ครั้นจัดการเื่ชวนปวดหัวเรียบร้อยเสี่ยวไป๋ของนางพลันแวบเข้ามาในหัว ชั่วขณะที่หัวใจตระหนกวูบปรายหางตาก็เห็นร่างพลิ้วไหวสีขาวกำลังเดินตรงมาหาพวกนางด้วยฝีก้าวไม่ช้าไม่เร็ว
แต่มีบางสิ่งบางอย่างแปลกไปปกติต่อให้เขาจะเผชิญกับเื่อันตรายหรือขัดต่อคุณธรรมในใจหากไม่ขมวดคิ้วเป็ต้องเม้มปากแสดงความรู้สึกบางอย่างออกมาบ้าง
มาหนนี้หลังกลับจากการลิขิตของบานประตู์กลิ่นอายรอบตัวของเสี่ยวไป๋พลันเปลี่ยนไปใบหน้าขาวผ่องยิ่งซีดขาวจนดูไม่ได้แผ่นหลังตั้งตรงคล้ายโค้งงอเล็กน้อยหากไม่สังเกตดี ๆ จะไม่รู้เลย
ฉีซินอี๋เก็บงำท่าทีของตัวเองเดินเข้าไปหาทีละก้าว
“เ้า...สนมน้อยของข้าได้อะไรมาบ้าง”
สิ้นเสียงของนางเหมือนเขาพึ่งจะรู้ตัวว่ามีนางอยู่ตรงหน้าชะงักปลายเท้าแล้วหยุดลง
“ท่าน...ผู้มีพระคุณ”
ชั่วขณะที่เขาช้อนั์ตาสีขาวขึ้นมานางมองเห็นความโศกเศร้าวาบผ่านทว่ารวดเร็วเสียจนหากไม่ได้จดจ่อไว้ก่อนย่อมมองไม่เห็น
ไม่รู้ทำไมนางถึงได้เ็ปกลางใจราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคั้นนางเอื้อมมือจับใบหน้าของเขา
แวบแรกเสี่ยวไป๋แอบสะดุ้งแต่เมื่อคิดได้ว่าปกตินางก็ชอบทำเช่นนี้กับเขาไม่นับว่าแปลกอะไรจึงค่อย ๆผ่อนคลายลง
ไม่ใช่แค่นั้นเพียงนางลูบแก้มแ่เบาความโศกเศร้าอย่างไร้ที่พึ่งก็ดูเหมือนไม่ได้หนักอึ้งเหมือนเคยเขาหลับตาลงอย่างเชื่องช้าปล่อยให้นางลูบพวงแก้มเนียนนุ่มของตัวเองประหนึ่ง้าการปลอบโยน
แม้จะไร้วาจาจากปากบุรุษน้อยเบื้องหน้าฉีซินอี๋ก็ไม่คิดจะไถ่ถาม มีบางเื่ที่คนเราไม่สามารถเอื้อนเอ่ยออกมาเป็คำพูดและยิ่งไม่สามารถบอกให้ใครล่วงรู้
เห็นเขาเป็เช่นนี้หัวใจนางยิ่งอ่อนยวบจนเผลอกระซิบถามแ่เบา
“เ้า...กินอะไรมาแล้วหรือยัง หิวหรือไม่”
แพขนตาเรียงเป็ทางยาวคล้ายพัดสีขาวสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะแยกออกจากกันเปิดเผยดวงตาสีขาวเป็ประกายมีร่างของนางอยู่ในนั้น
จู่ ๆ เสี่ยวไป๋รู้สึกมีก้อนสะอึกมาจุกอยู่ตรงคอเนิ่นนานแค่ไหนแล้วที่เคยมีคนพูดเช่นนี้กับเขานานซะจนทั้งชีวิตนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะได้ยินคำไถ่ถามที่แสดงถึงความห่วงใยโดยไม่หวังสิ่งใดอีกไหม
เขาหลุบตาลงพยักหน้าครางเสียงเบา “อืม”
ฉีซินอี๋สูดปากในลำคอไม่ได้ทำอะไรมิดีมิร้ายแต่ทำไมเหมือนตัวนางใกล้จะเป็โจรเด็ดบุปผาเต็มที
์! นางพึ่งอายุไม่เท่าไหร่เองแถมเขาก็เป็เด็กอายุไม่เท่าไหร่เอง เอิ่ม ไม่นับรวมการบำเพ็ญตนนับชั่วอายุตอนเป็สัตว์ิญญาของเขาหรอกนะ
“ครานี้เ้าอยากกินลูกท้อหรือว่าอย่างอื่นล่ะ”
แทบจะในทันทีที่นางพูดคำนั้นเฟิ่งเสี่ยวที่ถูกดวงจิตทั้งสองทำเอาตกอกใหูผึ่งทันทีอาศัยพละกำลังปราณสถิตของตัวเองวาบหายมาอยู่ข้างเสี่ยวไป๋
“คุณหนู ท่านมีลูกท้อด้วยหรือ”
ฉีซินอี๋เหลือบมองดวงตาเป็ประกายปราศจากความขลาดกลัวนางแอบเลิกคิ้วเล็กน้อย เช่นเดียวกับท่าทีคล้ายตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ของเสี่ยวไป๋เปลี่ยนมาเป็จ้องเ้าของใบหน้าแก้มป่องอยู่ด้านข้าง
ทั้งที่ในใจเขาไม่ได้คิดอะไรแท้ ๆแต่เมื่อมาประจานหน้ากับเฟิ่งเสี่ยวแล้วความเป็ขบถต่อต้านอยู่ข้างในพลันร้องเตือน
ชั่วชีวิตเขาเสี่ยวไป๋ไม่เคยเห็นผู้ใดเป็ศัตรูและยิ่งไม่้าชิงดีชิงเด่นเพื่อเอาชนะใครนอกเสียจาก...เด็กน้อยไม่รู้ความด้านข้าง
เสี่ยวไป๋ลอบมองระหว่างฉีซินอี๋และเฟิ่งเสี่ยวชั่วพริบตาที่ความอบอุ่นจากฝ่ามือหยาบกระด้างเล็กน้อยของฉีซินอี๋จะผละจากไป เขากระวนกระวายใจรีบคว้าเอาไว้ช้อนแววตากระจ่างใสจ้องนาง
“ไม่ว่าเป็อะไรจากท่านข้าล้วนกินทั้งนั้น”
ฉีซินอี๋ชะงักชำเลืองมองท่าทีที่กลับมาเป็ปกติของเขาในใจมีคำพูดร้อยแปดคำถามอยู่ในหัว ทว่านางกลับเลือกกลืนลงท้องไปแววตาดำขลับราวกับรัตติกาลไร้ก้นกลิ้งกลอกไปมาฉายความเ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด
“เช่นนั้นให้ข้าย่างปลาให้เ้ากินดีหรือไม่”
เสี่ยวไป๋ “...”
เฟิ่งเสี่ยว “ข้าก็อยากกินปลาย่าง...”แต่เหมือนจะนึกถึงอะไรสักอย่างจึงช้อนใบหน้าขลาดกลัวของตัวเองมองนางแววตาฉายความแน่วแน่ระคนไม่มั่นใจ “...ลูกท้อ...ก็อยากกิน”พูดทีน้ำลายพลันเอ่อท่วมโพรงปากทำท่าจะหกย้อย
ท่าทางตะกละตะกลามของเฟิ่งเสี่ยว ใบหน้าเขียวคล้ำชวนขบขันของเสี่ยวไป๋ทำเอาฉีซินอี๋รื่นเริงเป็ที่สุด
มือหนึ่งลูบไหล่เสี่ยวไป๋มือหนึ่งบีบแก้มป่องของเฟิ่งเสี่ยว“เช่นนั้นเฒ่าแก่เนี้ยผู้แซ่ฉีจะเลี้ยงอาหารให้พวกเ้าเอง”
ขามาคลำทางมามั่ว ๆขากลับบทจะหายไปก็สลายราวกับเป็เพียงม่านหมอก หากข้าวของที่ได้มาไม่ได้นอนนิ่งอยู่บนฝ่ามือเกรงว่าฉีซินอี๋คงคิดว่าเื่เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนอาจเป็เพียงฝันตื่นหนึ่ง
ทั้งสามพร้อมสองดวงจิตยืนมองลำธารน้ำใสที่ถอดยาวออกไปเป็ทางยาวด้วยตาปริบๆ บานประตูลิขิต์หรือจะเป็เส้นทางคดเคี้ยวที่นางได้เดินผ่านล้วนหายวับไปกับตาเช่นเดียวกับเรือนบ้านไร้ผนังกั้น
เบื้องหน้าคือถ้ำหินย้อยมองกลับไปข้างหลังก็ไม่ได้ไกลจากจุดที่พวกนางตกลงมาตอนแรกทั้งยังเห็นหลุมฝังศพมดอยู่ไกล ๆ
ฉีซินอี๋อดจะเย้าแหย่เสี่ยวไป๋ของนางไม่ได้ทว่ากำลังจะยื่นมือไปคว้าหมับตรงข้างแก้มของเขา ร่างบุรุษน้อยพลันแข็งทื่อขึ้นมาเสียงที่หายไปนานของดวงจิตแห่งหยกโพล่งขึ้นมาในหัว
“ระวังตัวด้วย”แทบจะทันทีที่ผู้าุโของนางกล่าวเตือนท่าทางทีเล่นทีจริงถูกเก็บงำกลับมาอย่างรวดเร็ว
นางสะบัดมือเพียงครั้งเดียวกระบี่ที่สร้างมาจากปราณสถิตสีแดงก่ำปรากฏบนมือทันที
“เฟิ่งเสี่ยวมาอยู่ข้างหลังข้า”สิ้นคำพูดไม่ต้องรอให้ฉีซินอี๋กล่าวเตือนเฟิ่งเสี่ยวรีบกอดผีผาที่ย่อส่วนลงมาให้พอดีกับเด็กสาวไปยืนอยู่ข้างหลัง
เห็นเสี่ยวไป๋ยังยืนแข็งค้างฉีซินอี๋คว้าข้อมือเขาดันไปไว้ข้างหลังตัวเองเช่นกันอาการปกป้องราวกับไข่ในหินส่งผลให้เสี่ยวไป๋ช้อนแววตาลุ่มลึกมองแผ่นหลังบางของนางแวบหนึ่งก่อนจะหลุบตาลงมองปลายเท้าตัวเองโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“ข้างหน้าคือเป้าหมายที่แท้จริงที่เรามาเหยียบที่นี่ดูจากการแผ่กลิ่นอายสังหารหลายลี้ฝ่ายนั้นคงรับรู้ถึงการบุกรุกของเราแล้ว”
ฉีซินอี๋กำกระบี่ตัวเองจนข้อนิ้วขาวซีดยังไม่ทันก้าวเดินก็รู้สึกถึงแรงกดดัน แม้หลายวันมานี้นางจะก้าวหน้ามากขึ้นแต่ให้เทียบกับสัตว์ิญญาตนหนึ่งแล้วยากจะรับมืออยู่ดี
“จากกลิ่นอายสังหารท่านสามารถคาดเดาระดับขั้นของมันได้หรือไม่”
ดวงจิตแห่งครุ่นคิด “ถึงจะเลือนรางแต่เป็ไปได้มากว่าอยู่ในขั้นสามย่างเข้าขั้นสี่โชคดีที่เรามาทันก่อนมันจะกักตนเลื่อนขั้น ไม่เช่นนั้น...”
ไม่ต้องพูดต่อฉีซินอี๋ก็เดาได้ลำพังขั้นสามยังมองเห็นชัยชนะเพียงริบหรี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขั้นสี่ถึงต้องนั้นไม่ต้องรอให้นางถูกพิษจนตายก็คงถูกงูมรกตสังหารอยู่ดี
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆกำลังจะก้าวเท้าเดินต่อ กลับเป็เสี่ยวไป๋ที่เอื้อมมาจับมือนาง
ฉีซินอี๋ชะงักหันมามองเห็นหัวคิ้วของเขาชนเข้าหากันไม่รู้ทำไมถึงเดาความคิดของบุรุษตัวน้อยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“ทำไม เ้ากลัวว่าข้าจะฆ่ามัน?”
สีหน้าของเสี่ยวไป๋ดูยุ่งเหยิงไม่น้อย
“ถึงข้าไม่อาจให้คำมั่นสัญญากับเ้าได้...แต่ข้าจะพยายามและยิ่งไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพียงเพราะเห็นแก่เื่สนุก”
เสี่ยวไป๋เม้มปากแน่นจนเป็เส้นตรงก่อนจะคลายออก
“...ข้ารู้”
ฉีซินอี๋เลิกคิ้วประกายแห่งความเคร่งเครียดทุกสีหน้าของเสี่ยวไป๋ขับไล่ไปจนหมดนางบีบแก้มของเขาอย่างมันเขี้ยว
“ยังไม่ทันลงมือสนมตัวน้อยของข้ากลับคิดจะปกป้องศัตรูเสียแล้วข้าช่างเลี้ยงเสียลูกท้อจริง ๆ”
พวงแก้มเนียนละออของเสี่ยวไป๋แดงก่ำเบือนหน้าคล้ายเขินอาย ดวงจิตแห่งหยกแค่นเสียงในลำคอ “เพ้ย จิ้งจอกเฒ่าห่มหนังแกะ”
เสี่ยวไป๋: “...”
ความจริงหากมีต้นเซียงเหวยสำหรับเอาไว้ล่อให้สัตว์ิญญาพวกฉีซินอี๋คงไม่ลำบากขนาดนี้ทว่าในยามคับขันตัดสินใจใช้ไม้ตายไปแล้ว เวลานี้มีแต่ต้องสู้จนถึงที่สุด
ยังไม่ทันเดินไปถึงจุดกึ่งกลางที่งูมรกตอยู่ทั่วทั้งถ้ำแห่งหินย้อยสั่นะเืประหนึ่งแผ่นดินไหว เสี้ยวเวลาจิบน้ำชาหางเป็เลื่อมมันเงาสีเขียวทอประกายเหลืองทองฟาดมาทางที่พวกนางอยู่
ฉีซินอี๋ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไวรวบรวมลมปราณของตัวเองใช้ผสานไปกับวิชาตัวเบาสองมือโอบเฟิ่งเสี่ยวและเสี่ยวไป๋ไว้คนละข้างดีดตัวเพียงครั้งเดียวก็ถอยร่นไปไกลหลายจั้งก่อนจะวางทั้งสองเอาไว้ในจุดปลอดภัย
ระหว่างนั้นหันมากำชับเอ่ย“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับข้า...พวกเ้าอย่าลังเลรีบวิ่งไปยังทางที่เรามา”คำสุดท้ายเอ่ยกับเสี่ยวไป๋
“ไม่นะ ค-คุณหนู”เฟิ่งเสี่ยวเริ่มกลัวขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ดวงตาที่เคยกระจ่างใสแดงระเรื่อ
ฟ่อออ!
การโจมตีแรกไม่โดนศัตรูเ้าถิ่นอย่างงูมรกตโกรธเกรี้ยวไม่น้อยหันศีรษะมาทางที่มีความเคลื่อนไหวของฉีซินอี๋ แลบลิ้นยาวออกมาจับไอสังหารของนาง
ฉีซินอี๋สบเข้ากับลูกตาชั้นนอกสีแดงส่วนั์ตาสีเหลืองอันน่าเกรงขามแล้วนับว่าครั้งนี้เป็ประสบการณ์ต่อสู้ลงสนามครั้งแรกไม่มีผิด
ใช่ว่านางจะไม่รู้สึกกลัวเพียงแต่นับพวกนางรวมแล้ว ฉีซินอี๋แข็งแกร่งที่สุดไม่นับเ้าสัตว์ิญญากินเจที่ไม่อาจฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตัวนั้น
ดวงจิตแห่งหยกกลอกตาไม่รู้ว่าการได้พานพบกับเสี่ยวไป๋ถือว่าเป็โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ก่อนจะหันมาจดจ่ออยู่กับการเฝ้าระวังภัยของฉีซินอี๋ต่อ
นางสะบัดกระบี่ที่แปรเปลี่ยนมาเป็ผ้าสีแดงผืนยาวฟาดไปทางครึ่งลำตัวของงูมรกตทว่าการโจมตีดังกล่าวไม่สร้างความระแคะระคายให้งูมรกตเลยสักนิด
“ไหงตอนแรกที่ท่านบอกว่ามีงูมรกตเฝ้าต้นเหอเซียงเอาไว้ถึงไม่บอกว่าิัของมันกันความเสียหายเล่า”กล่าวขณะใช้วิชาตัวเบาดีดตัวในอากาศหลบการฟาดหางของงูมรกต
ดวงจิตแห่งหยก “ปุถุชนหาใช่นักปราชญ์ไม่ใครบ้างจะรู้ไปซะทุกเื่”
ฉีซินอี๋ “...”
แล้วทำไมทีแรกเขาถึงบอกว่าตนเองเป็ยอดแห่งดวงจิตผู้รอบรู้
เื่การตีฝีปากยังเร่งด่วนไม่เท่าการต่อสู้ในชีวิตจริงเพียงฉีซินอี๋ละสายตาจากมันในชั่วพริบตา เ้างูนั่นพลางอ้าปากพ่นพิษมาทางนางทันที
ฉีซินอี๋หลบได้อย่างหวุดหวิดทว่าร่องรอยของพื้นดินหลังโดนพิษกัดกร่อนกลับยุบลงไม่น้อยหัวใจที่เคยเกร็งขมวดคล้ายค้างเติ่งอยู่บนอากาศ
นางสูดหายใจมองความเสียหายเ่าั้หันมาตั้งสมาธิให้ดีอีกครั้ง
“ข้าจะคอยยั่วยุมันท่านใช้โอกาสนี้มองหาต้นเหอเซียง” หาเจอเมื่อไหร่พวกนางจะจากไปทันที
เกรงว่าการรั้งอยู่สู้กับงูมรกตนอกจากทำให้พลังปราณสถิตถูกใช้ไปเรื่อยๆ แล้ว ภูมิประเทศรอบข้างอาจจะถูกพิษกัดกร่อนจนถ้ำใต้พิภพถล่มลงมา
ความตึงเครียดขมวดอยู่ตรงหัวคิ้วของนางดวงจิตแห่งหยกรับคำ ฉีซินอี๋ะโร่ายระบำเป็ท่วงทำนองไร้เสียงการเคลื่อนไหวฉับพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การโจมตีเชื่องช้าของงูมรกตถูกกระตุ้น
จากที่นอนเอื่อยเฉื่อยขดตัวก็คลายตัวออกอย่างรวดเร็วหันมาขู่ฟ่อใส่นางอย่างคล้ายหมาย้าชีวิต
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากการแผ่แม่เบี้ยแล้วทำเอาฝีเท้าของนางหนักอึ้งฉีซินอี๋เร่งให้ดวงจิตแห่งหยกช่วยมองหาชั่วพริบตาที่งูมรกตตัวใหญ่เท่าผู้ใหญ่คนหนึ่งหันมาจู่โจมนางเต็มกำลัง
“เจอแล้ว!”เสียงยินดีของดวงจิตแห่งหยกดังขึ้นมา
“อยู่ตรงนั้น ข้างหลังมัน!”
ฉีซินอี๋ใช้เวลาหนึ่งจิบน้ำชาพลิกตัวหลบการฉกของมันลอยพลิ้วไสวไปข้างหลังกว่างูมรกตจะรู้ว่าเสียเล่ห์เหลี่ยมก็เป็ตอนมือของฉีซินอี๋แตะโดนต้นเหอเซียงที่ตั้งตระหง่านอยู่หลังมัน
ต้นเหอเซียงที่มองแวบเดียวไม่ต่างไปจากวัชพืชทั่วไปทว่ากลับส่งกลิ่นอายบริสุทธิ์คล้ายสามารถขับไล่ไอปีศาจทุกหย่อมหญ้า
ใบหน้าตึงเครียดของนางคลายออกทันทีกวาดมือรอบเดียวทั้งต้นก็หายเข้ามาในวงแหวนยังไม่ทันฉายรอยยิ้มแห่งความยินดีเสียงะโอย่างตื่นตระหนกของเฟิ่งเสี่ยวดังมาจากข้างหลัง
“ระวัง!”
ฉ่า!
กลิ่นเนื้อไหม้โชยมาเป็อันดับแรกตามมาด้วยเรือนร่างขาวผ่องของใครบางคนที่ไม่รู้ว่าวาบมาบังไอพิษข้างหลังของนางั้แ่เมื่อไหร่
“ซิน...อี๋”น้ำเสียงปราศจากความตระหนกของเสี่ยวไป๋ดังขึ้นมา
ฉีซินอี๋ตกตะลึงเอี่ยวตัวมารับร่างบุรุษตัวน้อยเอาไว้ในวงแขนทั้งคู่ตกอยู่ในวงล้อมของงูมรกตอย่างเต็มตัว
เฟิ่งเสี่ยวกรีดร้องยามเมื่อเห็นแววตาแดงเหลืองของมันฉายประกายอำมหิตไม่กล้าดูภาพอเนจอนาถหลังจากนั้นเพียงชั่วพริบตาที่นางรู้สึกได้กำลังกลับมีเสียงเข้มของผู้เฒ่าดังขึ้น
“เร็วเข้า! ใช้ข้า!”
ไม่ต้องย้ำเตือนความจำเฟิ่งเสี่ยวก้มลงมองผีผาในกำมือ ถ่ายพลังปราณสถิตของตัวเองไปรอบผีผาใช้เรี่ยวแรงความแน่วแน่ทั้งหมดที่มีดีดลงไปไม่เป็ประสา
น่าแปลกนักกลับกลายเป็ท่วงทำนองแห่ง์ส่งเสียงขับกล่อมทุกอย่างไปทั่วย่อมหญ้า
กระทั่งงูมรกตที่ตกอยู่ในความเกรี้ยวกราดชะงักค้างอยู่กับที่อาศัยโอกาสเพียงเล็กน้อยที่มี ฉีซินอี๋กัดฟันรวบรวมพลังปราณสถิตของตัวเองที่เหลือไม่มากทะยานออกมาจากวงล้อม
ครั้นเห็นว่าคุณหนูของตนยังปลอดภัยดีความปีติยินดีผาดผ่านหว่างคิ้วของเฟิ่งเสี่ยวตั้งใจจะละมือจากการดีดผีผากลับไม่อาจหยุดยั้งการเคลื่อนไหว
ปลายนิ้วของเฟิ่งเสี่ยวคราแรกเป็ไปอย่างนุ่มนวลเวลาหนึ่งจิบน้ำชากลับกลายเป็ท่วงทำนองดุดันงูมรกตคืนสติแต่ท่าทางไม่ปกติดังเดิมหันใบหน้ามุ่งร้ายมาทางพวกนางตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาหมายใช้แรงเฮือกสุดท้ายของตนเองทำลายผู้บุกรุกให้ตกตายไปตามๆ กัน
จังหวะการดีดเปลี่ยนท่วงทำนองอีกแล้วหนนี้จังหวะทั้งช้าและเร็วสลับกันราวกับกำลังเห็นดวงจิตแห่งผีผารื่นเริงยินดี
งูมรกตเริ่มดิ้นพล่านแม้จะไม่สามารถรับเสียงเพลงบรรเลงได้โดยตรงแต่สามารถรับคลื่นเสียงที่แทรกเข้ามาในอากาศพื้นปฐีสั่นครืน
“คะ คุณหนู!”
เฟิ่งเสี่ยวตระหนกแล้ว ฉีซินอี๋สีหน้าไม่สู้ดีเสี่ยวไป๋ที่ฝืนประคองสติตัวเองมองท่าทางดิ้นทุรนทุรายของงูมรกตชั่วขณะนั้นความทรงจำแสนเศร้าปรากฏในหัว ริมฝีปากซีดเซียวของเขาเอ่ย
“ย-อย่ามันเพียงปกป้องถิ่นตัวเองเท่านั้น” เสียงเขาแหบแห้งเหลือเกิน
ฉีซินอี๋จับใจความลึกซึ้งที่เขาซ้อนเอาไว้ได้เล็กน้อยพลันนึกถึงเื่ที่ตัวเองรับปากเอาไว้สายตาเหลือบมองงูมรกตคล้ายกำลังหมดเรี่ยวแรง กระทั่งกลิ่นอายสังหารอันแรงกล้าค่อยๆ จางหายไป
นางถ่ายพลังปราณสถิตตัวเองครอบคลุมแผ่นหลังของเขาก่อนจะทะยานตัวเองไปทางใบหน้าแตกตื่นของเฟิ่งเสี่ยวที่ไม่อาจควบคุมการดีดผีผา
“คะ คุณหนู!” เสียงของสาวใช้ตัวน้อยดีใจแค่ยามเห็นเรือนร่างของเ้านาย
แทบไม่ต้องรอให้ฉีซินอี๋ถามใบหน้ากึ่งร้องไห้ระคนยินดีจนขี้มูกโป่งมองนาง “ทะ ทำยังไงดี” หยุดดีดไม่ได้
ปลายนิ้วอันเปราะบางค่อยถูกสายของมันบาดเอาทุกครั้งยามลงมือบรรเลงการเคลื่อนไหวเป็ไปอย่างคล่องแคล่วว่องไวทว่าบาดลึกเข้ามาจนเืซึมออกมาเป็ทาง
เ็ปทรมานราวกับเสียดแทงกระดูกฉีซินอี๋ขมวดคิ้วอย่างเคร่งขรึมมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็การปลดปล่อยพลังหลังถูกจำศีลมาเป็ร้อยปี
นางเม้มปากเป็เส้นตรงวางมือของตนลงบนผีผาที่กำลังสั่นกระเพื่อมด้วยความปรีดาถ่ายเทพลังปราณสถิตลงบนฝ่ามือกับน้ำเสียงของตนเองก่อนจะเอื้อนเอ่ย
“หากท่านยังไม่หยุดอีกอย่าหาว่าข้าโเี้” กระบี่พลังปราณสถิตจ่อบริเวณปลายคางของเฟิ่งเสี่ยวเช่นกัน
กระทำของนางทำเอาทุกคนชะงักดวงจิตแห่งผีผาหยุดบรรเลงโดยฉับพลัน เสียงเกรี้ยวกราดระคนไม่พอใจดังลอยออกมา
“เพ้ยเ้าเด็กหน้าเหม็น!จิตใจของเ้าทำด้วยอะไรกระทั่งสาวใช้ของตัวเองยังกล้าเอากระบี่จ่อ”
ฉีซินอี๋ใช้แววตาลึกสุดหยั่งจ้องผีผาจนดวงจิตที่อยู่ในนั้นขนลุกขนพอง
เขาไม่มีขนสักหน่อย!
“ใจข้าทำด้วยอะไรไม่สำคัญหากท่านยังกล้าทำให้เฟิ่งเสี่ยวาเ็เช่นนี้อีกข้าไม่สนว่าต้องลำบากแค่ไหนก็จะหาวิธีทำลายท่านอย่างสิ้นซากมาให้จงได้”
สิ้นคำประกาศของนางดวงจิตผีผาผู้แสนดื้อดึงเงียบกริบทันตาเห็นจากนั้นไม่นานเสียงกระซิกของเฟิ่งเสี่ยวค่อย ๆดังเคล้ากับเสียงขู่ฟ่ออย่างไร้เรี่ยวแรงของงูมรกต
“คุณหนู...ข้าเจ็บ”เฟิ่งเสี่ยวเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้
“เป็อย่างไรบ้าง”
ฉีซินอี๋ไม่พูดเปล่าแบมือพลางใบของต้นหลงเฟยที่มีไว้สำหรับห้ามเืโดยเฉพาะปรากฏสู่สายตา
ยามนี้ไร้ทั้งเวลาและเครื่องมือฉีซินอี๋ทำหน้าเหม็นเขียวเล็กน้อยก่อนจะใช้พลังตัวเองบีบจนเละจากนั้นตวัดเพียงครั้งเดียวก็ป้ายยาไปทั่วทั้งสิบนิ้วของเฟิ่งเสี่ยว
เสี่ยวไป๋จ้องมองการดูแลเอาใจใส่ของฉีซินอี๋ที่มีต่อเฟิ่งเสี่ยวแล้วนิ่งงันไปริมฝีปากขาวซีดของเขาเม้มเป็เส้นตรงซุกซ่อนประกายบางอย่างไว้ภายใต้แพขนตา
หลังจัดการดูแลาแเบื้องต้นเรียบร้อยนางพลันได้ยินเสียงตื่นเต้นระคนดีใจของดวงจิตแห่งหยกดังออกมาจากแหวน
“ซินอี๋...ลาภลอยแล้วไม่พูดถึงเื่เขี้ยวงูและดวงตาของมัน แค่พูดถึงหนังงูมรกตก็สามารถทำกำไลให้เ้าอย่างงามยิ่ง่นี้ในมือท่านขาดกำลังทรัพย์”
ฉีซินอี๋ปรายหางตาไปมองงูที่อยู่ห่างไกลออกไปไม่กี่จั้งฤทธิ์กำลังของมันไม่ได้หมดลงเพียงถูกเสียงผีผาปลิดิญญาสูบไอพลังจนเนื้อตัวอ่อนเปลี้ยขอเพียงได้พักฟื้นนานกว่านี้มันย่อมสามารถกลับมาแสดงฤทธิ์อำนาจได้ดุเดือดดังเก่า
ทว่ามันจะโชคดีได้พักถึงหนึ่งก้านธูปหรือเปล่า
แววตาของฉีซินอี๋เปล่งประกายทันทีพอจะขยับขาก้าวไปหางูมรกตหางตากลับสบเข้ากับใบหน้าย่ำแย่ของเสี่ยวไป๋ที่ยากจะเดาออกว่าเขารู้สึกยังไงกันแน่
พูดตามจริงแล้วนางเป็ถึงผู้มีพระคุณแต่นางก็ได้เขาช่วยเอาไว้ ครุ่นคิดเล็กน้อยพลันหมุนตัวไปทางเสี่ยวไป๋
นางโน้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกัน
“ในเมื่อข้าได้เ้าช่วยเอาไว้...งั้นสนมตัวน้อยของข้าพอจะมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเ้างูมรกต”
คล้ายจะได้ยินว่ามนุษย์พูดถึงตัวเองงูมรกตที่นอนแผ่หราอยู่บนพื้นพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาแผ่แม่เบี้ยแต่ไม่เป็ผลล้มตึงลงไปอย่างน่าสงสาร
เสี่ยวไป๋เหลือบมองท่าทางดิ้นทุรนทุรายของมันในใจรู้สึกขมปร่า หากเป็เื่เกี่ยวกับตัวเขาคนเดียวแล้วทุกอย่างย่อมตัดสินง่ายดายกระนั้นทุกการคิดทุกการกระทำต่อจากนี้เกี่ยวพันถึงหนึ่งชีวิต
ไม่ว่าจะเป็งูมรกตก็ดีหรือเป็สตรีน้อยที่อยู่ตรงหน้าก็ดี เขาไม่อยากให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นเลยสักนิด
คล้ายพึ่งควานหาเสียงเหือดแห้งของตัวเองเจอเขาช้อนแววตาสั่นไหวระคนไปด้วยการตัดสินใจแน่วแน่
“หนี้ชีวิตของงูมรกตตัวนั้น...ข้าจะขอรับไว้เอง”
ไม่ได้ร้องขอชีวิตให้งูมรกตทั้งไม่ได้ทิ้งขว้างหนึ่งชีวิตตรงหน้ากลับกันเอาทุกอย่างมาแบกรับไว้เอง
น่าสนใจ น่าสนใจเกินไปแล้ว
คราแรกเพียงคิดว่าเป็สัตว์ิญญาขั้นสูงที่ใช้วิธีฝึกตนด้วยการถือศีลกินเจแต่ดูท่ายังมีอะไรมากกว่าที่เห็น
นางลอบมองประเมินเขารอบหนึ่งก่อนจะผงกหัวอย่างเชื่องช้าสุดท้ายเหมือนจะเห็นริมฝีปากบาง ๆ ระบายยิ้มออกมา
“ย่อมได้...ถือว่าครั้งนี้เ้าติดหนี้ข้าเพิ่มอีกหน”
สิ้นคำร่างที่เคยเกร็งเครียดของเสี่ยวไป๋พลันล้มตึงลงโชคดีนางช่วยเอาไว้ได้ ดวงตาเปล่งประกายที่เคยจ้องมองนางปิดลงราวกับหมดห่วงทั้งร่างค่อย ๆถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกขาวสะอาดก่อนบุรุษน้อยจะหายไปกลายเป็งูขาวที่กำลังนอนหายใจสั้นบ้างยาวบ้าง
ฉีซินอี๋มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ดวงจิตแห่งหยกเอ่ยท้วงขึ้นมา “แล้วเ้างูมรกตนั่นเล่า”
นางปรายหางตาไปทางงูมรกตที่จ้องเขม็งมาทางพวกนางอย่างระวังภัย
“ในเมื่อรับปากเอาไว้แล้วก็แล้วไปเถอะ”
แม้ซากสัตว์ิญญาจะวิเศษล้ำค่าเพียงใดทว่าวันนี้นางก็ได้รับกำไรมหาศาลแล้ว
ดวงจิตแห่งหยกแค่นเสียงในลำคอไม่พูดถึงเื่นี้อีก
งูมรกตเห็นฉีซินอี๋ขยับตัว ทั้งร่างของมันปกคลุมไปด้วยความหวาดระแวงแต่เพียงอึดใจเดียวทุกอย่างพลันกลับไปเงียบสงบดังเดิม ร่างของผู้บุกรุกถอยร่นไปไกล
มันไม่อาจบรรยายเื่ราวตรงหน้าได้