“ทำงานเป็ยังไงบ้างวะ”
“ก็ปกตินั่นแหละ ทำงาน่แรก ๆ มันก็ต้องมีปรับตัวกันบ้าง แล้วที่ร้านมึงเป็ยังไงบ้างวะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” พัชรถามนะโมออกไปด้วยความเป็ห่วง เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อย ๆ ของเพื่อนสนิทตัวเอง
ั้แ่ที่พัชรได้งานใหม่ที่บริษัทเอ็นทีที ถัดจากนั้นอีกสองวันต่อมาเขาก็ได้ย้ายออกไปอยู่ที่หอใหม่ทันที เพราะไม่อยากรบกวนนะโมไปมากกว่านี้
นี่เป็การเจอหน้ากันในรอบสามเดือน หลังจากที่เขาเข้าไปทำงานในบริษัทเอ็นทีที เพราะพัชรต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับที่ทำงานใหม่ค่อนข้างมากพอสมควร เลยทำให้เ้าตัวไม่สามารถปลีกตัวมาเจอนะโมได้ั้แ่ที่เริ่มเข้าไปทำงานที่นั่น
“เปล่าหรอก แค่่นี้ออเดอร์ขนมเข้าเยอะน่ะ เลยต้องเร่งทำส่ง แถมพนักงานที่ร้านก็ลาป่วยอีกสองคน กูเลยไม่ค่อยได้พักสักเท่าไหร่” นะโมตอบอีกฝ่ายหนึ่งไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ
“มึงก็อย่ารับออเดอร์มากเกินไปสิวะ เกิดป่วยขึ้นมาจะทำยังไง” พัชรดุด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจริงจัง
เพราะนะโมเป็คนที่ไม่ค่อยป่วยสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากได้ป่วยทีคืออาการป่วยจะหนักมาก แถมนะโมเป็คนที่ไม่ค่อยชอบกินยาสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าเป็คนที่กินยายากคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ มันเลยทำให้พัชรคอยเป็ห่วงอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ
เคยมีครั้งหนึ่ง สมัยเรียนปีสาม ตอนนั้นนะโมโหมอ่านหนังสือสอบอย่างหนัก สุดท้ายร่างกายนะโมทนไม่ไหวเลยล้มป่วยลง จนต้องเข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือกันเลยทีเดียว
“เออ รู้แล้วน่า แล้วเพื่อนร่วมงานมึงเป็ยังไงบ้างวะ ยังเจอเพื่อนร่วมงานแบบที่เก่าอยู่อีกหรือเปล่า ไอ้พวกงานการไม่ยอมทำ ดีแต่นินทาชาวบ้านไปวัน ๆ อะ”
เพราะสาเหตุหนึ่งที่พัชรลาออกจากงานเก่า ก็มาจากการเจอเพื่อนร่วมงานที่ไม่ยอมทำงาน ดีแต่นินทาคนอื่นไปวัน ๆ แต่พองานตัวเองเสร็จไม่ทันก็มาขอให้เพื่อนของเขาช่วยทำตลอด
พัชรเป็คนใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่นมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว เขาเลยไม่แปลกใจว่าทำไมพัชรถึงโดนเอาเปรียบอยู่เสมอ
“ไม่นะ เพราะหัวหน้าแผนกของกู เขาเคร่งเื่การทำงานมากด้วยแหละ มึงรู้เปล่า พี่เ้านาย หัวหน้าแผนกกูอะ เวลาดุคือน่ากลัวมากเลยนะ กูเคยเห็นแกดุพนักงานคนหนึ่งในแผนก ขนาดกูยืนอยู่ไกล ๆ กูยังเสียวสันหลังวาบเลย”
“พี่เ้านาย?” นะโมถามเสียงฉงน เพราะเวลาคุยกับพัชรใน่หลัง ๆ ที่ผ่านมานี้ ชื่อเ้านายเข้าหูของเขาบ่อยมาก จนนะโมสงสัยว่า คนคนนั้นคงไม่ใช่แค่หัวหน้างานธรรมดาแน่ ๆ
“ก็หัวหน้าแผนกที่กูเคยเล่าให้มึงฟังไง คนที่เป็คนสอนงานกูโดยตรงอะ” พัชรชะงักไปนิดนึง ก่อนที่จะตอบคำถามนะโมตามปกติ
“อ้อ มึงชอบเขาเหรอ?” นะโมถามออกมายิ้ม ๆ เมื่อจับไต๋ของอีกฝ่ายหนึ่งได้
“เห้ย! ทำไมมึงคิดแบบนั้นวะ” พัชรถามขึ้นด้วยความใ เพราะไม่คิดว่านะโมจะพูดออกมาแบบนั้น
“ก็มึงพูดถึงคนชื่อนี้บ่อยไง” นะโมบอกออกไปตามตรง เพราะเขาสังเกตมาสักพักแล้วว่า พัชรมักจะพูดถึงคนชื่อนี้ด้วยสายตาที่เปล่งประกายแปลก ๆ
“ก็เขาเป็หัวหน้ากู มึงคิดมากอะโม”
“กูเพื่อนมึง” นะโมมองอีกฝ่ายหนึ่งนิ่ง ๆ ก่อนที่จะกระตุกยิ้มที่มุมปากนิดนึง จนพัชรไม่ทันได้เห็นมัน
“...” พัชรนั่งมองเพื่อนโดยที่ไม่พูดอะไร เหมือนเ้าตัวกำลังรอนะโมพูดให้หมดประโยคก่อน
“มึงคิดว่ากูดูมึงไม่ออกหรือไงพัชร เวลามึงชอบใครมึงจะเอาแต่มองเขาคนนั้น มึงจะเอาแต่พูดถึงเขา” นะโมเฉลยออกมา แล้วหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเบา ๆ
วันนี้เป็วันหยุดของพัชร เ้าตัวเลยมาหาอีกฝ่ายที่ห้อง เพราะวันนี้นะโมก็หยุดงานที่ร้านวันหนึ่งเหมือนกันพอดี ทั้งคู่เลยมีเวลาว่างนั่งคุยเล่นแลกเปลี่ยนความคิดกันแบบนี้
“กูไม่รู้ว่ะ กูแค่รู้สึกว่าเขาดูเป็ผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ อยู่ใกล้แล้วรู้สึกอุ่นใจเฉย ๆ มึงว่าแบบนี้คือชอบไหมวะ” พัชรถามอีกฝ่ายหนึ่งออกไป เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็อยู่นั้น มันเรียกว่าอะไรกันแน่
“มึงถามกูเนี่ยนะ มึงต้องถามตัวเองไหมวะพัชร ถ้ารู้ว่าชอบก็จีบ มันก็แค่นั้นเอง”
“แต่กูไม่รู้นี่หว่า ว่าพี่เขาจะโสดไหม พี่เขายี่สิบเจ็ดแล้วนะโว้ย แถมดูดีขนาดนั้น มีเมียไปแล้วก็ไม่รู้”
“มึงทำงานด้วยกันหรือเปล่าวะ มึงก็ลองสืบดูก่อนสิ อย่าให้กูต้องสอนวิธีหาผัวให้มึงได้ไหม” นะโมบ่นเพื่อนสนิทออกมาอย่างอ่อนใจ ชอบก็แค่จีบ อยากรู้อะไรก็แค่ถาม ทำไมเพื่อนของเขาคิดเื่แค่นี้ไม่ออกกัน
“เออ ๆ เอาไว้กูจะลองสืบดูก็แล้วกัน ถ้าสมมุติว่าเขาโสดจริง กูจะลองจีบเขาดู”
“แต่ยังไงมึงก็ต้องดูให้ดีนะพัชร การจะคบกับใครสักคนมันต้องดูนิสัยกันไปนาน ๆ มึงเข้าใจที่กูบอกไหม กูไม่อยากเห็นเพื่อนของกูต้องเสียใจเพราะเื่แบบนี้หรอกนะ”
นะโมไม่ลืมที่จะเตือนเพื่อนรักของตนออกไป เพราะไม่ใช่แค่ถูกใจแล้วจะคบกันรอด แต่เื่นิสัยของอีกฝ่ายหนึ่งก็สำคัญ นะโมไม่อยากให้เพื่อนของเขามองข้ามเื่นี้ไปด้วย
“รับทราบครับผม”
[มึง กูขอโทษนะโว้ย กูไม่คิดว่าพี่นายเขาจะชวนกูไปกินข้าวตอนเย็นด้วยอะ กูขอยกเลิกนัดหมูกระทะวันนี้ของเราก่อนนะมึง]
ปลายสายพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด เพราะพัชรไม่ได้อยากจะผิดนัดกับเพื่อนรักอย่างนะโมเลยสักนิด แต่จะให้ทำยังไงได้ ก็ในเมื่อคนที่เขาชอบเป็คนชวนเขาไปทานมื้อเย็นด้วยนี่น่า
“ตลอดเลยนะมึง นัดกูทีไรล่มทุกที สรุปเป็แฟนกันแล้ว?” นะโมชินซะแล้ว ั้แ่ที่คุยกันวันนั้น ไม่รู้ว่าโชคเข้าข้างพัชรไหม เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เ้านายก็เป็ฝ่ายเข้ามาจีบพัชรเสียเอง
นี่ก็ผ่านมาเกือบหกเดือนแล้วที่ฝ่ายนั้นจีบเพื่อนของเขา นะโมเคยเจอกับเ้านายแค่สองครั้ง ครั้งแรกคือพัชรพามาแนะนำให้รู้จักผ่าน ๆ ส่วนครั้งที่สองคือเ้านายมารับอีกฝ่ายที่ร้านของเขานั่นเอง
[ยัง แต่น่าจะอีกไม่นานแล้วล่ะ เพราะ่นี้พี่เขาดูเอาใจกูเป็พิเศษเลยมึง] เสียงของพัชรบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าอีกฝ่ายรู้สึกดีมากแค่ไหนเมื่อเอ่ยถึงคนคนนั้น
“แบบที่ชวนมึงไปแดกมื้อเย็นสุดหรูอย่างเช่นวันนี้ใช่ไหม” นะโมอดที่จะแซวอีกฝ่ายออกไปไม่ได้
[ก็นาน ๆ ทีไหมล่ะมึง เข้าใจเพื่อนมึงหน่อยสิ คนนี้กูจริงจังมากเลยนะโว้ย มึงก็รู้ว่ากูชอบเขามากแค่ไหน]
“เออ ๆ กูเอาใจช่วยมึงก็แล้วกัน ขอให้พี่มันขอมึงเป็แฟนเร็ว ๆ กูจะปิดร้านเลี้ยงมึงเลยเอ้า ตกลงไหม”
เพราะรู้ว่าพัชรจริงจังกับคนนี้มากแค่ไหน มีเหรอที่นะโมจะไม่เอาใจช่วยเพื่อนสนิทคนเดียวของตัวเอง แค่เพื่อนเขามีความสุข เขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่งอยู่แล้ว
[ฮ่า ๆ ๆ ขอบใจมึงมากนะ กูโคตรรักมึงเลยว่ะ]
“ทีอย่างนี้ล่ะบอกรักกู งั้นมึงก็ไปเตรียมตัวเถอะ เอาไว้คราวหน้าค่อยนัดกันใหม่ก็แล้วกัน”
[อืม เอาไว้เจอกันนะ]
“อือ”
“นี่รามแฟนกู รามนี่พัชร เพื่อนสนิทของผมเอง”
นะโมแนะนำแฟนหนุ่มให้เพื่อนสนิทอย่างพัชรได้รู้จัก รามเป็หนุ่มผิวแทนหน้าคมที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
เพราะร้านของนะโมตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ทำให้ลูกค้าหลักของที่ร้านคือพนักงานของบริษัทที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้น รามก็คือหนึ่งในพนักงานที่ไปใช้บริการร้านของนะโมอยู่เป็ประจำ จนทั้งสองสนิทกัน
นะโมและรามพึ่งคบกันได้ไม่นาน หลังจากที่เพื่อนสนิทคนเดียวของนะโมอย่างพัชรคบกับเ้านายแบบจริงจัง
ส่วนหนึ่ง นะโมยอมรับว่าเป็เพราะเพื่อนคนเดียวของเขาเริ่มให้ความสำคัญกับแฟนหนุ่มมากกว่าตน มันเลยทำให้นะโมเริ่มรู้สึกเหงาขึ้นมาบ้าง จนต้องลองเปิดใจให้กับรามได้เข้ามาลองคุยด้วย
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมพัชรเพื่อนสนิทของนะโมมัน ยังไงผมฝากคุณรามดูแลเพื่อนของผมด้วยนะครับ”
พัชรพูดกับคนตรงหน้าด้วยความจริงใจ เพราะรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่นะโมจะเปิดใจรับใครสักคนเข้ามาอยู่ด้วยในชีวิต นะโมเป็คนโลกส่วนตัวสูงมากแค่ไหน ทำไมพัชรจะไม่รู้
“ด้วยความยินดีครับ ผมจะดูแลนะโมให้เป็อย่างดีเลย คุณพัชรคงจะสนิทกับคุณนะโมมากสินะครับ ดูคุณเป็ห่วงเขามากเลย”
“ครับ นะโมเป็เพื่อนที่ผมรักมากที่สุด และผมเป็ห่วงเขามากเหมือนกัน การที่เขาเปิดโอกาสในคุณเข้ามาในชีวิตของเขา ผมเชื่อว่าเขาคิดดีแล้ว ดังนั้นคุณต้องดูแลเพื่อนคนนี้ของผมให้ดี ๆ นะครับ”
ถึงพัชรจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง ที่ตนเองนั้นหนีเพื่อนไปมีแฟนก่อน แต่ตอนนี้เขาสบายใจแล้ว เพราะในที่สุดนะโมก็ยอมเปิดใจให้ใครสักคนเข้ามาในชีวิต มันไม่ง่ายเลยที่นะโมจะยอมเปิดใจให้คนอื่น นั่นมันเลยทำให้พัชรย้ำกับคนตรงหน้าด้วยเสียงที่หนักแน่น
“เวอร์ไปละมึงไอ้พัชร พูดแบบนี้เดี๋ยวคุณรามคิดมากกันพอดี” นะโมติงเพื่อนเบาๆ เมื่อเห็นว่าพัชรเริ่มพูดมากกว่าปกติ
“ฮ่า ๆ ๆ คุณรามอย่าคิดมากนะครับ ผมก็แค่พูดไปตามความรู้สึกของผมก็เท่านั้นเอง” เมื่อได้ยินสิ่งที่เพื่อนเอ่ยเตือน พัชรเลยพูดเปลี่ยนบรรยากาศทันที เพราะไม่อยากให้เพื่อนของตัวเองนั้นต้องคิดมาก
“ครับ ผมไม่คิดมากหรอก ผมรู้ว่าคุณเป็ห่วงคุณโมเขา” รามรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เพราะตลอดเวลาที่เขาได้คุยกับนะโม มีบ้างที่อีกฝ่ายมักจะชอบหลุดพูดถึงเพื่อนคนนี้ให้เขาฟังบ่อย ๆ
นะโมเล่าให้เขาฟังว่า ปกติแล้วนะโมเป็คนที่มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง ตอนเรียนอยู่มหาลัยก็ไม่ค่อยมีเพื่อนสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่พัชรแค่คนเดียวนี่แหละที่เป็เพื่อนสนิทของนะโม
“พอเลยทั้งสองคน กินข้าวกันได้แล้ว อาหารมาเสิร์ฟแล้วเนี่ย” นะโมยุติการสนทนาที่ดูจะตึงนิดหน่อย ด้วยการชวนเพื่อนสนิทและแฟนหนุ่มหมาด ๆ ทานข้าวกันได้แล้ว
เพราะวันนี้นะโมตั้งใจที่จะแนะนำรามให้รู้จักกับพัชร คนที่เป็เพื่อนสนิทคนเดียวของเขานั่นเอง เขาจึงนัดทั้งสองคนให้มาทานข้าวที่ร้านอาหาร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเขาสักเท่าไหร่
“เออ ๆ ทานข้าวกันครับคุณราม อันนี้กะเพรารวมมิตรทะเลของโปรดไอ้โมมันเลยนะครับ”
พัชรดันจานกะเพรารวมมิตรทะเลไปไว้ตรงหน้ารามอย่างเอาใจ และอยากบอกอีกฝ่ายเป็นัย ๆ ว่าจงจำสิ่งที่เพื่อนเขาชอบเอาไว้ด้วย เพราะสักวันหนึ่งรามจะต้องเป็คนสั่งเมนูพวกนี้ให้เพื่อนของเขาทานแทนเขาอย่างแน่นอน
“ขอบคุณครับ”
“มึงว่ารามเขาเป็ยังไงบ้าง”
นะโมถามเพื่อนของเขาขึ้นมา หลังจากที่ทานอาหารเย็นกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว และวันนี้เป็อีกหนึ่งคืนที่พัชรมานอนค้างกับนะโมที่ห้อง
“ก็โอเคนะ ดูเขาเอาใจใส่มึงดี คนนี้กูให้ผ่าน”
“ที่ให้ผ่าน เพราะกูให้เ้านายแฟนมึงผ่านก่อนหรือเปล่า” นะโมอดที่จะหยอกเพื่อนรักของตัวเองออกไปไม่ได้
“กูรู้ว่าที่มึงให้พี่นายผ่านเพราะมึงรู้ว่ากูรักเขามากกว่า ดูจากสายตาก็รู้ว่ามึงไม่ชอบใจพี่นายเขา”
พัชรพูดออกมาตามที่คิด เป็เพื่อนกันมานาน ทำไมเขาจะมองเพื่อนสนิทคนนี้ของเขาไม่ออก ถ้าไม่ใช่เพราะเขารักพี่เ้านายมาก มีเหรอที่นะโมจะให้เขาคบกับผู้ชายคนนั้น ไม่มีทางหรอก
“ดูก็รู้ว่าเขาเป็คนเ้าชู้ มึงก็ระวังตัวเอาไว้บ้างก็แล้วกัน อย่ารักเขามากกว่าตัวเอง เข้าใจที่กูพูดไหม” เพราะเคยเห็นสายตาไม่น่าไว้ใจของคนคนนั้น ถึงจะเพียงแค่แวบเดียว แต่เขามั่นใจว่าผู้ชายอย่างเ้านายต้องเป็คนเ้าชู้แน่ ๆ
“กูรู้ อีกอย่างพี่เ้านายเขาก็ยอมรับกับกูแล้วด้วยว่า เมื่อก่อนเขาเ้าชู้มากแค่ไหน แต่เขารับปากกูนะโว้ย ว่าเขาจะหยุดเ้าชู้ แล้วจริงจังกับกูแค่คนเดียว”
“ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่พอคบไปนาน ๆ แล้วออกลายทีหลังนะมึง กูตามกระทืบมันจริง ๆ ด้วย” แววตาที่สื่อออกมาของนะโม บ่งบอกว่าเ้าตัวเอาจริงแน่ ๆ ถ้าแฟนหนุ่มรุ่นพี่คนนั้นกล้านอกใจเพื่อนของเขา
“ฮ่า ๆ ๆ รักมึงก็เพราะแบบนี้แหละ ขอบคุณนะ ที่มึงเป็ห่วงกู แต่กูเลือกเอง กูก็ต้องยอมรับในสิ่งที่จะเจอในอนาคตให้ได้ไม่ใช่เหรอวะ มึงเป็คนสอนกูเองนะ”
“ขอให้มันจริงเถอะ กูแค่ไม่อยากเห็นเพื่อนคนเดียวของกู ต้องเสียใจกับคนเลวประเภทนั้นนะ”
เพราะรู้ว่าความผิดหวังในความรักมันเ็ปมากแค่ไหน ถึงแม้จะผิดหวังกันคนละแบบ แต่ความเ็ปในเื่ของความรัก มันก็คงไม่ต่างจากกันมากสักเท่าไหร่หรอก เขาไม่อยากให้เพื่อนคนเดียวของเขาต้องจมอยู่กับความรู้สึกแบบนั้น
“ปล่อยให้มันเป็เื่ของอนาคตเถอะ ว่าแต่ตอนนี้มึงไปอาบน้ำได้แล้ว กูเริ่มง่วงแล้วเนี่ย”
“เออ ๆ มึงนอนก่อนเลย เดี๋ยวกูต้องเคลียร์การเงินต่ออีกแป๊บนึง” นะโมหันไปบอกพัชรด้วยเสียงราบเรียบ ก่อนที่จะหยิบบัญชีของร้านขึ้นมาเปิดดูอย่างตั้งใจ
“เป็เ้าของธุรกิจเองมันเหนื่อยขนาดนั้นเลยเหรอวะ” พัชรสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่า เพื่อนของตัวเองต้องนั่งเคลียร์บัญชีทุกครั้งหลังกลับมาจากร้านเสมอ
“ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรขนาดนั้นหรอก กูแค่เต็มที่กับสิ่งที่กูรักก็เท่านั้นเอง”
“ถึงกูจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่มึง้าอยากจะสื่อออกมาสักเท่าไหร่ แต่ยังไงมึงก็ต้องรักษาสุขภาพตัวเองด้วยก็แล้วกัน กูเป็ห่วงมึงนะโว้ย โหมงานหนักมาก ๆ เดี๋ยวได้เข้าโรงพยาบาลกันพอดี” พัชรไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือนเพื่อนรักของตัวเองด้วยความเป็ห่วง
“รู้แล้ว ๆ มึงนอนก่อนเลย ฝันดี”
“อืม มึงก็รีบนอนด้วย” พัชรตอบรับอีกฝ่ายหนึ่งเบา ๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องนอนของนะโมทันที
“เออ”