จิติญญาการต่อสู้ของเซวียเฟยเฉินลดฮวบลง บรรดาคนจากหอผู้คุมกฎไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเซียวหลีลั่ว ไม่นานนักก็พ่ายแพ้ไป
หมวกคลุมหน้าของเซียวหลีลั่วถูกทำลายไประหว่างการต่อสู้ เผยให้เห็นรูปลักษณ์ของหมีดำั์ ทำเอาคนอื่น ๆ ถึงกับอึ้ง "ผู้ฝึกตนวิถีอสูร?!"
"ตาบอดรึไง? ข้าเป็คน!" เซียวหลีลั่วตวาดอย่างหัวเสีย ก่อนจะร่อนลงข้างกายเซิ่งซีอย่างแ่เบา
ปกติแล้วผู้ฝึกตนวิถีอสูรจะต้องมีระดับพลังถึงขั้นแปรเทวะก่อนถึงจะกลายร่างเป็มนุษย์ได้ และวิชาที่ใช้บำเพ็ญเพียรก็ต่างจากเผ่ามนุษย์ แต่เซียวหลีลั่วไม่ว่าจะเป็ระดับพลังหรือท่วงท่าการใช้กระบี่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่เผ่ามนุษย์ที่ฝึกฝนมาอย่างหนักั้แ่เด็ก ไม่เหมือนผู้ฝึกตนวิถีอสูรจริง ๆ
ทว่าเซวียเฟยเฉินไม่อยากจะปล่อยพวกเขาไปง่าย ๆ
"เ้ามีตรงไหนที่เหมือนคน? เมืองหงเฟิงไม่ใช่สถานที่ที่ผู้ฝึกตนวิถีอสูรจะมาทำกำแหงได้!"
เซวียเฟยเฉินมองเขาด้วยสายตาเ็า คำพูดคำจาแสดงชัดว่า้าจะจับตัวเซียวหลีลั่วไว้ให้ได้
"ก็กำแหงไปแล้วจะทำไมล่ะ จะทำอะไรข้าได้?" แต่เซียวหลีลั่วก็ไม่ได้เกรงกลัว เขากระชับกระบี่ปกป้องเซิ่งซีและเตรียมพร้อมจะเปิดศึกอีกรอบ
เซิ่งซีดึงเขาไว้ แล้วบอกกับเซวียเฟยเฉินว่า "ข้าแนะนำว่าท่านอย่าสู้ต่อเลยเ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นหากศิลาบันทึกภาพบนตัวศิษย์พี่ข้าร่วงหล่นออกมาแล้วมีคนเก็บได้ จะยิ่งทำให้คนเห็นภาพก้นล่อนจ้อนของพวกท่านมากขึ้นนะเ้าคะ"
เซวียเฟยเฉินแทบกระอักเื "เซิ่งซี ถอยไป! นี่ไม่ใช่เื่ของเ้า!"
"ท่าทางที่ดึงดันจะสู้ให้ได้แบบนี้ ดูเหมือนท่านจะอยากให้คนอื่นเห็นรูปร่างของตัวเองมากเลยนะเ้าคะ? คาดไม่ถึงเลยว่าท่านจะเป็คนแบบนี้ เซวียเฟยเฉิน" เซิ่งซีแสร้งทำเป็เพิ่งเข้าใจ
นางถามด้วยความสงสัยสุด ๆ "แล้วศิษย์สำนักลั่วเฟิงคนอื่น ๆ อยากให้คนเห็นภาพพรรค์นั้นด้วยหรือเปล่าเ้าคะ? ท่านในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เคยถามความเห็นพวกเขาบ้างหรือไม่? หรือว่าสำนักลั่วเฟิงของพวกท่านต่างก็เฝ้ารออยากจะให้คนอื่นเห็นสภาพที่ตัวเองล่อนจ้อนเปลือยก้นกันหมด?"
เซียวหลีลั่วแค่นเสียงเหอะอย่างนึกรังเกียจ "สำนักลั่วเฟิงนี่รวบรวมพวกวิปริตไว้หรือไรนะ"
เซวียเฟยเฉินถึงกับพูดไม่ออก "หุบปาก! วันนี้ข้าจะจับเขาให้ได้ก่อน แล้วค่อยคุมตัวเ้ากลับสำนักไปรับโทษ!"
"เ้ากล้าหรือ!" เซียวหลีลั่วปกป้องเซิ่งซีไว้อย่างแ่า
เวินเจ๋อิและลวี่เสี่ยงได้ยินเสียงเอะอะก็รีบตามมาสมทบ และยืนขวางหน้าเซิ่งซีไว้ "หากพวกเ้าคิดจะแตะต้องศิษย์น้องของข้า ก็ต้องข้ามศพพวกข้าไปก่อน!"
เซิ่งหรูเยว่ถูกกลิ่นอายอันแหลมคมของทั้งสามคนข่มขวัญจนเริ่มถอดใจ "ศิษย์พี่ใหญ่ ช่างมันเถอะเ้าค่ะ ในเมื่อตอนนี้เสี่ยวซีอยู่อย่างสบายดี ข้าก็วางใจแล้ว พวกเราไปกันเถอะเ้าค่ะ"
แม้ฝั่งพวกเขาจะมีคนมากกว่า แต่การจะสยบผู้ฝึกตนขั้นแก่นพลังทองคำสักคนนั้นไม่ใช่เื่ง่าย หากบีบคั้นเซียวหลีลั่วจนเกินไปแล้วเขาเกิดะเิแก่นพลังทองคำขึ้นมา เมืองหงเฟิงทั้งเมืองคงได้พินาศย่อยยับ ซึ่งเซวียเฟยเฉินไม่อาจแบกรับผลลัพธ์นั้นได้
อย่างไรเสีย รูปลักษณ์ของเซียวหลีลั่วก็เด่นชัดขนาดนี้ ในเมืองหงเฟิงก็เต็มไปด้วยสายสืบของสำนักลั่วเฟิง การจะตามหาร่องรอยย่อมทำได้อย่างง่ายดาย รอให้เตรียมการพร้อมแล้วค่อยกลับมาจัดการก็ยังไม่สาย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซวียเฟยเฉินจึงแค่นเสียงเย็นแล้วบอกกับเซิ่งซีว่า "นกที่ฉลาดจะเลือกเกาะกิ่งไม้ที่มั่นคง เ้าอย่าเสียใจกับการตัดสินใจในวันนี้ก็แล้วกัน"
"อ้อ ที่แท้สัตว์ป่าอย่างท่าน ก็เลือกเกาะกิ่งไม้สูงอย่างสำนักลั่วเฟิงสินะเ้าคะ?" เซิ่งซีสวนกลับ
ใบหน้าของเซวียเฟยเฉินเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำทันที แรงกดดันิญญาขั้นแก่นพลังทองคำพุ่งเข้าใส่เซิ่งซีทันที "เซิ่ง! ซี!"
เวินเจ๋อิและเซียวหลีลั่วรีบใช้แรงกดดันขั้นแก่นพลังทองคำของตนเข้าต้านทานและสลายการโจมตีนั้นให้เซิ่งซีทันที
เซิ่งซีที่ได้รับการปกป้องจากบรรดาศิษย์พี่คลี่ยิ้มสดใส "ท่านจะทำไมเ้าคะ? เซวียเฟยเฉิน อย่าลืมนะเ้าคะว่าท่านยังติดค้างบุญคุณช่วยชีวิตของข้าอยู่ และยังไม่ได้ตอบแทนเลยสักนิด"
คำต่อว่ามากมายของเซวียเฟยเฉินพลันจุกอยู่ที่ลำคอ
นับั้แ่ตกหลุมรักเซิ่งหรูเยว่ั้แ่แรกเห็นที่ตระกูลเซิ่ง เซวียเฟยเฉินก็ลืมเื่นี้ไปเสียสนิทใจ เมื่อถูกเซิ่งซีเอ่ยทวงถามกะทันหัน ภาพเหตุการณ์ที่นางคอยดูแลเขาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยก็ผุดขึ้นมา ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"ศิษย์พี่ใหญ่เ้าคะ..." เซิ่งหรูเยว่เรียกด้วยน้ำเสียงกังวล
เมื่อเห็นเซวียเฟยเฉินไม่สนใจนาง นางจึงหันไปพูดกับเซิ่งซีว่า "เสี่ยวซี หากระหว่างทางไม่มีศิษย์พี่ใหญ่คอยคุ้มกัน เ้าก็คงไม่สามารถกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย ก็ถือเสียว่าเ้ากับศิษย์พี่ใหญ่หายกันแล้ว หากเ้าจะให้ศิษย์พี่ใหญ่ตอบแทนบุญคุณจริง ๆ ข้ามีศิลาิญญาระดับสูงสิบก้อน เ้าเอาไปเถอะ"
เซิ่งซีเลิกคิ้ว "โอ้? ที่แท้ชีวิตของเซวียเฟยเฉินก็ช่างไร้ค่าขนาดนี้ มีค่าแค่ศิลาิญญาระดับสูงสิบก้อนเองหรือเ้าคะ?"
เซิ่งหรูเยว่ชะงัก รีบโบกมือพัลวัน "ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น! ข้า..."
"พอเถอะเ้าค่ะ ใครจะไปอยากได้เศษเงินของท่านกัน" เซิ่งซีคือคนที่มีเหมืองศิลาิญญาเป็ของตัวเองนะ ศิลาิญญาระดับสูงแค่สิบก้อน นางไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก
"ศิษย์พี่เ้าคะ พวกเราไปกันเถอะ อย่าไปลดตัวเสวนากับคนพวกนี้เลย" เซิ่งซีดึงมือเซียวหลีลั่วข้างหนึ่ง ลวี่เสี่ยงข้างหนึ่ง แล้วส่งสายตาให้เวินเจ๋อิ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
"ต่อไป ขอให้พวกเ้าอยู่ห่างจากศิษย์น้องเล็กของข้าหน่อย หากศิษย์น้องเล็กไม่สบายใจ ก็เท่ากับคนทั้งสำนักของพวกเราไม่สบายใจด้วย" เวินเจ๋อิรั้งท้าย ใบหน้าที่มักจะประดับรอยยิ้มอยู่เสมอเปลี่ยนเป็เ็า เขาจดจำใบหน้าของคนสำนักลั่วเฟิงเหล่านี้ไว้ในใจทีละคน ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
จนกระทั่งกลุ่มของเซิ่งซีเดินไปจนลับสายตา กลิ่นอายแห่งความตายที่ปกคลุมหัวใจของคนสำนักลั่วเฟิงถึงได้ค่อย ๆ จางหายไป
เซิ่งหรูเยว่ถามด้วยความหวาดระแวง "พวกเขาเป็ใครกันแน่เ้าคะ?"
หลี่เหยียนรุ่ยครุ่นคิดแล้วตอบว่า "ก็น่าจะเป็แค่สำนักเล็ก ๆ ที่ไร้ชื่อเสียงนั่นแหละ เสี่ยวซีเป็รากิญญาผสม ไม่มีสำนักใหญ่ที่ไหนอยากรับนางหรอก อีกอย่าง ศิษย์พี่หมีดำคนนั้นก็ดูครึ่งคนครึ่งผี แม้แต่ยันต์แผ่นละร้อยศิลาิญญาระดับต่ำยังไม่มีปัญญาซื้อ คาดว่าเป็ได้แค่พวกศิษย์สายนอกที่ไม่ได้รับความสำคัญเท่านั้นแหละ"
เซิ่งซีในยามนี้ดูโดดเด่นและเจิดจ้าจนผิดหูผิดตา ต่างจากเซิ่งซีคนเดิมที่เคยหัวอ่อนและยอมคนไปเสียทุกอย่าง ทว่าเมื่อเซิ่งหรูเยว่นึกขึ้นได้ว่าชีวิตของอีกฝ่ายยังคงน่าเวทนาไม่ต่างจากเดิม ความริษยาในใจก็พลันมลายหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกเหนือกว่าจนทำให้ใจสงบลงได้บ้าง
เสี่ยวซีจะลำบากก็ไม่เป็ไรหรอก ในฐานะพี่สาว นางจะคอยช่วยเหลือเสี่ยวซีเอง
ทางด้านเซิ่งซีที่เดินเลี้ยวเข้าเหลาอาหารไปพร้อมกับบรรดาศิษย์พี่ก็จามออกมาทีหนึ่ง นางรู้สึกเหมือนมีคนแอบนินทาลับหลัง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็พวกสำนักลั่วเฟิงแน่นอน
ทั้งกลุ่มเข้าไปนั่งในห้องส่วนตัว เวินเจ๋อิรินน้ำชาให้ทุกคน แล้วถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เมื่อครู่นี้มันเื่อะไรกันแน่?"
เซิ่งซีเล่าเหตุการณ์ที่ปะทะกับสำนักลั่วเฟิงให้ฟังคร่าว ๆ แล้วหันไปพูดกับลวี่เสี่ยงว่า "ศิษย์พี่เ้าคะ ท่านช่วยบันทึกความทรงจำตอนที่ศิษย์สำนักลั่วเฟิงถูกปล้นลงในศิลาบันทึกภาพ แล้วแกล้งทำเป็ว่ามันถูกบันทึกไว้ในตอนนั้นได้หรือไม่เ้าคะ?"
ลวี่เสี่ยงพยักหน้า "เ้าอยากจะขายให้ใครหรือ? ถ้าเอาไปตั้งแผงขายสุ่มสี่สุ่มห้า จะถูกสำนักลั่วเฟิงจับได้ง่าย ๆ นะ"
เซิ่งซีหัวเราะคิกคัก "ข้าจะขายให้สำนักลั่วเฟิงนั่นแหละเ้าค่ะ"
เวินเจ๋อิที่เดิมทีไม่รู้เื่การปล้นมาก่อน ยังไม่ทันได้ย่อยข้อมูลวีรกรรมสุดแสบของเซิ่งซี พอได้ยินแบบนี้ก็ยิ่งไม่เข้าใจ
"สำนักลั่วเฟิงจะซื้อได้อย่างไร? พวกเขาอยากจะฆ่าเ้าจะตายอยู่แล้ว"
"แต่ถ้าพวกเขาไม่เหมาซื้อไป ข้าก็คงต้องเอาไปขายให้ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ทั่วทั้งแดนิญญาแล้วล่ะเ้าค่ะ ถึงตอนนั้นถ้าทุกคนมีภาพหลุดตอนศิษย์สำนักลั่วเฟิงทำเื่ขายหน้าติดตัวไว้ใน ข้าอยากรู้นักว่าสำนักลั่วเฟิงจะทำยังไง"
พอเซียวหลีลั่วนึกถึงภาพนั้นก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ "ใช่! ทำแบบนั้นแหละ!"
เซิ่งซีมั่นใจว่าสำนักลั่วเฟิงต้องซื้อแน่ นางคิดราคาไว้ในใจเสร็จสรรพ "ขายพวกเขาห้าแสนศิลาิญญาระดับสูงก็แล้วกันเ้าค่ะ"
เวินเจ๋อิลังเล "มันจะแพงเกินไปหรือไม่?"
"ศิษย์พี่รอง ท่านไม่รู้หรอกว่าสำนักลั่วเฟิงรวยแค่ไหน ยันต์เหินเวหาระดับต่ำที่ศิษย์สายตรงแอบเอามาขายกันเอง แผ่นหนึ่งยังตั้งหนึ่งร้อยศิลาิญญาระดับสูงเลยนะเ้าคะ"
เซิ่งซีไม่รู้ราคาตลาดของยันต์ แต่นางรู้ว่าการใช้ศิลาิญญาระดับสูงหนึ่งร้อยก้อนเพื่อซื้อยันต์ระดับต่ำเพียงแผ่นเดียวน่ะมันแพงมาก
เวินเจ๋อิผู้เคี่ยวเข็ญตัวเองในทุก ๆ ด้านย่อมรู้ราคายันต์เป็อย่างดี เขาจิบน้ำชาเงียบ ๆ พลางสงสัยว่าศิษย์น้องเล็กอาจจะฟังราคามาผิดหรือเปล่า
บางครั้งเพื่อความสะดวกในการขายยันต์ระดับต่ำ พ่อค้าแม่ค้าก็จะอนุมานว่าการซื้อขายคือศิลาิญญาระดับต่ำ ตอนแจ้งราคาจึงบอกแค่จำนวน ไม่ได้ระบุระดับของศิลาิญญาเจาะจงลงไป
แต่ั้แ่เซิ่งซีทะลุมิติมา สิ่งที่นางััมีแต่ศิลาิญญาระดับสูง ดังนั้นพอได้ยินคนขายบอกว่าหนึ่งร้อยศิลาิญญา นางจึงทึกทักเอาเองว่าหมายถึง หนึ่งร้อยศิลาิญญาระดับสูง
ศิลาิญญาระดับสูงหนึ่งก้อน แลกศิลาิญญาระดับกลางได้หนึ่งพันก้อน และศิลาิญญาระดับกลางหนึ่งก้อน แลกศิลาิญญาระดับต่ำได้หนึ่งพันก้อน
ถ้าหากยันต์เหินเวหาราคาแค่หนึ่งร้อยศิลาิญญาระดับต่ำจริง ๆ ละก็ เซิ่งซีคงเหมาซื้อจนหมดแผงไปแล้ว!
เมื่อมองดูเซิ่งซีที่กำลังถกเถียงกับเซียวหลีลั่วว่ายันต์ในเมืองเซียนหยางจะถูกกว่านี้หรือไม่ เวินเจ๋อิก็ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป
เขาตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะไปซื้อยันต์เหินเวหามาให้ศิษย์น้องเล็กเองสักจำนวนหนึ่ง
ส่วนเื่จะใช้ศิลาบันทึกภาพต้มตุ๋นสำนักลั่วเฟิงนั้น ขอแค่ศิษย์น้องเล็กมีความสุข เขานี่แหละจะเป็ศิษย์พี่ที่คอยสนับสนุนนางเอง!