ตำหนักสวนอู๋ถง พระราชวังแคว้นต้าเฉิน
กระโจมผ้าไหมแดงอบอุ่น ชั่วขณะหนึ่งของคืนวสันต์
หญิงสาวผู้นี้บอบบางและนุ่มนิ่มไปทั้งตัว นางร้องครางซ้ำ ๆ ไม่หยุด ร่างกายอุ่นประหนึ่งหยกชั้นเลิศ
น่าเสียดายที่เฉินคุนเฉิงไม่มีแก่ใจจะนึกชื่นชมเลยสักนิด และเขาก็ไม่ใช่คนรักหยกถนอมบุปผาเสียด้วย
ตราพระราชลัญจกรหยกถูกเขาโยนตกแตกไปแล้ว ยามนี้สองมือของเขาว่างเปล่า บัลลังก์ดูเหมือนจะลอยคว้างอยู่ในอากาศ เขาได้สูญเสียความมั่นใจในการออกคำสั่งบัญชาการไปเสียแล้ว
จิตใจของเขาตอนนี้สับสนวุ่นวาย ทว่าเขาไม่อาจเผยให้ใครเห็นได้แม้เพียงนิด
การต่อสู้่ชิงอำนาจของราชวงศ์ มองผิวเผินดูเหมือนสงบนิ่ง ทว่าในความเป็จริง มีเพียงพรายดาบเงากระบี่ในทุกหนทุกแห่ง ทั้งคลื่นใต้น้ำก็ผุดขึ้นมาที่ผิวน้ำไม่หยุด...
เขาบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำว่า ว่าเขาควรเชื่อใจิเยว่ แต่สุดท้ายเขาก็ยังกังวลอยู่ดี
บนที่สูงนั้นหนาวเหน็บ!
เมื่อมองสำรวจไปรอบ ๆ ไม่มีใครที่เขาสามารถไว้ใจได้อย่างแท้จริง ทุกแห่งหนล้วนเต็มไปด้วยกับดัก เขาจำต้องคอยระแวดระวังไปทุกที่
เขาพุ่งชนเข้าไปในความมืดมิด ในหัวกลับมีแต่เส้นทางลับอันลึกลับ เส้นทางที่ตัดผ่านูเาและหุบเขานับพัน มุ่งตรงไปยังเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าโจว!
หากเขาค้นพบเส้นทางลับนั้นได้ เขาจะตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน!
โจวอวิ๋นเฉินสามารถเคลื่อนทัพมาลอบโจมตีแคว้นต้าเฉินของเขาได้ ส่วนเขาเองก็จะใช้กลยุทธ์ลอบตีเฉินชัง[1] และสังหารอีกฝ่ายจนเืไหลนองราวกับแม่น้ำเืเช่นกัน!
ความมืดทำให้เขามีพื้นที่ที่จะจินตนาการได้อย่างใจหมาย เขาอาศัยจินตนาการที่ว่านี้ เพื่อกระตุ้นความมั่นใจและสงบสติอารมณ์อันตื่นตระหนกที่สับสนวุ่นวายอันเกิดจากตราพระราชลัญจกร
ยามยังไม่ได้ราชบัลลังก์ ในใจเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังอันแรงกล้า คิดว่าการเป็ฮ่องเต้จะมีอำนาจสิทธิ์ขาดทุกอย่าง และสามารถทำอะไรก็ได้ดั่งใจปรารถนา
เมื่อได้ตำแหน่งมาแล้ว วันทั้งวันก็ได้แต่อกสั่นขวัญหาย เป็ทุกข์เป็ร้อนในเื่ผลได้ผลเสียของตนเอง เขารู้สึกว่าการสั่งกองทัพให้บุกตะลุยโจมตีข้าศึกนั้น เป็ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจยิ่งกว่า ในยามนั้นท้องฟ้ากว้างไกล แผ่นดินกว้างใหญ่ ยอมให้เขาควบม้าห้อตะบึงไปได้...
เขาคิดถึง่หลายปีที่ผ่านมา ยามที่เขาขี่ม้า ในขณะที่เงาร่างชุ่มไปด้วยเหงื่อและเื เข่นฆ่าเข้าไปในแนวของข้าศึก โลดแล่นไปทั่วสนามรบ
เมื่อพบทางแคบ ผู้กล้าเท่านั้นคือผู้ชนะ
ไม่มีตราพระราชลัญจกร ก็แล้วอย่างไร?
ไม่กองกำลังสนับสนุน ก็แล้วอย่างไร?
ต่อให้เขามาคนเดียวแบบมือเปล่า เขาก็ไม่แพ้พ่าย
คำวิงวอนอันเ็ปของหญิงสาวช่วยกระตุ้นกำลังใจได้ดีกว่าเสียงครวญคราง
ชีวิตของทหารข้าศึกไร้ค่าดุจดอกหญ้าริมทาง พวกเขาต้องเสียเืเนื้อภายใต้คมดาบของเขา อีกทั้งไม่ว่าแม่ทัพศัตรูจะองอาจกล้าหาญเพียงใด เมื่อเห็นเขา พวกมันก็ขวัญกระเจิงแล้ว!
เขามีกองทัพที่เปี่ยมด้วยแสนยานุภาพ มีพลังอำนาจกลืนกินไปได้หลายพันลี้ราวกับเสือ!
เขาคือบุรุษที่กล้าหาญ ปราดเปรื่อง และมีอำนาจมากที่สุดในแคว้นต้าเฉิน และเป็วีรบุรุษรุ่นที่แคว้นต้าเฉินไม่เคยมีมาก่อน แม้ในภายหลังก็ไม่มีคนรุ่นใดตามทัน!
ใต้หล้าล้วนศิโรราบ ปวงประชาแซ่ซ้อง หลายแคว้นเคารพเทิดทูน เขาจ้องมองสี่ทิศด้วยสายตาที่เหนือกว่า!
ไม่มีใครสามารถขัดขวางเขาจากการก้าวขึ้นสู่ความเป็ใหญ่และครองบัลลังก์ได้ ซูอวี้เจ๋อ เ้าเด็กสารเลวคนนั้น ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย
ซูอวี้เจ๋อผู้นั้นชั่วร้ายและอันตราย อาศัยว่ามีความฉลาดนิด ๆ หน่อย ๆ จนเอาเปรียบผู้อื่นได้ ก็ดีใจจนหลงระเริง
ฮึ!
ด้วยพลังอำนาจและกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมของเขา…เฉินคุนเฉิง สักวันหนึ่งเขาจะลบล้างความอัปยศตรงหน้า และจะต้องฉีกซูอวี้เจ๋อเป็หมื่น ๆ ชิ้น!
เฉินคุนเฉิงกัดฟันกรอด เค้นแรงทั้งหมดเท่าที่มี ลงมืออย่างหนักหน่วง...
“ฝ่าา ฝ่าา...”
ตู้เจวียนใกลัว
เพื่อสร้างความโปรดปรานอย่างที่สุดในค่ำคืนนี้ นางได้เตรียมการมาอย่างพิถีพิถันที่สุด
ไม่ว่าจะแต่งหน้า ทาแป้ง วาดคิ้วและตา อีกทั้งยังหวีผมเป็ทรงที่นิยมที่สุดในวังหลวง
อาภรณ์ที่สวมนั้นเล่า ก็เลือกเฟ้นอยู่นานสองนาน และในที่สุด หญิงสาวก็เลือกชุดผ้าโปร่งสีชมพูอ่อนสวมใส่บนร่างกาย ดูบางเบาคล้ายเทพธิดา อีกทั้งเผยเรือนร่างให้เห็นวับ ๆ แวม ๆ ดูมีเสน่ห์ยั่วยวนนัก
ด้วยความกลัวว่า นางจะไม่สามารถมัดหัวใจของเฉินคุนเฉิงไว้ได้ นางจึงใช้วิธีการที่แปลกใหม่แหวกแนวกว่าผู้อื่น ด้วยการจุดธูปราคะเพิ่มเข้ามา
มันเป็ของที่เฉาซีฮองเฮาผู้ล่วงลับใช้ เพื่อที่จะหว่านเสน่ห์มัดพระทัยเฉินหลงฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ เฉาซีฮองเฮาที่ดูบอบบางอ่อนแอ ถึงกับใช้เล่ห์เหลี่ยมมารยาร้อยเล่มเกวียน
ตู้เจวียนผู้ซึ่งเคยรับใช้เฉาซีฮองเฮามาตลอดในสมัยก่อน ก็ได้รับอิทธิพลทำนองนี้มาเช่นกัน นางได้เรียนรู้ทักษะมามากมาย อย่างเช่น ยามที่อยู่ร่วมกับบุรุษสักคน
่เวลาหฤหรรษ์ จงจุดธูปราคะนี้ ซึ่งเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้
ตู้เจวียนเชื่อว่าความโปรดปรานอย่างที่สุดและไม่เคยเสื่อมคลายของเฉาฮองเฮา เป็เพราะการจุดธูปราคะนี้
ไม่เช่นนั้น สวีกุ้ยเฟยและเหล่านางสนม ซึ่งแต่ละคนต่างก็ยังเยาว์วัยและงดงาม อีกทั้งทุ่มเททำทุกวิถีทาง สุดท้ายก็ไม่สามารถข้ามผ่านเฉาฮองเฮาไปได้
เป็ผลให้สวีกุ้ยเฟยรู้สึกท้อแท้ จึงแอบเล่นหูเล่นตากับโจวอวิ๋นเฉิน จากนั้นก็สมคบคิดกัน และถึงกับขายชาติ สร้างหายนะให้แก่บ้านเมือง เพื่อความพอใจของบุรุษ!
น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะเป็เฉาฮองเฮา สวีกุ้ยเฟย หรือนางสนมคนอื่น ๆ ในวังหลวง ที่ต่อสู้ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เมื่อถึงที่สุด พวกนางทุกคนก็มิได้ตายดีสักคน
เฉาซีฮองเฮาพร้อมกับเฉินหลงฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ ถูกปลงพระชนม์และตัดพระเศียร ด้วยกระบี่ที่กระหน่ำฟาดฟัน ซ้ำยังถูกเอาไปทำเป็อาหารร่วมกับเนื้อสุนัข ส่วนสวีกุ้ยเฟยไม่รอให้โจวอวิ๋นเฉินทำตามสัญญาของเขา โจวอวิ๋นเฉินก็ถูกซูอวี้เจ๋อตัดศีรษะ และตัวนางเองก็ตายอย่างน่าสยดสยองภายใต้คมมีดของผู้ใต้บังคับบัญชาของเฉินคุนเฉิง ในขณะที่นางสนมคนอื่น ๆ ก็ล้วนาเ็ล้มตาย...
และยังมีองค์หญิงเจ็ดเฉินซินอี๋ ผู้ใจดำอำมหิต ฮ่า ๆ ๆ กลายเป็สัตว์ประหลาดอัปลักษณ์ จะว่าคนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง
นับว่านาง..ตู้เจวียนยังโชคดีอยู่
ขณะที่ตู้เจวียนคิดอย่างมีความสุข นางก็จุดธูปราคะ
นางยังจุดธูปเพิ่มมากกว่าหนึ่งชุด เพื่อให้เฉินคุนเฉิงติดลมจนอยู่ค้างต่อ และจุดไปถึงสามชุดพร้อมกัน
ตอนที่เฉินคุนเฉิงยังไม่ทันมาถึง หญิงสาวก็สูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปจนมึนเมาด้วยความปรารถนา จากนั้นก็หน้าแดงก่ำและใจเต้นแรง แทบจะอดกลั้นไว้ไม่อยู่...
ทุกอย่างถูกคาดหวังว่าจะสวยงามนัก แต่คาดไม่ถึงว่า ความจริงนั้นจะโหดร้ายไร้ความปรานี
ความสุขและความคาดหวังในตอนแรกของตู้เจวียนทั้งหมดกลายเป็ความหวาดกลัว!
เครื่องนอนเปียกโชกไปด้วยเืและเหงื่อ เหนียวเหนอะและเย็นเฉียบ ความเย็นนั้นบาดลึกจนตัวสั่นเทา
หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าตนเองได้ตกลงไปในห้วงทะเลลึก กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากได้ค่อย ๆ จมนางลงไป นางรู้สึกหายใจไม่ออก ทว่าก็ไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือ
ห้องทั้งห้องมืดมิดจนคล้ายว่านางมองไม่เห็นชีวิตที่สดใส...
“ฝ่าา...”
ตู้เจวียนหลั่งน้ำตาสะอื้นไห้ด้วยความโศกเศร้า จนน้ำตาแทบเป็สายเื และเสียใจกับการกระทำที่ผ่านมาของตน
หากนางรู้มาก่อนว่าจะเป็แบบนี้ วันนั้นที่ตำหนักสวนไผ่เขียว นางไม่ควรขวางทางเพื่อร้องขอความช่วยเหลือเลย
เพิ่งออกมาจากถ้ำหมาป่า ก็เข้าไปในถ้ำเสืออีกแล้ว
นางกระทั่งวาดฝันอย่างโง่เขลาว่า นางจะสามารถบรรลุเส้นทางสู่ชีวิตที่รุ่งโรจน์ได้
ตอนนี้ดูท่าว่านางคงไม่ได้ไปต่อแล้ว เส้นทางสู่ชีวิตที่รุ่งโรจน์คงเป็ไปไม่ได้แล้ว...
ตู้เจวียนคิดอย่างสิ้นหวัง น้ำตายังคงไหลริน
ััที่มือเย็นะเื น้ำตาของผู้หญิงทำให้อารมณ์เร่าร้อนของเฉินคุนเฉิงหมดลง ความรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่เคยมีมาก่อนพลันผุดขึ้นมา
เขาจึงหยุดกิจกรรมทั้งหมดด้วยความห่อเหี่ยวอย่างที่สุด แล้วนอนลงอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะหันหน้าไปหาความมืดหม่นในห้องด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า
ในห้องเกิดความเงียบงันไปชั่วขณะ เสียงสะอื้นไห้ด้วยความอดทนกล้ำกลืนของตู้เจวียนก็ดังเข้าสู่โสตประสาทเบา ๆ
เฉินคุนเฉิงหลับตาลง พลางปรับลมหายใจ และอดทนต่อความหงุดหงิดจากส่วนลึกในใจ “เ้า้าอะไร?”
ตู้เจวียนซึ่งกำลังร้องไห้อยู่ เมื่อได้ยินเฉินคุนเฉิงเปิดปากเอ่ยวาจาสิทธิ์ ก็อดชะงักไปไม่ได้ พลันรู้สึกดีใจเกินคาด และไม่รู้จะตอบคำถามอย่างไรดีไปชั่วขณะ
นาง้าอะไร? ยังต้องถามอีกหรือ?
มีหญิงสาวในวังหลวงคนไหน ที่ไม่้าความงดงามชั่วนิรันดร์ รวมทั้งความเจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยมหาศาลบ้าง?
เฉินคุนเฉิงกล่าว “สิ่งที่เ้า้า เป็เพียงการยึดติดกับอำนาจราชศักดิ์และความมั่งคั่ง ไม่ต้องกังวลในเื่อาหารและเครื่องนุ่งห่ม กว่าเหรินสามารถมอบมันให้เ้าได้”
หลังจากที่ตู้เจวียนได้ยินประโยคก่อนหน้านี้ นางก็ยิ้มยินดีในทันที และแอบดีใจที่ตนเดิมพันถูก
นึกไม่ถึงว่า น้ำเสียงของเฉินคุนเฉิงจะอ่อนล้า และยังเอ่ยว่า “อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้เ้าออกจากวังไปเถอะ วังหลวงแห่งนี้ไม่เหมาะกับเ้า”
ตู้เจวียนพลันหัวทิ่มลงมาจากเมฆแห่งความปิติยินดี พลางอดเอ่ยด้วยความคับข้องใจไม่ได้ “ฝ่าาประสงค์จะให้หม่อมฉันไปไหนหรือเพคะ? ในเมื่อหม่อมฉันเป็คนของฝ่าาแล้ว...”
“พรุ่งนี้กว่าเหรินจะตบรางวัลให้เ้า เ้าก็เก็บสัมภาระและออกจากวังไปพร้อมกับรางวัลนั้น ยิ่งไปไกลเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น ไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเถอะ”
หลังจากที่เฉินคุนเฉิงพูดจบ เขาก็ลุกขึ้นสวมอาภรณ์ แล้วเดินจากไปโดยไม่ลังเลสักนิด
ตู้เจวียนไม่กล้าขวางเขาไว้ ได้แต่เบิกตากว้างครุ่นคิดในความมืด ไม่อาจมองเห็นสถานการณ์ปัจจุบันของตนได้แจ่มชัด
ในท้ายที่สุด นางก็คิดได้ว่า ให้ออกไปก็ออกไป ถึงอย่างไร นางก็มีรางวัลจากฮ่องเต้ นับจากนี้ไป นางก็ไม่ต้องกังวลเื่อาหารและเครื่องนุ่งห่มอีกแล้ว
เดินไปทีละก้าว มองไปทีละก้าว ไม่แน่ว่าเมื่อโอกาสมาถึง โชคชะตาของคนเราก็อาจพลิกผัน สิ่งดี ๆ อาจตามมาในภายหลังก็เป็ได้
ในยามนี้ เสียงฝีเท้าวุ่นวายอึกทึกดังมาจากข้างนอก จากนั้นประตูห้องก็ถูกเตะเปิดออกพร้อมเสียงดัง *ปัง*
ฮองเฮาเฉิงเซียวเซียงเขม้นตาจ้องมอง พลางนำขบวนผู้ติดตามเข้ามาในห้อง!
ขณะนั้นฟ้าเริ่มสางพอดี
เมื่อตู้เจวียนเห็นเฉิงฮองเฮาซึ่งสวมมงกุฎหงส์เมฆแดงกำลังยืนจ้องเขม็งอยู่หน้าตั่ง นางก็ใกลัวจนขวัญหาย
เฉิงเซียวเซียงมองไปที่ผ้าม่านมุ้งของตั่งที่ยุ่งเหยิง จากนั้นก็หันไปมองสำรวจตู้เจวียนอีกครั้ง
ใบหน้าที่ชุ่มเหงื่อของตู้เจวียนดูซีดเซียว ทว่าแก้มของนางแดงปลั่งอย่างน่าประหลาด ดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตาเปล่งประกาย ท่าทางอ่อนแอระคนตระหนกใ แลดูมีเสน่ห์ยั่วยวนของนังจิ้งจอก
เมื่อนึกถึงเื่ที่เฉินคุนเฉิงอยู่กับอีกฝ่ายทั้งคืน ความเศร้าโศกและความขุ่นเคืองของเฉิงเซียวเซียง ก็หลั่งไหลราวกับแม่น้ำเชี่ยวกรากไม่มีที่สิ้นสุด
ในเวลานี้ สี่เชวี่ย นางกำนัลประจำตัวพลันเดินเข้ามา “ฮองเฮาเพคะ ในห้องนี้มีการจุดธูปราคะ ฮ่องเต้ทรงถูกวางยากำหนัดจนมึนงงสับสนเพคะ”
เฉิงเซียวเซียงหันหน้าไปมองกระถางธูปบนโต๊ะวาง แน่นอนว่าขี้เถ้าและฝุ่นผงล้วนมองเห็นได้อย่างชัดเจนในแวบเดียว
“จุดธูปราคะรึ? มันคือสิ่งใด?” เฉิงเซียวเซียงไม่รู้เื่ทำนองนี้
“ความหมายตามชื่อเลยเพคะ” สี่เชวี่ยรู้สึกละอายปากไม่กล้าเอ่ย
จู่ ๆ เฉิงเซียวเซียงก็นึกขึ้นได้ ในใจพลันเดือดดาลด้วยโทสะ ก่อนจะมองตู้เจวียนด้วยรอยยิ้มเหยียด “เ้ากล้าใช้พิษนี้กับฝ่าา เ้าคิดว่าไม่มีใครในวังหลังนี้ควบคุมเ้าได้หรือ?”
ตู้เจวียนคุกเข่าลงบนพื้น ตัวสั่นงันงก ได้แต่อ้าปากแต่มิอาจเปล่งเสียงได้
“โบยให้ตาย!”
เฉิงเซียวเซียงสูดหายใจเข้าลึก ๆ พลางหลับตาลง แล้วเอ่ยออกมาสามคำด้วยน้ำเสียงกระด้างเ็า
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ตู้เจวียนพลันรู้สึกวิงเวียน ดวงตาดำมืดลง และเป็ลมหมดสติไปในทันที...
**
[1] สำนวน ‘ลอบตีเฉินชัง’ หมายถึงยุทธศาสตร์ที่หลอกล่อศัตรูหลงงงงวยในด้านหน้า แล้วโจมตีอย่างฉับพลันในด้านข้าง เป็การส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม อันเป็กุศโลบายและแผนการพิชิตด้วยกลยุทธอันปาฏิหาริย์ ยังเป็การอุปมาถึงการดำเนินปฏิบัติการอย่างเงียบ ๆ สำนวนนี้ภาษาจีนอ่านว่า ‘暗渡陈仓’ (อั้น ตู้ เฉิน ชัง) เข้าทำนองที่สำนวนไทยว่า ‘น้ำลอดใต้ทราย’ ที่หมายความว่า ทำอย่างลี้ลับ ไม่มีใครเห็น
.
.
.