หลันหลันตั้งใจจะกลับขึ้นไปบนเขาอีกครั้ง วันนี้นางจึงตื่นแต่เช้าวิ่งไปริมแม่น้ำ เมื่อวานก่อนนอนนางเอาตาข่ายไปดักปลาเอาไว้ด้วย ได้ปลาหน้าโง่ไม่กี่ตัวเพราะตาข่ายที่นางใช้เป็ของเก่าที่ค้นเจอที่มุมห้องครัวเหมือนกัน มันมีรอยฉีกขาด แต่ก็ยังอุตส่าห์ใช้แก้ขัดได้
“ต้องโทษที่พวกแกโง่เองนะ” หลันหลันฮัมเพลง ไปในขณะคว้าปลาขึ้นมาทุบ ขอดเกล็ด เอาไส้ออกอย่างชำนิชำนาญ
เวลาทำปลาก็นึกถึงเคล็ดลับ เื่เอาน้ำส้มสายชูล้างคาวปลาบ้าง หรือเวลาประกอบอาหารก็ให้ใส่ตอนน้ำเดือดจัดบ้าง ปลาในยุคสมัยที่นางจากมานั้น ไม่ว่าจะเป็น้ำจืด น้ำเค็ม มักจะมีความคาวบางอย่าง ไม่หวานหอมเหมือนปลาที่นี่ สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่มันก็ดีแบบนี้นี่เอง
ข้าวที่นางซื้อมาใช้ก็เป็ข้าวฟ่าง สมัยนี้ข้าวขัดสีจนขาวสวยนั้นแทบจะไม่มี แล้วข้าวเ้าแบบที่ใช้หุงทานก็เป็ที่นิยมทางใต้ ตอนนี้นางอยู่ทางแถบตะวันตกเฉียงเหนือไม่ได้เหมาะกับการปลูกพืชที่มีน้ำมากนัก พวกพืชที่ใช้น้ำมาก ๆ จึงไม่ค่อยเห็นในแถบนี้
จริงๆ แม้จะมีข้าวแต่ชาวบ้านทั่วไปก็นิยมกินแป้งมากกว่า เพราะราคาถูก แล้วมักจะเป็แป้งไม่ขัดสี พวกแป้งสาลีขาว ๆ สวย ๆ หรือข้าวฟ่างจะเป็ที่นิยมในหมู่คนพอเงินบ้างแล้ว
ตอนนี้นางไม่ได้เป็คนมีเงินอะไรหรอกนะ แต่ทำไงได้ ถ้าเป็เื่การกินหลันหลันมักเผลอทำเกินตัวอยู่เสมอ จริงๆ ข้าวฟ่างก็เอามาต้มแล้วอร่อยมาก หากมีลูกเดือยผสมลงไปด้วยยิ่งเพิ่มคุณค่าทางอาหาร
หลันหลันชำนาญการใช้มีดมาก เมื่อวานนางซื้อมีดทำครัวกลับมาอันนึงด้วย นางลับมีดให้คมจนกระทั่งสามารถลอกทั้งหนัง ทั้งก้างออกไปโดยเนื้อปลาไม่เสียหาย ยังรูปทรงสวยงาม ปลาสด ๆ ถูกนำมาต้มข้าวต้ม ใส่ขิง ข่าลงไป พอข้าวต้มเดือดก็ส่งกลิ่นหอมสดชื่นออกมา หลันหลันรู้ดีว่ากลิ่นที่สดชื่นแบบนี้ เกิดจากการใช้วัตถุดิบที่ดีเยี่ยมเท่านั้น
“เฮ้อ...” หลันหลันถอนใจ ทำไมนางถึงเก่งอย่างนี้นะ...
นางนึกถึงเครื่องปรุงที่หลากหลายในโลกที่จากมา แม้เครื่องปรุงเ่าั้หากใช้มากไปจะไม่ค่อยดีกับสุขภาพ แต่มันช่วยเพิ่มรสชาติของชีวิตได้เป็อย่างดี ดูเหมือนนอกจาก ซีอิ๊วแล้ว นางควรจะหาโอกาสหมักน้ำส้มสายชู กับเต้าเจี้ยวเอาไว้ด้วย
หลันหลันนึ่งหมั่นโถวที่เหลือเมื่อวาน นางต้มน้ำขิงไว้ด้วย เผื่อให้เหล่าบรรดาคนป่วย ดื่มไล่ไข้ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าแข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้การทำผักดองไว้กินเองก็ดูท่าจะเป็ความคิดที่ไม่เลวนัก
หลันหลันคิดถึงเื่อาหารการกินหลายร้อยอย่าง เพราะสภาพอดอยากก่อนหน้านั้น ทำให้นางช็อกเอามาก ๆ จนกระทั่งไม่ไว้วางใจ ยังไงต้องตุนเสบียงไว้เยอะ ๆ หลังบ้านมีปลาแล้วต้องมีผัก ในบ้านก็ต้องมีของกินได้ในครัวอยู่เสมอ
นางมองรอบตัว... ตอนนี้ใครครัวว่างเกินไปแล้ว
“เ้าทำอะไรน่ะ”
หลันหลันสะดุ้งโหยง ตะหลิวในมือแทบหล่น พอหันกลับไปพบกับร่างสูงของฉินเว่ยจื่อ เขาอยู่ในชุดเก่า ๆ ของลุงหยวน เพราะรูปร่างที่สูงใหญ่ของเขา เลยทำให้แขนเสื้อร่นไปค่อนข้างมา ขากางเกงเองก็เช่นกัน การมาเห็นหนุ่มรูปงามในสภาพนี้ มุมปากของหลันหลันก็กระตุกขึ้นมาเล็กน้อย
สิ่งที่ควรบอกให้รู้ก็คือ ความลับของหลันหลันอย่างหนึ่งคือ...นางเป็พวกบ้าหนุ่มรูปงาม
แม้ไม่ได้คลั่งรักเสียอยากจะจับกินทุกครั้งที่เห็น แต่พอเห็นคนงามต่อหน้าทีไร หลันหลันก็อยากจะคร่ำครวญใส่เ้าแม่หนี่หวาทุกครั้ง ว่าทำท่านสร้างสรรค์ของงาม ๆ เหล่านี้ส่งมาให้ข้ามอง ไม่สู้ส่งความโชคดีในด้านอื่น ๆ ให้แก่นางเสียดีกว่า
“ข้าก็ทำอาหารอยู่ เ้า้าอะไรเหรอ” หลันหลันถาม
“...”
ฉินเว่ยจื่อไม่ตอบ เขามองร่างเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่บนก้อนหิน ตัวนางยังโตไม่เท่าเตาเลย ปีนี้คงอายุได้สิบสอง สิบสามปี แต่กลับให้ความรู้สึกเป็ผู้ใหญ่กว่านั้น ผ่านไปสามวันสองคืน ฉินเว่ยจื่อก็รู้แล้วว่าคนตัวเล็กนี่เป็คนที่ดูแลทุกอย่างในที่แห่งนี้
เื่ทุกเื่ดูเหมือนนางจะจัดการได้เป็อย่างดี การที่นางผลุ่บไปผลุ่บมาแบบนี้ หรือบางทีมีอาการใจลอยเวลาคุยกับเขาอยู่ อาจเพราะมีเื่ให้คิดมากเกินไปก็เป็ได้
“ข้า...รู้สึกหิวนิดหน่อย” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดแม้แต่น้อย ท่าทางของชายหนุ่มยังดูไม่คล่องแคล่ว แผลที่หลังยังตึงอยู่ แต่ฉินเว่ยจื่อไม่อยากจะนอนอยู่แบบนั้นแล้ว
หลันหลันเบิกตากว้าง นางรีบวางตะหลิวในมือแล้วลากเก้าอี้มา ตรงหน้าเขาสั่งให้เขาห้ามเดินอีก
“ท่านนั่งลง”
ฉินเว่ยจื่อมองร่างเล็ก ๆ ท่าทางเอาเื่ตรงหน้า หัวของนางสูงแค่หน้าอกของเขาเท่านั้น ทำให้นางต้องแหงนหน้ามองเขา ดูแล้วก็น่ารัก น่าเอ็นดูเหมือนกัน...
น่าเอ็นดูงั้นเหรอ...ฉินเว่ยจื่อขมวดคิ้วกับความคิดนี้ของตน มันไม่ใช่ความคิดยามปกติของเขา
“...”
หลันหลันมองคนที่จ้องนางนิ่ง เขาขมวดคิ้วอีกต่างหาก นี่เขาคิดว่าตัวเองเป็ใคร ไม่ใช่คนาเ็ที่นางอุตส่าห์ลำบากลำบนลากลงจากเขาหรือ
“นั่ง!” หลันหลันสั่งเสียงเฉียบขาด
เธอสั่งแล้วทำจมูกฟุดฟิด กลิ่นควัน กลิ่นข้าวที่เข้มข้นขึ้น นางร้องใก่อนที่จะหันไปทางเตาไฟ รีบยกข้าวต้มออกจากเตา
“เฮ้อ เกือบไหม้แล้ว” จมูกของหลันหลันดีมาก เป็จมูกที่เหมาะกับอาชีพนักชิม ดูเหมือนว่าความสามารถพิเศษนี้ของนางจะยังอยู่ ซึ่งก็เป็เื่ที่ดีจริงๆ
ด้านฉินเว่ยจื่อยังคงมองสาวน้อยที่วิ่งวุ่นอยู่ในครัว ก่อนจะทรุดลงนั่งบนเก้าอี้แต่โดยดี ตลอดเวลาสีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนเลยสักนิด
“ทำไมท่านไม่นอนพักให้ดี ๆ ไม่กลัวาแปริเหรอ” หลันหลันถามย้ำอีกครั้ง ขณะที่มือยังตักข้าวต้มใส่ชาม
“ยืดเส้นยืดสายบ้างทำให้แผลหายเร็ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หลันหลันมองเหล่เล็กน้อย ไม่นึกว่าพ่อหนุ่มที่นางเก็บได้จะเป็พวก “นายเ็า” แบบนี้ แต่คงไม่เป็ไรถ้าข้างในจะอุ่นเหมือนไมโครเวฟ แบบนั้นนางยอมให้อภัยให้ก็ได้ ว่าไปเมื่อทบทวนคำพูดของอีกฝ่าย หลันหลันก็ต้องนิ่วหน้า
นางนึกถึงสภาพแผลของเขาที่ตนเห็นทีแรก “แผลนั่น...” ดูยังไงก็สาหัส ไม่น่าจะลุกขึ้นมาเดินได้ในวันสองวัน
“ยาที่เ้าใส่ให้ข้าเป็ยาดี ข้ามียาดี และข้าก็มีกำลังภายใน” ราวกับล่วงรู้ว่านางคิดอะไรอยู่ ฉินเว่ยจื่อก็ชิงตอบออกมาเสียเอง แน่นอนว่าสีหน้าและน้ำเสียงของเขาไม่เปลี่ยนสักนิด
อ๋อ...มีวิทยายุทธ์ ...หลันหลันพยักหน้าหงึกหงัก พอจะหาเหตุผลที่คนตรงหน้าถึกเกินความจริงได้แล้ว แต่มีบางอย่างสะกิดใจของนาง
“แล้วยาของท่านลุงหยวน ที่ข้าซื้อมาล่ะ ท่านไม่ได้ใช้เหรอ” นางถาม
เมื่อครู่เขาพูดว่ายาของเขาและกำลังภายใน ถ้าเขามียาดีแล้วทำไมต้องพึ่งยาลุงหยวนอีก นางลำบากแทบตายกว่าจะได้มันมา แววตาของหลันหลันเริ่มขุ่นเคืองขึ้นมาบ้าง
“เป็ยาบำรุงชั้นดี ช่วยรักษาอาการช้ำใน มีส่วนช่วยข้าเหมือนกัน” ฉินเว่ยจื่อตอบอย่างไม่ยินดียินร้าย
“ท่านรู้วิชาแพทย์เหรอ ถึงได้รู้เื่ยา”
“พอรู้ แต่ไม่เรียกว่าเชี่ยวชาญ เทียบยาที่ท่านหมอหยวนจัดให้ ถ้าไม่มีประโยชน์ ข้าคงไม่ลำบากเ้าหรอก”
“เอาเถอะ ท่านดีขึ้นก็ดีแล้ว นี่ข้าวต้มปลากับหมั่นโถว ระยะนี้ควรกินอาหารอ่อน ๆ ก่อน หลังจากาแท่านดีขึ้น ข้าจะหาอย่างอื่นมาบำรุงให้
ท่านกินก่อนเถอะ ในกานั่นมีน้ำชา ข้าวต้มนี่ถ้าไม่พอท่านเติมใหม่ได้นะ ข้าเป็แค่สาวชาวบ้าน ทำอะไรขัดตาคุณชายอย่างท่านไปต้องขออภัย ในบ้านนี้ก็มีแค่นี้ ท่านก็เห็นว่าข้าต้องวิ่งวุ่น ไหน ๆ ท่านก็เข้ามาที่นี่แล้ว ก็นั่งกินตรงนี้แล้วกัน ข้าจะเอาอาหารไปให้คนอื่น”
หลันหลันพูดรวดเดียวไม่รอให้เขาเอ่ยปาก นางยกข้าวต้มกับหมั่นโถวใส่เสียหนา เถาใหญ่ ออกแรงหิ้วไปทางเรือนฝั่งตรงข้าม
“...”
ฉินเว่ยจื่อ มองร่างเล็ก ๆ ที่เดินตัวเอียงจนลับตา แล้วหันมามองทางอาหารตรงหน้า
อาหารที่เขาเคยกินไม่เห็นต้องตระหนี่ถี่เหนียวแบบนี้... ขณะที่บ่นในใจฉินเว่ยจื่อก็ค่อย ๆ ตักข้าวต้มขึ้นมาชิม เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
อร่อย...
ฉินเว่ยจื่อคว้าหมั่นโถวมากินคู่กันไป ด้วยกิริยาท่าทางงดงามไร้ที่ติ