝนหรือแดดลม
แต่เหมือนรอยของกรงเล็บหรืออาวุธหนักบางอย่างกระแทกพื้นทิ้งไว้
มีคนเคยมาถึงที่นี่
และไม่ใช่แค่ยืนดู
จ้าวคุนก้าวนำออกไปหนึ่งก้าวในที่สุด
“ข้าจะไปดูใกล้ ๆ” มันกล่าว “ผู้ใดกลัวก็ตามใจ”
โจวเหอรีบตามออกไปเกือบจะทันที
แม้ใบหน้ามันจะยังซีดจากแผลเก่ากับพิษหมาด ๆ ในอากาศ
แต่แววตากลับร้อนแรงขึ้นทุกขณะ
อี้ซินไม่ได้รั้ง
เขาเพียงจับตาดูฝีเท้าของทั้งคู่เงียบ ๆ
จ้าวคุนก้าวเข้าไปใกล้เสาดำทีละก้าว
โจวเหอเดินซ้อนหลังหนึ่ง่ตัว
พื้นหินรอบเสาไม่ส่องแสง
ไม่มีค่ายกลแสดงตัว
ไม่มีอสูรพุ่งออกมาโจมตี
ทุกอย่างสงบเกินไป
ยิ่งสงบ
อี้ซินยิ่งไม่วางใจ
ครั้นจ้าวคุนเหลือระยะห่างจากเสาเพียงห้าจั้ง
หมอกที่วนรอบฐานเสาก็พลันปั่นป่วนขึ้น
ฟู่ม!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งออกจากหมอกโดยไร้สัญญาณ
เร็วเกินตา
คมเกินรับรู้
จ้าวคุนถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
โจวเหอร้องลั่นแล้วฟันมือเปล่าสวนออกไปเต็มแรง
ปึก!
เสียงกระแทกดังทึบ
ร่างของโจวเหอกระเด็นหมุนกลับมาเกือบสามจั้งเต็ม
ซัดพื้นหินดังโครม
โลหิตพุ่งออกจากปากทันที
คราวนี้มิใช่แค่แผลเก่าปริ
แต่เป็โลหิตสดจากภายในจริง ๆ
จ้าวคุนเองก็ถอยกรูดไปหลายก้าว
หน้าอกสะท้าน
แม้ยังยืนได้
แต่ใบหน้ากลับเขียวคล้ำวูบหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
หมอกตรงฐานเสาดำแตกกระจายออก
เผยให้เห็นร่างของ “สิ่งที่ซ่อนอยู่” ช้า ๆ
มันเป็ตุ๊กตาหินสีดำขนาดเท่ามนุษย์เต็มวัย
รูปร่างเหมือนนักรบเกราะหนา
ศีรษะเป็หมวกอสูรเขาสั้น
มือถือทวนยาวสีดำด้านเล่มหนึ่ง
ดวงตาของมันไม่มีั์ตา
มีเพียงแสงแดงหม่นเรืองอยู่ภายในโพรงตาลึก
เพียงยืนอยู่เฉย ๆ
มันก็ให้ความรู้สึกราวกับศพทหารโบราณที่ถูกชุบชีวิตขึ้นจากหิน
ทุกคนในกลุ่มหน้าเปลี่ยนสีพร้อมกัน
“หุ่นเฝ้าเสา...” เยี่ยซูซินพึมพำ
จ้าวคุนกัดฟันแน่น
แรงปะทะเมื่อครู่ทำให้มันรู้ทันทีแล้วว่า หุ่นหินตัวนี้มิใช่สิ่งที่ศิษย์ใหม่ทั่วไปจะบุกผ่านได้ง่าย ๆ
โจวเหอซึ่งนอนกุมอกอยู่กับพื้นส่งเสียงครางต่ำ
พยายามยันกายขึ้น
แต่เพียงขยับอีกครั้งก็สำลักโลหิตออกมาเพิ่ม
อี้ซินเหลือบมองมันเพียงแวบเดียว
แล้วก้าวออกจากกลุ่มช้า ๆ
สือเหยียนหันขวับ “เ้าจะทำอะไร”
“ดูให้ชัดก่อน” อี้ซินตอบ
เขาไม่ได้พุ่งเข้าใส่ทันที
เพียงเดินเป็ครึ่งวงกลมช้า ๆ จับตาหุ่นเฝ้าเสาอย่างไม่กะพริบ
สิ่งนั้นไม่ไล่ตาม
ไม่พูด
ไม่เคลื่อนไหวโดยไร้เหตุ
มันเพียงหันตามผู้ที่ก้าวล้ำเขตหมอกวนรอบเสาเท่านั้น
อี้ซินมองเห็นแล้วว่า
หุ่นเฝ้าเสาไม่ใช่ค่ายกลตาย
มันคือ “ผู้เฝ้า” จริง ๆ
ผู้ใดข้ามเส้นหมอก
มันโจมตี
ผู้ใดยืนอยู่นอกเส้น
มันนิ่ง
จ้าวคุนเองก็ดูจะเห็นเช่นกัน
แววตาของมันค่อย ๆ มืดลงด้วยความเสียดายและหงุดหงิด
“ของดีอยู่ตรงหน้า” มันกล่าวลอดไรฟัน “แต่กลับแตะไม่ได้...”
อี้ซินไม่ตอบ
เพียงก้มลงหยิบก้อนหินจากพื้นขึ้นมาแล้วโยนไปยังหมอกวนด้านซ้ายของเสา
ทันทีที่ก้อนหินทะลุผ่านแนวหมอก
หุ่นเฝ้าเสาก็พุ่งออกดั่งอสนีดำ
เคร้ง!
ปลายทวนฟาดก้อนหินจนะเิเป็ผงในคราเดียว
จากนั้นมันก็กลับไปยืนที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทุกคนสูดหายใจเย็น
เร็วเกินไป
หนักเกินไป
หานหลงแค่นหัวเราะอย่างฝืดฝืน
“หากเมื่อครู่มันฟันคอโจวเหอแทนอก…”
เขาเว้นคำไว้กลางอากาศ
แต่ทุกคนย่อมเข้าใจว่าหมายถึงอะไร
โจวเหอเองหน้าเปลี่ยนซีดขาว
ต่อให้มันอับอายเพียงใด
บัดนี้ก็ไม่กล้าส่งเสียงท้าทายอีกแม้แต่น้อย
อี้ซินเพ่งมองหมอกวนรอบเสาอีกครา
หยกดาราในร่างยิ่งอุ่นขึ้น
สิ่งลึกลับในอกเต้นถี่เล็กน้อย
ราวกับกำลังดึงเขาให้ก้าวเข้าไปให้ได้
ทว่าเขาไม่ใช่คนใช้หัวใจนำหน้าโดยไร้สติ
เขาจึงถอยกลับมาหนึ่งก้าว
กวาดตามองรอบพื้นที่อีกครั้ง
และครานั้นเอง
สายตาของเขาก็หยุดลงที่เงาบางอย่างหลังเสาดำต้นที่สองซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอีก
มันไม่ใช่หุ่นหิน
ไม่ใช่หมอก
แต่เป็ “คน”
คนผู้หนึ่งกำลังกึ่งนั่งกึ่งพิงอยู่บนซากหินแตก
อาภรณ์สีเงินขาวของนางเปื้อนโลหิตเป็คราบหลายแห่ง
เส้นผมดำยาวครึ่งหนึ่งหลุดลุ่ยลงจากปิ่น
ทว่าแม้อยู่ในสภาพาเ็เช่นนั้น ความงามของนางกลับยิ่งเด่นชัดขึ้นจนแทบทำให้ป่ามืดรอบด้านพลันแคบลงไปถนัดตา
“มีคนอยู่ตรงนั้น!” หลินเซวียนอุทานเบา ๆ
ทุกสายตาหันตามทันที
สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เมื่อได้ยินเสียงผู้คน
ชั่วขณะนั้น
แม้แต่หมอกยังคล้ายหยุดไหว
ใบหน้าของนางขาวเย็นดุจหยกหิมะ
คิ้วเรียวยาวดุจเขียนด้วยหมึกเข้ม
ดวงตาคู่งามลึกเย็นประหนึ่งสระน้ำแข็งกลางราตรี
เรียวขนตายาวทอดเงาบางลงบนพวงแก้มที่แม้ซีดจากการเสียโลหิตก็ยังงามจับใจ
ริมฝีปากบางของนางมีคราบโลหิตแดงเข้มแตะอยู่เล็กน้อย
ทว่าคราบนั้นมิได้ลดทอนความงามลงแม้เสี้ยว
กลับยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกประหลาดอย่างยากบรรยาย
ราวบุปผาหิมะที่ถูกแตะด้วยหยดโลหิตแรกของอรุณ
อาภรณ์สีเงินขาวของนางขาดวิ่นตรงชายแขนและบ่า
เผยให้เห็นผิวขาวละเอียดดุจน้ำนมเพียงเล็กน้อย
แต่เพียงเล็กน้อยนั้นกลับยิ่งทำให้คนมองใจสะท้านมากกว่าเห็นเต็มตาเสียอีก
สตรีเช่นนี้…
ต่อให้อยู่ท่ามกลางหมอกมรณะ โลหิต และเสาหินดำ
ก็ยังโดดเด่นราวแสงจันทร์เย็นจัดที่สาดลงบนยอดเขาเดียวดาย
งามเกินจริง
สูงส่งเกินจริง
และเย็นเกินกว่าผู้คนจะกล้าสบตาตรง ๆ นานนัก
เยี่ยซูซินสูดหายใจเบา
หลินเซวียนถึงกับลืมคำพูดกลางคัน
แม้แต่จ้าวคุนที่เดิมจิตเต็มไปด้วยความโลภ ยังชะงักไปชั่วขณะเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเต็มตา
อี้ซินมิได้ตะลึงกับความงามของนางนานเท่าคนอื่น
เพราะสิ่งแรกที่เขาเห็นกลับเป็ “สภาพแวดล้อม” รอบตัวนาง
นางอยู่ “หลังเขตหมอก” ไปแล้ว
นั่นหมายความว่า นางเคยก้าวเข้าไปในเขตของหุ่นเฝ้าเสา
แต่ยังไม่ตาย
แค่นี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่า นางไม่ธรรมดา
สตรีผู้นั้นมองคนทั้งกลุ่มเพียงครู่เดียว
ก่อนจะลดสายตากลับไปที่หุ่นเฝ้าเสาเบื้องหน้า
น้ำเสียงของนางเมื่อเอ่ยขึ้น เย็นใสเหมือนน้ำค้างยามค่ำตกต้องศิลา
“หากไม่อยากตาย” นางกล่าว “อย่ายืนรวมกันเช่นนั้น”
แทบในเวลาเดียวกัน
แสงแดงในดวงตาของหุ่นเฝ้าเสาก็พลันสว่างขึ้นสองเท่า
อี้ซินแววตาแข็งวาบทันที
“ถอย!”
เขาตวาดคำเดียวพร้อมพุ่งไปข้างหน้าแทบพร้อมกัน
หุ่นเฝ้าเสายกทวนขึ้นสูง
จากนั้นกระแทกปลายด้ามลงพื้นเต็มแรง
ครืน!
พื้นหินสั่นะเืทั่วบริเวณ
หมอกที่วนรอบเสาพลันแตกกระจายออกเป็คลื่นดำเทา
จากใต้ฝ่าเท้าของคนทั้งกลุ่ม เส้นอักขระสีแดงเข้มก็สว่างพรวดขึ้นเป็วงใหญ่
ค่ายกล!
ผู้ที่ถอยทันมีเพียงอี้ซิน สือเหยียน เยี่ยซูซิน และจ้าวคุน
ส่วนหานหลง ซ่งอี้ มู่เจิ้ง และฟางเหอที่าเ็อยู่ขยับไม่ทันเต็มที่
อักขระใต้เท้าพลันพุ่งเส้นแสงคมบางขึ้นมาพร้อมกัน
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
หานหลงกรีดร้องลั่นเมื่อท่อนแขนถูกเส้นแสงตัดลึกถึงกระดูก
ซ่งอี้สะโพกถูกเฉือนเป็รอยยาว
ฟางเหอที่เดิมอ่อนแรงอยู่แล้วถึงกับทรุดลงคุกเข่าทันทีเพราะต้นขาถูกเฉือนซ้ำเข้าอีก
ลานเสาหินทั้งบริเวณพลันปั่นป่วนวุ่นวาย
จ้าวคุนสบถหยาบแล้วถอยกรูดไปอีกสามก้าว
มันไม่คิดว่าหุ่นเฝ้าเสาตัวเดียวจะขยับค่ายกลวงกว้างได้ถึงเพียงนี้
อี้ซินมิได้หยุดแม้ชั่วลมหายใจเดียว
เขาพุ่งเข้าหาหานหลงก่อน
คว้าคอเสื้ออีกฝ่ายเหวี่ยงออกจากแนวอักขระ
จากนั้นเตะซ่งอี้ให้กลิ้งหลบเส้นแสงถัดไปอย่างเฉียดฉิว
เส้นแสงคมตัดผ่านปลายผมของเขาไปไม่ถึงครึ่งคืบ
ลมหายใจของผู้ที่เห็นแทบหยุดตามกัน
หุ่นเฝ้าเสาไม่ปล่อยโอกาสนั้น
มันพุ่งตรงเข้าใส่อี้ซินทันที
ทวนดำในมือแทงมาเป็เส้นตรงเรียบง่าย
แต่กลับเร็ว หนัก และคมจนหมอกเบื้องหน้าถูกฉีกออกทั้งแถบ
อี้ซินไม่รับตรง
เขาเบี่ยงกายหลบเฉียง
ปลายทวนเฉียดสีข้างไปเพียงคืบเดียว
จากนั้นมือซ้ายของเขาก็คว้าด้ามทวนไว้ฉับพลัน
แรงะเืมหาศาลแล่นจากด้ามทวนเข้าสู่แขนในคราวเดียว
หนักจนกระดูกแทบลั่น
แต่แววตาของอี้ซินกลับยิ่งเย็น
เขาหมุนตัวครึ่งวง
ใช้แรงฉุดสวนกับแรงแทงของอีกฝ่าย
หวังให้หุ่นเฝ้าเสาเสียหลัก
ทว่าหุ่นนั้นมิใช่มนุษย์
เท้าเหล็กของมันกดพื้นแน่นดังตรึงด้วยตะปู
ร่างทั้งร่างกลับไม่ขยับแม้ครึ่งนิ้ว
อี้ซินดวงตาหดเล็กลง
พลันปล่อยมือซ้ายทันที
แล้วใช้ศอกขวากระแทกเข้าข้อต่อระหว่างหมวกเกราะกับไหล่ของมันเต็มแรง
ปึง!
เสียงโลหะดังทึบ
ร่างหุ่นหินสั่นวูบ
แต่ไม่ถอย
มันเหวี่ยงด้ามทวนกลับด้วยแรงอันน่ากลัว
อี้ซินย่อตัวต่ำหลบไปเพียงเสี้ยว
ลมจากด้ามทวนฟาดผ่านเหนือศีรษะจนเส้นผมขยับปลิว
จ้าวคุนซึ่งยืนดูจากข้างสนามแววตาวูบหนัก
ต่อให้เป็มันในสภาพสมบูรณ์ก็ใช่ว่าจะกล้าพุ่งเข้าแลกกับหุ่นเฝ้าเสาเช่นนี้ตรง ๆ
สตรีปริศนาหลังเสาดำยังคงนั่งพิงหินอยู่ดังเดิม
ดวงตาคู่งามเย็นจับอยู่ที่อี้ซินนิ่ง ๆ
นางมิได้ร้องขอความช่วยเหลือ
มิได้แสดงท่าทีร้อนรน
แม้โลหิตที่ซึมจากาแตรงชายเสื้อจะยังเปื้อนชัด
ทว่ายามมองภาพอี้ซินต่อสู้กับหุ่นเฝ้าเสา
แววตาของนางกลับเปลี่ยนไปเสี้ยวหนึ่ง
จากเย็นสงบ เป็คมลึกขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
อี้ซินรับรู้สายตานั้นอยู่ครึ่งหนึ่ง
แต่อีกครึ่งต้องทุ่มให้ศัตรูตรงหน้า
หุ่นเฝ้าเสาแทงทวนซ้ำอีกสามครา
ตรง
หนัก
ไม่หวือหวา
แต่นั่นเองกลับน่ากลัวที่สุด
เพราะทุกกระบวนของมันไม่มีส่วนเกินแม้เสี้ยว
อี้ซินหลบซ้าย
เฉียงขวา
ย่อตัวต่ำ
ปล่อยให้ปลายทวนเฉียดผ่านกายทีละครั้ง
ทุกคนที่มองอยู่ต่างรู้พร้อมกันว่า หากเขาพลาดเพียงก้าวเดียว ร่างย่อมถูกเจาะทะลุแน่
และในจังหวะที่ทวนคราที่สี่แทงมา
อี้ซินพลันมองเห็น
ข้อต่อข้อศอกซ้ายของหุ่นเฝ้าเสา—
ทุกครั้งที่มันดึงทวนกลับ
จะหน่วงอยู่ชั่วเสี้ยวหนึ่ง
จุดอ่อน
แม้เล็ก
แต่มีจริง
ดวงตาของอี้ซินพลันวาบเย็น
เขาไม่ถอยรออีก
แต่ก้าว “สวน” เข้าหาปลายทวนตรง ๆ
เสียงอุทานดังขึ้นรอบด้าน
คนทั่วไปเมื่อเห็นปลายทวนพุ่งเข้าอก ย่อมถอย
แต่เขากลับเลือกพุ่งเข้าไปหา
วินาทีนั้นเอง อี้ซินหมุนตัวเฉียงหลบปลายทวนไปเพียงเสี้ยวผม
เสื้อด้านข้างถูกคมลมกรีดขาดเป็แนวยาว
แต่ก่อนที่ทวนจะดึงกลับ เขาก็ใช้นิ้วทั้งห้าตะปบลงบนข้อต่อข้อศอกซ้ายของหุ่นหินสุดแรง
ปัก!
เสียงโลหะกระแทกดังแหลม
ข้อต่อส่วนนั้นยุบเข้าไปครึ่งนิ้ว
หุ่นเฝ้าเสาชะงักจริงเพียงเสี้ยวเดียว
แต่อี้ซินไม่ปล่อยเสี้ยวนั้นผ่าน
หมัดขวาพุ่งซ้ำทันที
อัดเข้าใส่จุดเดิมอีกครา
ปัง!
ครานี้เสียงแตกดังชัด
รอยแยกเส้นหนึ่งวิ่งลามจากข้อศอกขึ้นถึงไหล่ของหุ่นหิน
แสงแดงในดวงตาของมันสั่นวูบ
ทวนดำในมือแกว่งเสียจังหวะไปชั่วขณะ
“ตอนนี้!” สือเหยียนร้องลั่น
จ้าวคุนลังเลอยู่เสี้ยวลมหายใจ
แต่สุดท้ายก็เลือกพุ่งเข้าไปด้วยเช่นกัน
เพราะมันรู้แล้วว่าหากปล่อยหุ่นเฝ้าเสาตัวนี้ยืนอยู่ต่อ
ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์แตะเขตด้านในแม้แต่คนเดียว
ทั้งสามเข้าใส่พร้อมกัน
สือเหยียนใช้กระบี่สั้นฟันข้อต่อเข่าขวา
จ้าวคุนซัดฝ่ามือเข้าอกหิน
ส่วนอี้ซินหมุนตัวขึ้นสูงครึ่ง่ไหล่ แล้วปล่อยเข่ากระแทกลงบนบ่าแตกของหุ่นเต็มแรง
โครม!
หุ่นเฝ้าเสาทรุดเข่าลงกับพื้นเป็ครั้งแรก
รอยร้าวลามเพิ่มจากไหล่ลงลำตัว
แต่ก่อนทุกคนจะได้ดีใจ
แสงแดงในดวงตาของมันกลับลุกโชนขึ้นฉับพลัน
แรงกดเก่าแก่สายหนึ่งพลันะเิออกจากร่าง
ปัง!
สือเหยียนถูกสะบัดถอย
จ้าวคุนปลิวกรูดไปด้านข้าง
อี้ซินเองก็ถูกแรงนั้นผลักจนต้องะโถอยลงมารับพื้นอย่างหนัก
หุ่นเฝ้าเสาค่อย ๆ ลุกขึ้นอีกครั้ง
ช้ากว่าก่อน
แต่กลับน่ากลัวกว่าเดิม
รอยแตกทั่วร่างเรืองแสงแดงหม่น
ทวนดำในมือส่งเสียงครางต่ำ
หมอกทั้งหมดรอบเสาดำเริ่มหมุนเร็วขึ้นหลายเท่า
เยี่ยซูซินหน้าเปลี่ยนสี
“มันกำลังปลุกค่ายกลชั้นที่สอง!”
จ้าวคุนสบถหยาบ
สือเหยียนเช็ดโลหิตมุมปาก
แม้แต่หานหลงที่เจ็บแขนอยู่ยังหน้าซีดลงชัดเจน
หากค่ายกลชั้นที่สองเปิดขึ้นในสภาพนี้
ต่อให้ไม่ตายกันหมด ก็ไม่มีผู้ใดเหลือแรงพอเดินต่อแน่
ในขณะนั้นเอง
เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นจากหลังเสาดำ
เสียงนั้นเย็น
ใส
ชัดถ้อยชัดคำ
“ตีที่กลางอกด้านซ้ายหนึ่งคืบต่ำจากรอยสลัก”
ทุกคนชะงักพร้อมกัน
รวมถึงอี้ซินด้วย
เป็สตรีปริศนาผู้นั้น
นางใช้มือข้างหนึ่งยันกายลุกขึ้นช้า ๆ
แม้ร่างจะยังอ่อนแรง
แต่ทันทีที่ยืนตรง ความงามของนางกลับยิ่งเปิดเผยชัดเจนกว่าเดิมอีกหลายส่วน
เรือนผมดำสนิทปลิวไหวกลางหมอก
อาภรณ์สีเงินขาวแม้เปื้อนโลหิตก็ยังขับให้ผิวของนางขาวดุจหิมะ
ดวงตาคู่งามเย็นลึกราวดวงจันทร์สะท้อนในบึงน้ำแข็ง
ลำคอระหงและโครงไหล่ละเอียดอ่อนนั้นแม้อยู่ในสภาพาเ็ก็ยังสง่างามอย่างไม่น่าเชื่อ
นางมิใช่ความงามแบบชวนให้คนอยากเข้าใกล้โดยง่าย
แต่เป็ความงามที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกราวกำลังมองสิ่งสูงส่งเกินแตะต้อง
ยิ่งเย็น
ยิ่งงาม
ยิ่งนิ่ง
ยิ่งทำให้จิตใจคนสั่นไหว
ครั้นนางสบตาอี้ซิน
สายตานั้นก็หาได้อ่อนหวานไม่
หากเย็นคมราวหิมะปลายฤดูหนาว
“หากเ้าช้าอีกสามลมหายใจ” นางกล่าว “พวกเ้าจะตายกันหมด”
คำเตือนนั้นตรงดุจศร
อี้ซินไม่ถามว่าเหตุใดนางจึงรู้
ไม่ถามว่านางเป็ผู้ใด
เพราะเวลานี้ทุกลมหายใจมีค่าเกินจะเสียไปกับคำถาม
เขาพุ่งออกไปในทันที
หุ่นเฝ้าเสากำลังกระแทกทวนลงพื้นเป็คราที่สอง
แสงแดงรอบรอยแตกในร่างยิ่งโชนแรง
อี้ซินใช้ฝีเท้าแทรกผ่านหมอก
หลบทวนที่กวาดกลับมาเพียงเส้นผม
จ้าวคุนเองก็เข้าใจกระทันหัน จึงะโกดความลังเลแล้วซัดฝ่ามือใส่่ขาของมันเพื่อดึงความสนใจ
สือเหยียนพุ่งเข้าด้านขวาพร้อมกระบี่สั้น
ฟันใส่ข้อพับเข่าอีกครั้ง
หุ่นเฝ้าเสาหันไปตามแรงรบกวนทั้งสอง
หน้าอกด้านซ้ายจึงเผยช่องสั้น ๆ ขึ้นในพริบตา
ตรงนั้น—
ใต้รอยสลักสัตว์โบราณบนอกซ้ายลงมาหนึ่งคืบ
มีจุดดำขนาดเท่าหัวแม่มือจมอยู่จริง
อี้ซินเห็นแล้ว
ก็ไม่เหลือสิ่งใดในสายตาอีก
เขาก้าวถึงตัวหุ่นในสามย่าง
ยันเท้าซ้ายขึ้นบนหัวเข่าหินของมัน
ใช้ไหล่กระแทกอกตัวเองส่งแรงขึ้น
จากนั้นหมัดขวาที่รวมกำลังทั้งเอว สันหลัง และลมปราณเข้าด้วยกันก็พุ่งตรงเข้าใส่จุดดำนั้นเต็มแรง
ปังงง!
เสียงะเิดังลั่นราวหินผาถูกผ่ากลาง
ร่างของหุ่นเฝ้าเสาค้างนิ่ง
แสงแดงในดวงตาดับวูบทันที
รอยแตกทั่วร่างลามกระจายรวดเร็วดุจใยแมงมุม
แล้วทั้งร่างก็ถล่มลงมาเป็เศษหินสีดำเกลื่อนพื้น
ค่ายกลแดงรอบบริเวณดับสนิทในคราเดียว
หมอกที่หมุนคลุ้มคลั่งพลันหยุดลง
เหลือเพียงความเงียบหนาวเย็นหล่นทับลงมาทั่วลานเสาดำ
ไม่มีผู้ใดพูดอยู่หลายอึดใจ
จ้าวคุนหอบหนัก
สือเหยียนปาดโลหิตที่มุมปาก
หานหลงทรุดนั่งกับพื้น
แม้แต่โจวเหอเองก็ดวงตาสั่นวูบไม่หยุด
คนทั้งกลุ่มรอดตายมาเพียงเส้นยาแดงจริง ๆ
อี้ซินยืนอยู่เหนือเศษซากหุ่นหิน
หมัดขวายังเจ็บชา
ลมหายใจแรงขึ้นชัด
แต่ดวงตายังคงนิ่งดังเดิม
จากนั้นเขาจึงหันไปมองสตรีผู้นั้นเป็ครั้งแรกอย่างจริงจัง
นางยืนพิงเสาดำอยู่
โลหิตซึมตรงชายเสื้อด้านซ้าย
แต่ท่าทางยังตรง
ยังเย็น
ยังงามเกินบรรยายดังเดิม
หมอกสีเทาขาวที่ไหลผ่านรอบกายนาง
กลับยิ่งขับให้นางดูเด่นราวภาพฝันกลางแดนตาย
อี้ซินประสานมือเล็กน้อย
“ขอบคุณ”
สตรีผู้นั้นมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเพียงสั้น
“เ้าลงมือเร็วพอ”
แม้เป็คำตอบธรรมดา
แต่น้ำเสียงของนางกลับเย็นใสจนคนฟังจำได้ยากจะลืม
จ้าวคุนกวาดตามองนางช้า ๆ
แววตาของมันเปลี่ยนไปอีกชั้น
ไม่ใช่เพียงตกตะลึงในความงาม
แต่กำลังชั่งใจว่าสตรีผู้หนึ่งซึ่งสามารถมาถึงหลังเสาดำนี้ได้ จะมีภูมิหลังเพียงใด
สือเหยียนเป็ฝ่ายถามก่อนอย่างระวัง
“ท่าน...เป็ศิษย์ของสำนักหรือไม่”
สตรีผู้นั้นมิได้ตอบทันที
นางก้มมองาแของตนเองครู่หนึ่ง
ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“ข้าหลงทางเข้ามา” นางตอบ
คำตอบนั้นเรียบ
แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อเต็มส่วน
เพราะผู้ที่หลงทางเข้ามาถึงเขตเสาดำเช่นนี้
ต่อให้ไม่ตาย ก็ไม่มีทางยืนสงบนิ่งเช่นนางได้
อี้ซินเองก็รู้
แต่มิได้ซักไซ้
เขาเพียงมองาแตรงสีข้างนางแล้วถามเรียบ
“เดินไหวหรือไม่”
สตรีผู้นั้นหันมามองเขาตรง ๆ
แววตาเย็นลึกราวหิมะแรกหนาว
“หากเดินไม่ไหว” นางถามกลับ “เ้าจะช่วยหรือ”
คำถามนั้นตรงนัก
จนหลินเซวียนถึงกับกลั้นหายใจ
เยี่ยซูซินก็เหลือบมองอี้ซินทันที
อี้ซินสีหน้าไม่เปลี่ยน
เพียงตอบไปตามจริง
“ผู้ใดช่วยพวกข้าจากค่ายกล ข้าย่อมไม่ทิ้งผู้นั้นไว้กับที่”
สตรีผู้นั้นเงียบอยู่ชั่วครู่
ก่อนแววในดวงตาจะไหวเพียงเสี้ยวบางแทบมองไม่ทัน
จากนั้นนางจึงกล่าวสั้น ๆ
“เช่นนั้นข้ายังเดินไหว”
แม้คำตอบจะเย็นดังเดิม
แต่ผู้ที่ฟังดีพอย่อมจับได้ว่า คมเย็นในน้ำเสียงนั้นลดลงบางส่วนแล้ว
อี้ซินจึงพยักหน้า
“ดี”
เขาไม่ถามชื่อ
ไม่ถามภูมิหลัง
ไม่ถามเหตุที่นางเข้ามาถึงที่นี่
เพราะเื่หลายอย่าง ต่อให้ถามในเวลานี้ นางก็ไม่มีวันตอบจริง
และต่อให้ตอบ ก็ใช่ว่าจะเชื่อได้ทั้งหมด
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดก็คือ
สตรีผู้เย็นยิ่งกว่าสายน้ำค้างตรงหน้า หาใช่คนธรรมดาไม่
และนี่ก็คือหญิงงามผู้หนึ่งซึ่งเพียงปรากฏตัว
ก็ทำให้หมอก เสาหิน และแดนมรณะรอบด้านพลันกลายเป็ฉากรองลงไปในทันที