ในเวลานั้น ชั่วขณะที่ิญญาสุดท้ายของโซเฟียได้สลายหายไปอย่างช้าๆ
ภายใต้แสงสีทองอันเรืองรองของพันธนาการสุดท้าย ใบหน้ากลมอวบอิ่มของผู้นำวิหารแห่งแสงยังคงเงยขึ้นจ้องมองไปยังร่างที่ถูกตรึงเอาไว้ด้วยโซ่แห่งแสงสว่างนับหมื่นสาย นางมิได้หลับตาลงเมื่อความตายมาเยือน
หากยังคงเปิดตาเอาไว้เพื่อจะมองเห็นว่าการตัดสินใจจะส่งผลอย่างไรต่อเผ่าพันธุ์ที่ครั้งหนึ่งนางเคยปกป้อง
และในขณะเดียวกันก็เป็เผ่าพันธุ์ที่ร่วมกันทำลายความหวังสูงสุดของตนเอง
ตัวของนางไม่ได้คาดหวังว่าการเสียสละของตนจะนำพามาซึ่งการให้อภัย
มิได้คาดหมายว่าผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่าศิษย์จะละเว้นพวกเขาจากโทษแห่งความทรยศ
โซเฟียเพียงขอให้เขา ผู้ที่เคยมีหัวใจและสายเืมนุษย์อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ได้เห็นค่าของชีวิตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ใช่เพราะพวกเขาสมควรได้รับ แต่เพราะไม่มีใครอีกแล้วที่จะสามารถยุติหายนะนี้ได้
ในวินาทีสุดท้ายที่ตราเจตจำนงหกทิศจางหายไปพร้อมกับประกายแห่งชีวิต โซ่พันธนาการแห่งแสงก็เริ่มขาดสะบั้นลงทีละเส้น ทีละเส้น
เศษเสี้ยวของแสงที่แตกกระจายพุ่งไปราวกับสะเก็ดอุกกาบาต ก่อให้เกิดแรงสั่นะเืในมิติที่ลึกยิ่งกว่าห้วงอากาศ เสียงแตกร้าวของโครงสร้างเวทย์มนตร์โบราณดังลั่นไปทั่วทั้งหอคอยลับ ราวกับเสียงโซ่เหล็กที่ถูกฉีกขาดจากแรงอาฆาตอันไร้ขอบเขต
เหล่าผู้วิวัฒน์ที่ยังคงเหลือรอดอยู่ ณ วิหารชั้นในต่างรู้สึกได้ทันที
พลังของตราผนึกที่คลายตัวกำลังปลดปล่อยบางสิ่งที่มิอาจหวนกลับไปอีกครั้ง มันคือพลังงานิญญาที่บริสุทธิ์จนบิดเบี้ยว ทรงพลังจน์ต้องหวาดหวั่น และเต็มไปด้วยจิตโกรธแค้นจนโลกทั้งใบมิอาจต้านทาน
ร่างของโซเฟียยังคงยืนนิ่ง มือของนางวางอยู่บนหน้าอกซ้าย ตรงจุดที่ตราแห่งวิหารสถิตอยู่ กระแสชีวิตเริ่มไหลย้อนกลับเข้าสู่ผนึกด้วยวิธีที่เกินกว่าจะเข้าใจ พลังชีวิตซึมซับเข้าสู่เส้นแสงสุดท้ายที่ยังคงตรึงร่างชายหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าโอดิน
เมื่อประกายแสงนั้นเริ่มจางลง ั์ตาสีทองของโซเฟียก็ค่อยๆหม่นลงตามไป
ขณะนั้นเอง โซเฟียได้เปล่งเสียงอันแ่เบาเป็ประโยคสุดท้าย เสียงที่บรรจุด้วยเจตจำนงและการวิงวอนซึ่งเปี่ยมด้วยความเสียใจ
“โอดิน.. ข้ารู้ดีว่าข้าและพวกเราทำสิ่งที่เลวร้ายกับเ้า เราทรยศความหวัง เรากลัวในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ”
“แต่มนุษย์ที่ยังคงเหลืออยู่นั้น พวกเขาไม่ใช่เรา พวกเขาคือผู้บริสุทธิ์!”
“อย่าให้ความเกลียดชังที่เราก่อขึ้น ลุกลามไปถึงผู้ที่ไม่มีความผิด.. หากเ้าจะพิโรธ จงพิโรธที่ข้าเถิด จงสังหารข้า.. จงดูดกลืนดวงจิตของข้า.. แต่อย่าทำลายผู้ที่ยังมิได้มีโอกาสเลือก.. ได้โปรด.. ช่วยพวกเขาด้วยเถิด!”
หยาดน้ำตาสุดท้ายรินไหลลงจากมุมดวงตาของโซเฟีย ก่อนที่ร่างของนางจะล้มลงสู่พื้น หยาดโลหิตและความอบอุ่นแห่งชีวิตค่อยๆซึมลงสู่แท่นผนึก กลายเป็เครื่องบูชาสุดท้ายต่อผู้ที่เธอเคยเรียกว่าศิษย์
“ทะ.. ท่านโซเฟียย!”
เหล่าผู้วิวัฒน์ที่เห็นเหตุการณ์ต่างโผเข้าหาศพของโซเฟียด้วยความโศกเศร้า
เสียงร่ำไห้ดังกระซิบสะท้อนทั่วหอคอย แต่น้ำตาก็มิอาจหยุดยั้งสิ่งที่กำลังจะตื่นขึ้นมาได้
ในขณะเดียวกัน พันธนาการสุดท้ายได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์
ท่ามกลางเงามืดและแสงสีเงินอันบิดเบี้ยว ั์ตาสีเงินคู่นั้นก็ได้เปิดขึ้นอีกครั้งในรอบสามพันปี
แววตานั้นไม่ใช่เพียงแค่ตาของบุรุษที่หลับใหล หากแต่เป็แววตาของสิ่งที่อยู่เหนือชีวิต เหนือธรรมชาติ แววตาที่บรรจุด้วยาแจากความไว้ใจที่ถูกหักหลัง ความทรงจำของการถูกแทงข้างหลังจากผู้ที่เขาเคยเรียกว่าครอบครัวและมิตร
ทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่ง พลังอำนาจอันไร้ขอบเขตพลันสั่นะเืห้วงอากาศ กลีบแสงที่เคยเป็โซ่ตรวนเริ่มสลายกลายเป็ละอองสีเงินที่หมุนวนรอบร่างของเขา พร้อมกับแรงดึงดูดมหาศาลที่เริ่มดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาสู่ศูนย์กลาง
ในขณะที่ร่างของเขาค่อยๆขยับ เส้นผมยาวสีทองขาวก็ปลิวไสวตามแรงกระเพื่อมของพลัง
พื้นที่รอบข้างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง พื้นดินปริแตก กลางอากาศเกิดแรงอัดไหลย้อน แม้แต่กาลเวลาก็พลันหยุดนิ่งรอบตัวเขา เสียงร้องของเหล่าผู้วิวัฒน์ถูกทำให้กลายเป็เสียงสะท้อนลึกและห่างไกล
จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ โอดิน ผู้ถูกตรึงตราไว้ในความทรงจำของผู้คนด้วยตำนานอันเลือนราง บัดนี้ได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
โดยที่ใบหน้าของเขานั้นหล่อเหลา ผิวขาวซีดราวกับหยกที่ถูกเจียระไนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ เส้นผมสีขาวทองซึ่งยาวถึงกลางหลังปลิวสยายอย่างอิสระท่ามกลางกระแสพลังิญญาที่แผ่กระจายออกมาราวกับพายุจักรวาล สะบัดวูบวาบและปลิวรอบตัวอย่างไม่ยอมสงบ
หูแหลมยาวที่โผล่พ้นจากปอยผมทั้งสองข้างเปล่งแสงสลัวเจือประกายเงิน แสดงถึงสัญลักษณ์ของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ผู้สูงศักดิ์อย่างเด่นชัด
ขณะที่ั์ตาสีเงินลึกล้ำดุจทะเลต้องแสงจันทร์ได้ทอดมองไปยังร่างของโซเฟียที่ได้สิ้นใจลงไปอย่างไร้คำพูด
ไม่แสดงอารมณ์ ไม่แสดงความรู้สึก เ็าราวกับว่าเธอเป็เพียงผืนทรายที่ปลิวหายไปในลม
หยาดเืบนพื้นหยดแล้วหยดเล่าถูกสะท้อนในแววตาคู่นั้นไร้ซึ่งความะเืใจใดๆ
“อะ.. โอดิน..”
ตอนนั้นเสียงสั่นพร่าได้หลุดออกมาจากลำคอของหนึ่งในผู้วิวัฒน์ระดับสูงของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้ซึ่งตอนนี้ยืนตัวแข็งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนตราแห่งความหวาดกลัว
ร่างอันสูงสง่าของชายหนุ่มผู้นี้ที่ครั้นหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็วีรบุรุษบัดนี้กลับแผ่รังสีแห่งความเฉยชาที่เยียบเย็นดุจหิมะพันปี
พวกเขาต่างเฝ้ารอว่าโอดินจะกล่าวอะไรออกมา หรือจะมีคำตอบใดต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของโซเฟีย
ทว่าเขากลับเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนที่ปลายเท้าจะเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและสายตาอันเงียบเย็น จะค่อยๆกวาดมองไปยังใบหน้าอันคุ้นเคยของแต่ละคนอย่างไม่ใยดีนัก แล้วจึงเอ่ยคำพูดที่เปรียบดั่งดาบอาบยาพิษฟันลงกลางหัวใจของทุกคน
“ใน่ที่ข้าถูกพันธนาการ.. ข้าได้เข้าใจถึงอะไรหลายๆอย่างของชีวิต”
“การที่ข้าเคยทำทุกอย่างเพื่อพวกแก พวกมนุษย์ผู้หลอกลวง..”
“ตอนนี้ข้าพูดได้เต็มปากเลยว่ามันไร้ค่ายิ่งนัก ไร้สาระที่สุดเท่าที่ข้าเคยทำมาในชีวิตนี้!”
เขาหยุดพูดชั่วครู่ ดวงตาคู่นั้นส่องแสงจางๆด้วยประกายแห่งความปลงตกแล้วกล่าวต่อด้วยเสียงเ็า
“ข้าเคยคิดว่าตัวเองเป็วีรบุรุษ เป็แสงสว่างที่นำทางโลกใบนี้ให้รอดพ้นจากความมืด”
“ทว่าเมื่อข้าได้ทบทวนสิ่งที่ได้ทำมาตลอดระยะเวลากว่าสามพันปีในระหว่างที่ถูกผนึกอยู่ ข้าก็ได้พบกับความจริงที่น่าขัน.. ทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าทำไป มันก็เป็เพียงคุณธรรมอันสวยหรูที่ไม่มีใคร้า ข้าช่างโง่เขลาและเบาปัญญายิ่งนัก!”
“ไม่มีอะไรโง่เขลาไปกว่าการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเื่ที่ไม่ใช่ของตนเอง!”
“คนเราจะมีอยู่ได้ก็ต้องเอาตัวรอดก่อนผู้ใด คนที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมหรือคุณธรรมก็มีอยู่จริง แต่หากมันต้องใช้ชีวิตของข้าเป็เครื่องสังเวยให้ละก็.. อุดมการณ์ที่ว่านั้นไม่มีเสียยังจะดีกว่า!”
“ข้าต้องมีความสุขก่อน ผู้อื่นถึงจะสุขได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องมาก่อนก็คือตัวของข้าเอง เข้าใจไหม?”