บรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลมู่แตกต่างจากตระกูลหลินอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เต็มไปด้วยความหรูหราที่ดูเยือกเย็นและระเบียบวินัยที่เข้มงวด หลังจากที่ มู่เฉิง รีบไปดูอาการของมารดาที่โรงพยาบาลจนพบว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว เขาถูกเรียกตัวกลับมายังคฤหาสน์หลักทันทีตามคำสั่งของ คุณท่านมู่ ผู้เป็ย่าและประมุขตัวจริงของตระกูล
มู่เฉิงเดินเข้ามาในห้องรับรองที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบใบหน้าคมสันที่ดูเหนื่อยล้าแต่ยังคงความทะนง
"อาเฉิง มานั่งนี่สิ" เสียงทรงอำนาจของหญิงชราที่แม้จะอายุมากแต่ดวงตายังคงเฉียบแหลมเอ่ยขึ้น ข้างกายของเธอคือ คุณหนูเจิ้งเยี่ยน ลูกสาวตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ถูกวางตัวให้เป็คู่หมั้นคู่หมาย
"คุณย่ามีธุระด่วนอะไรครับ ถึงขั้นต้องให้เลขาฯ โทรตามผมซ้ำๆ ทั้งที่ผมกำลังดูอาการคุณแม่" มู่เฉิงนั่งลงด้วยท่าทางห่างเหิน
"เื่อาการแม่แกน่ะหมอก็บอกแล้วว่าทรงตัว แต่เื่ที่สำคัญกว่าคือเื่ 'ทายาท' ของตระกูลมู่" คุณท่านมู่กระแทกไม้เท้าลงบนพื้น "แกอายุสามสิบแล้วนะอาเฉิง แกจะปล่อยให้เก้าอี้ประธานสั่นคลอนเพราะไม่มีคนสืบทอดไปถึงเมื่อไหร่ พวกบอร์ดบริหารเริ่มพูดกันแล้วว่าแกมัวแต่บ้างานจนไม่สนใจสร้างครอบครัว"
แรงกดดันที่น่าอึดอัด
"ฉันเห็นว่าหนูเยี่ยนก็พร้อมแล้ว ทั้งการศึกษาและฐานะ เธอเหมาะสมที่จะเป็นายหญิงของตระกูลมู่ที่สุด"
เจิ้งเยี่ยนขยับยิ้มหวานพลางยื่นน้ำชาให้มู่เฉิง "พี่มู่เฉิงคะ เยี่ยนเอ๋อร์ยินดีจะช่วยแบ่งเบาภาระของพี่นะคะ เราหมั้นกันไว้ก่อนก็ได้ ถ้าพี่นังไม่พร้อมแต่ง..."
มู่เฉิงมองถ้วยชาในมือด้วยสายตาว่างเปล่า ภาพความทรงจำในคืนนั้น—คืนที่เขาถูกวางยา—พุ่งกลับเข้ามาในหัว ความขยะแขยงต่อการ "จับคู่" แบบธุรกิจทำให้เขาเผลอกำถ้วยชาแน่น
"ผมบอกไปหลายครั้งแล้วว่าผมยังไม่คิดเื่แต่งงาน" มู่เฉิงเอ่ยเสียงเย็น "และถ้าคุณย่ากังวลเื่ทายาทนัก... ผมบอกเลยว่าทายาทของตระกูลมู่ จะต้องเกิดจากผู้หญิงที่ผมเลือกเองเท่านั้น"
"แล้วเมื่อไหร่แกจะเลือก! หรือว่าแกยังฝังใจกับ 'อุบัติเหตุ' เมื่อห้าปีก่อนนั่น!" คุณท่านมู่ขึ้นเสียง "ผู้หญิงนิรนามที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนั้นน่ะเหรอที่แกเฝ้าตามหา? ป่านนี้นางคงไปมีผัวใหม่ หรือไม่ก็เป็แค่พวกหิวเงินที่รอจังหวะแบล็กเมล์แกอยู่!"
"อย่าเรียกเธอแบบนั้น!" มู่เฉิงลุกขึ้นยืนกะทันหัน รังสีคุกคามแผ่ซ่านจนเจิ้งเยี่ยนถึงกับสะดุ้ง "เธอไม่ได้้าเงินของผม เพราะถ้าเธอ้า เธอคงไม่หนีไปั้แ่วันนั้น... และนั่นคือความผิดของผมที่ผมต้องรับผิดชอบ"
คำสั่งสุดท้าย
มู่เฉิงจ้องตาคุณย่าอย่างไม่ลดละ "ภายในสามเดือนนี้ ถ้าผมยังหาเธอไม่เจอ ผมจะยอมให้คุณย่าจัดการเื่หมั้นหมาย... แต่ถ้าผมเจอเธอ ไม่ว่าเธอจะเป็ใคร หรือมีชีวิตแบบไหน คุณย่าต้องยอมรับเธอในฐานะสะใภ้ตระกูลมู่เพียงคนเดียว"
"แกกล้าท้าทายฉันเหรอ!" หญิงชราโกรธจนตัวสั่น
"ผมไม่ได้ท้าทาย แต่ผมกำลังเลือกทางเดินของตัวเอง"
มู่เฉิงหันหลังกลับและเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันมามองเจิ้งเยี่ยนที่ยืนหน้าเสียอยู่ข้างหลัง เขาเดินตรงไปยังรถยนต์ที่เลขาฉินจอดรออยู่
"เลขาฉิน... เพิ่มงบในการตามหาซะ พลิกทุกฐานข้อมูลโรงพยาบาลที่รับฝากครรภ์เมื่อห้าปีก่อน เช็กรายชื่อพนักงานชั่วคราวทุกคนที่เข้าออกโรงแรมในคืนนั้นอีกรอบ" มู่เฉิงสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ฉันมีเวลาแค่สามเดือน... ถ้าหาไม่เจอ ฉันคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต"
เขามองออกไปนอกหน้าต่างรถ ใจหนึ่งก็นึกถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่เขาเห็นหลังแวบๆ ในตลาด ความรู้สึกผูกพันประหลาดนั่นมันคืออะไรกันแน่? ทำไมเด็กคนนั้นถึงมีกลิ่นอายที่ทำให้เขาหัวใจสั่นคลอนได้ขนาดนี้
"ท่านประธานครับ..." เลขาฉินเอ่ยขึ้นขณะรถติดไฟแดง "มีเื่แปลกรายงานมาจากสายสืบครับ เขาบอกว่าลูกสาวคนโตตระกูลหลินเพิ่งขนของย้ายออกจากบ้านไปเมื่อเช้านี้ พร้อมเด็กผู้หญิงคนหนึ่งครับ"
มู่เฉิงหูผึ่งทันที "ย้ายไปที่ไหน?"
"ยังตามไม่พบครับ เหมือนว่าร่องรอยของพวกเธอจะถูกหายไปเฉยๆ อย่างประหลาด... แต่มีคนเห็นพวกเธอเดินเข้าไปในแถบย่านที่พักอาศัยเก่าใกล้คอนโดส่วนตัวของท่านครับ"
มู่เฉิงขมวดคิ้ว "ย่านนั้นเหรอ? ไปที่นั่นเดี๋ยวนี้! บางทีโชคชะตาอาจจะไม่ได้ใจร้ายกับฉันเกินไปนัก"
เขากำปิ่นไม้ในกระเป๋าเสื้อไว้แน่น... 'รอฉันก่อนนะ ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน ฉันจะหาเธอให้เจอ'