ในปี A.G.17
ณ ดาวเคราะห์โอ่เล็น ดวงดาวสีส้มที่มีขนาดเล็กที่ตั้งอยู่นะจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของเส้นทางการค้าระหว่างกาแล็กซี
ภายในดาวดวงนี้นั้นมีสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่เป็ทะเลทราย นํ้าที่มีจำนวนอยู่น้อยนิดนั้นเป็ทรัพยากรอันล้ำค่ายิ่งของดาวดวงนี้และนะใจกลางของทะเลทรายแห่งนี้นั้นยังมีเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่...
มันเป็เมืองที่มีขนาดใหญ่มีตึกสูงและบ้านอยู่มากมายที่ถูกสร้างขึ้นมาจากทรายที่ถูกอัดเป็ก่อนแข็ง บางตึกก็ทำมาจากโลหะเช่นท่าจอดยานนับสิบที่ถูกตั้งอยู่รอบๆ
เมืองแห่งนี้และที่ตรงกลางยังมีราชวังขนาดใหญ่ที่ดูหรูหราตั้งอยู่อีกด้วย จะบอกว่าเมืองแห่งนี้นั้นเป็จุดศูนย์กลางของดาวดวงนี้เลยก็ว่าได้ เพราะมันนั้นเป็จุดพักเติมเสบียงที่สำคัญที่สุดของพ่อค้าที่จะเดินทางข้ามกาแล็กซีผ่านมาตามเส้นทางการค้าแห่งนี้ เพราะเหตุนั้นจึงทำให้เมืองแห่งนี้นั้นเจริญรุ่งเรืองเป็อย่างมาก
แต่ทว่าในตอนนี้นั้นเมืองแห่งนี้กำลังเกิดากลางเมืองขนาดใหญ่ขึ้น
มันเป็ากลางเมืองที่เกินขึ้นมาจากความขัดแย้งอันยาวนานมานับ10ปีที่เกิดขึ้นระหว่าง
ชาวอาลันเผ่าพันธุ์รูปร่างมนุษย์ที่มีผิวกายเป็สีแดงและมีหงอนงอกออกมาจากบนหัวของพวกเขากับชาวเคลันเผ่าพันธุ์พันธุ์รูปร่างมนุษย์ที่มีผิวกายสีเขียวที่มีดวงตาสามดวงอยู่บนใบหน้าและมีหางงอกออกมาจากทางด้านหลังของพวกเขา
ซึ่งเผ่าพันธุ์อาลันนั้นก็คือเผ่าพันธุ์หลักที่มีอยู่เป็จำนวนมากที่สุดบนดาวดวงนี้ซึ่งปกครองดาวดวงนี้มาเป็เวลานานนับพันปี
ส่วนชาวเคลันที่มีจำนวนอยู่น้อยกว่านั้นส่วนมากมักจะถูกชาวอาลันจับตัวนำมาเป็ทาสเอาไว้ใช้แรงงานอย่างหนักจนตายก็มีให้เห็นกันอยู่ทั่วไปบนดาวดวงนี้
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดากลางเมืองในครั้งนี้ขึ้นมานั่นก็เพราะว่าชาวอาลันได้ลดส่วนแบ่งนํ้าซึ่งเป็ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตบนดาวดวงนี้ไปจากชาวเคลันที่เป็ทาสให้น้อยลงกว่าเดิมมาก จนถึงขนาดที่ว่ามีชาวเคลันบางคนที่ขาดนํ้าตายกลางเมืองท่ามกลางผู้คนไปเลยก็มีซึ่งนั่นก็เป็เื่ปกติของดาวดวงนี้เช่นกัน ซึ่งด้วยเพราะเหตุนี้นั่นเองจึงกลายมาเป็ประกายไฟที่ทำให้เกิดากลางเมืองครั้งใหญ่ขึ้นซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานนับ10ปีก็ยังไม่สิ้นสุดลง
ซึ่งความขัดแย้งและาในครั้งนี้นั้นทำให้การค้าของดาวดวงนี้นั้นตกตํ่าลงมามากจนเรียกได้ว่าไม่สามารถกู้คืนมาได้อย่างแน่นอนถ้าหากายังไม่ยุติลง สุดท้ายแล้วสภาแห่งโอเล็นที่หมดทางเลือกพวกเขาจึงตัดสินใจทำข้อตกลงลับกับทางสภาแห่งอาร์คแลนในการขอความช่วยเหลือให้มาจบาในครั้งนี้ลง
สภาแห่งอาร์คแลนที่รับข้อเสนอของพวกเขาจึงได้ส่งกองทัพอาร์คจำนวนสามกองยานมาเพื่อจบาระหว่างชาวอาลันกับเคลันในครั้งนี้ลงและผู้ที่ได้รับหน้าที่นำทัพกองยานพวกนั้นมานั่นก็คือหน่วยของพวกเรานั่นเอง
ณ ลานกว้างของเมืองแอดลานเมืองหลวงแห่งโอ่เล็นที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุที่ที่ เกิดากลางเมืองขึ้นและในตอนนี้นั้นก็ได้มาถึงจุดเดือดแล้ว ทางฝ่ายของอาลันนั้นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤตพวกเขานั้นกำลังโดนฝ่ายของเคลันไล่ต้อนจนในที่สุดกองทัพที่เหลืออยู่ทั้งหมดของอาลันก็ได้เข้าไปจนมุมอยู่ที่สภา นะใจกลางลานกว้างของเมืองและพวกเขานั้นกำลังที่จะพ่ายแพ้ในอีกไม่ช้าก็เร็ว
"กำลังเสริมที่ขอไปยังเดินทางมาไม่ถึงอีกงั้นเหรอ! พวกเราจะต้านเอาไว้ไม่ไหวแล้วนะ! "
ชาวอาลันที่แต่งชุดที่ดูหรูหราได้พูดออกมาเสียงดังลั่นด้วยความหงุดหงิด
"ท่านผู้บัญชาการเคสล่าครับ! มีการติดต่อมาจากกองยานของกองทัพอาร์คว่าเนื่องจากมีกองยานที่เคลันได้ยึดมาจากท่าจอดยานของพวกเราไปทำการขัดขวางเส้นทางของพวกเขาอยู่พวกเข้าจึงไม่สามารถที่จะเข้ามาในโอ่เล็นได้ครับ! "
พลทหารของอาลันคนหนึ่งได้รายงานออกมาด้วยท่าทางที่ดูตื่นตระหนก
"บัดซบเอ๊ย! แบบนี้ก่อนที่กำลังเสริมจะมาถึงมีหวังพวกเราได้เสร็จพวกมันก่อนแน่! ไปรายงานให้ทหารทุกนายที่ยังยืนไหวอยู่กลับเข้ามาด้านในของสภากลางซะ! พวกเราจะทำการเปิดสนามพลังป้องกันแล้วตั้งรับรอจนกว่ากำลังเสริมจะมาถึง"
เคสล่าได้พูดสั่งการออกมาด้วยท่าทางที่ร้อนรนพร้อมกับใช้มือชี้ใส่สั่งการพลทหารรายนั้นด้วยท่าทางที่กำลังโกรธจัดอยู่ไปพร้อมกันด้วย
"ครับท่าน! ผมจะรีบไปอ่า----...."
ในขณะที่พลทหารนายนั้นกำลังที่จะไปปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บัญชาการตัวเขาก็ได้ถูกะุพลังงานยิงเข้าใส่ที่หัวจนหัวนั้นะเิออกมาตายต่อหน้าต่อตาของเคสล่า
"เฮ้ย! พลทหาร...ตายแล้วงั้นเหรอ?! โธ่เว้ย! เร็วเข้าเปิดสนามพลังป้องกันเดี๋ยวนี้เลย! "
ผู้บัญชาการเคสล่าได้ะโออกคำสั่งไปด้วยท่าทางและนํ้าเสียงที่ฟังดูร้อนรน
"แต่ว่าท่านครับ! ยังมีพวกของเราส่วนมากยังอยู่ที่ด้านนอกของระยะสนามพลังนะครับท่าน! "
พลทหารอีกรายหนึ่งได้รายงานออกมาด้วยท่าทางที่ทำอะไรไม่ถูก
"ช่างพวกมันไป! ตอนนี้จะต้องสนใจสถานการณ์โดยรวมมากกว่าจะมาเห็นอกเห็นใจคนส่วนน้อยเพราะฉะนั้นเปิดสนามพลังซะ! "
เคสล่าได้ะโออกคำสั่งใส่พลทหารรายนั้นด้วยท่าทางและนํ้าเสียงที่ดูลนลานและเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธ พร้อมกับสีหน้าที่ดูเหมือนว่ากำลังหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเมื่อครู่นี้ด้วย
"ครับท่าน! สนามพลังขนาดใหญ่เริ่มทำงานเต็มพิกัด! "
เมื่อสิ้นสุดเสียงของผู้บัญชาการพลทหารรายนั้นจึงปฏิบัติตามคำสั่งของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแล้วในที่สุดสนามพลังป้องกันขนาดใหญ่ก็ได้เริ่มทำงานขึ้นแล้ว
โดมสีฟ้าขนาดใหญ่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาจากพื้นรอบๆ ด้านของสภากลางและสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็คลุมรอบตึกสภากลางเอาไว้ทุกทิศทาง เหล่าทหารแห่งอาลันที่อยู่นอกระยะของสนามพลังพวกเขาพยายามที่จะวิ่งเข้าไปในระยะของมันก่อนที่สนามพลังนั้นจะเปิดออกอย่างสมบูรณ์ บางคนนั้นก็สามารถที่จะเข้าไปได้ทันอย่างปลอดภัย บางคนก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จพวกเขาที่เข้าไปไม่ทันนั้นก็ต้องต่อสู้หลังชนฝากับนักรบของชาวเคลันที่ตราหน้าเข้ามาแบบไม่หยุดหย่อน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะสู้กับพวกนักรบแห่งเคลันที่มีพลังกายและทักษะการต่อสู้ที่มากกว่าได้จนทหารแห่งอาลันที่ด้านนอกนั้นถูกฆ่าตายจนเกือบที่จะหมดอยู่แล้ว
ถึงสนามพลังป้องกันจะถูกเปิดออกแล้วก็ตามชาวเคลันก็ยังคงไม่ยอมแพ้ พวกเขาได้ใช้ปืนใหญ่อนุภาคที่ยึดมาได้จากโกดังของชาวอาลันในการกระหน่ำยิงเข้าไปใส่สนามพลังที่คลุมสภากลางเอาไว้อย่างต่อเนื่อง ดูด้วยตาเปล่าก็รู้แล้วว่าอีกไม่นานสนามพลังก็คงถูกทำลายในที่สุดและฝ่ายของอาลันก็จะเป็ฝ่ายที่พ่ายแพ้ไปในาครั้งนี้อย่างแน่นอน
ณ อีกด้านหนึ่งในสถานที่สี่เหลี่ยมที่ถูกปิดเอาไว้ทุกด้านด้วยผนังเหล็กกล้าและมืดสนิทจนแทบที่จะมองอะไรไม่เห็นเลยได้มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังพูดคุยกันอยู่ในความมืดนั้น
"ดูเหมือนว่าพวกเคลันจะได้เปรียบอยู่น่ะ"
หญิงสาวผมยาวสีบลอนด์คนหนึ่งได้พูดออกมาในยานขนส่งที่มืดมิดที่กำลังสั่นไปมาอยู่
"อีกไม่นานหรอก! เพราะว่าพวกเรานั้นมาถึงแล้วยังไงล่ะ! "
ชายหนุ่มผมสั่นสีขาวได้ตอบกลับหญิงสาวด้วยท่าทีที่ขึงขัง
"อีกไม่นานจะถึงจุดปล่อยตัวทหารทุกนายไปเตรียมตัวให้พร้อมซะ! "
เสียงของนักบินที่ได้ะโออกมาจากห้องคนขับ เสียงของเขานั้นได้ดังไปจนทั่วทุกมุมของยานลำนี้
"เอาเลยทุกคนพร้อมกันแล้วใช้มั้ย! "
ชายหนุ่มได้ะโออกมาถามทหารทุกนายที่อยู่ที่นั่น
"โอ้! "
ทุกคนตอบรับเสียงของชายคนนั้นและหลังจากสิ้นสุดเสียงของพวกเขาทุกคนทหารนับสิบนายที่อยู่บนยานลำนี้ก็ได้เริ่มเตรียมพร้อมที่จะทำการปล่อยตัวที่จะมาถึงในอีกไม่ช้า
"ลาน่ายูโตะอยู่ไหนน่ะ? "
ชายหนุ่มได้พูดออกมาพร้อมกับแสงไฟสีแดงในยานลำนี้ที่เริ่มสว่างขึ้นมาเรื่อยๆ บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมที่จะปล่อยตัว พอแสงสว่างมากขึ้นจนทั่วทั้งยานนั้นสว่างไปทั่วด้วยแสงสีแดงปรากฎให้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น
เขาคนนั้นก็คือวีวแลนที่ตัวสูงขึ้นและดูสมกับเป็ทหารอย่างเต็มตัว ทั้งผมสีขาวที่สั่นลงกว่าแต่ก่อนทั้งเสื้อคลุมที่สวมอยู่ที่บ่งบอกถึงตำแหน่งของหัวหน้าหน่วยแห่งกองทัพอาร์คที่มีสีขาวและที่บนใบหน้าของตัวเขานั้นก็ได้มีแววตาของผู้ที่ผ่านศึกามาแล้วมากมายจนนับครั้งไม่ถ้วนอยู่บนนั้นด้วย
ส่วนหญิงสาวผมบลอนด์ยาวที่ยื่นอยู่ข้างๆ นั่นก็คือลาน่าที่ในตอนนี้นั้นกำลังเตรียมปืนไรเฟิลสีขาวคู่ใจของเธออยู่
ลาน่านั้นดูเป็สาวยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ทั้งผมที่ยาวขึ้น ทั้งเสื้อคลุมที่เธอสวมใส่อยู่ซึ่งนั่นก็คือเสื้อคลุมสีขาวที่บงบอกถึงตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยแห่งกองทัพอาร์คนั่นเอง
แต่ถึงจะดูเปลี่ยนไปมากแค่ไหนก็ตามตัวเธอนั้นก็ยังคงมีส่วนสูงที่เกือบจะเท่ากับในอดีตอยู่เลย
ตัวเธอที่ตรวจสอบปืนของเธอจนแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างนั้นปกติดี หลังจากนั้นเธอจึงได้สะพายปืนกระบอกนั้นเอาไว้ที่เอวของตัวเธอคู่กับปืนพกอีกกระบอกหนึ่งที่สะพายเอาไว้ที่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งปืนทั้งสองกระบอกของตัวเธอนั้นก็คือ หนึ่งกระบอกเป็ปืนพกที่สามารถยิงะุพลังงานออกมาได้ส่วนอีกกระบอกหนึ่งนั้นเป็ปืนไรเฟิลที่สามารถยิงะุพลังออกมาได้และยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบเป็ปืนกลที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูงได้อีกด้วย และที่สำคัญแววตาของตัวเธอในตอนนี้นั้นได้เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงจังต่อภารกิจที่อยู่ตรงหน้า แต่ถึงกระนั้นเวลาปกติแววตาของเธอนั้นก็ยังคงดูอ่อนโยนเช่นเดิมเหมือนกับในครั้งอดีต
"เฮ้ย~ยูโตะไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก ได้ยินมาจากพวกช่างเครื่องของยานว่าตัวเขานำยานเล็กแล้วบินลงมายังโอ่เล็นก่อนที่พวกเราจะขึ้นยามมาแล้วล่ะ"
ลาน่าได้ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจหลังจากนั้นก็ได้ตอบคำถามของวีวแลนด้วยท่าทางที่ดูเริ่มที่จะชินกับเื่แบบนี้แล้ว
"เฮ้อ~ไม่ไหวเลยชอบทำอะไรตามลำพังอยู่เรื่อยเลยนะเ้าบ้านั้น"
วีวแลนที่ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจเช่นกันและดูเหมือนว่าตัวเขานั้นก็เริ่มที่จะชินกับเื่แบบนี้แล้วเช่นกัน
"วีวแลนนายก็รู้ดีไม่ใช้เหรอว่ายูโตะตัวเขาก็เป็คนแบบนี้มาั้แ่เมื่อก็แล้วน่ะ"
“ก็ถูกของเธอนะ ไม่ไหวเลยทำให้คนอื่นต้องลำบากกันสะทุกครั้งเลยไว้เจอตัวเมื่อไหร่จะจับมานั่งบ่นให้ไม่กล้าทำแบบนี้ได้อีกเลย! ”
วีวแลนได้พูดออกมาพร้อมกับหยิบสนับมือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาใส่ที่มือทั้งสองข้างของตัวเขา
"ประตูยานจะเปิดแล้วเตรียมพร้อมซะ! "
นักบินได้ะโออกมาให้สัญญาณว่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลาปล่อยตัวแล้ว ลาน่ากับวีวแลนที่ได้ยินแบบนั้นพวกเขาจึงได้หันหน้ามาเข้าหากันแล้วพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลว่า
"แล้วเจอกันที่ด้านล่างนะ! "
"อื่อ! แล้วเจอกัน เดี๋ยวจะคอยยิงสนับสนุนให้เองเพราะงั้นนายไม่ต้องเป็ห่วงด้านหลังแล้วมีสมาธิกับศัตรูที่อยู่ตรงหน้าให้ดีด้วยล่ะ"
“หึ มันแน่นอนอยู่แล้วจะจัดให้ตามที่เธอ้าเลย! ”
วีวแลนตอบกลับลาน่าด้วยรอยยิ้มพร้อมกับชูนิ้วโป้งให้กับตัวเธอ
"ประตูจะเปิดภายใน...5...4...3....2...1ไปๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!!! ขอให้พวกนายนั้นโชคดี! "
นักบินได้ะโออกมาให้สัญญายานว่าถึงเวลาปล่อยตัวแล้วพร้อมกับประตูของยานที่ได้เปิดออกจากด้านข้างทั้งซ้ายและขวาของยานลำนี้
"ไปกันเลยทุก! ถึงเวลาของพวกเราแล้วไปจบาในครั้งนี้ลงด้วยกันเถอะ! ”
วีนแลนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูของยานที่มีสายลมฟัดผ่านเข้ามาภายใน จนผมของตัวเขานั้นได้โบกสะบัดไปมาตามสายลมนั้นได้หันกลับมาะโเรียกขวัญกำลังใจให้กับทหารทุกคนบนยาน
“โอ๋! ”
ทหารทุกนายได้ตอบรับคำพูดของวีวแลนที่เป็หัวหน้าของพวกเขาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
“แล้วเจอกันที่แอดลาน! "
พอตัวเขาพูดจบเขาก็ได้ะโลงไปจากยานลำนี้ หลังจากนั้นทุกคนที่เหลือก็ได้ะโตามลงไปจนท้ายที่สุดก็เหลือลาน่าเป็คนสุดท้ายเธอได้มองไปรอบๆ จนแน่ใจแล้วว่าไม่เหลือใครแล้วเธอจึงค่อยะโตามพวกเขาลงไป
ทุกคนที่ได้ะโลงมาได้แยกตัวแบ่งออกเป็สองกลุ่ม
กลุ่มที่หนึ่งที่นำโดยวีวแลนกับลาน่าและทหารแห่งอาร์คจำนวนหนึ่งได้พุ่งตัวลงไปที่สภากลางแห่งแอดลานเพื่อที่จะร่อนลงไปร่วมศึกการต่อสู้ที่เกิดขึ้นที่นั่น
ส่วนกลุ่มที่สองที่นำโดยนายพลเคนำกองทัพส่วนหนึ่งไปที่ด้านหลังของกองทัพนักรบแห่งเคลันเพื่อที่จะไปทำลายปืนใหญ่อานุภาพความร้อนสูงที่อยู่ที่นั่นทิ้งซะ
“เฮ้ย! ดูตรงนั้นสิ! ”
นักรบแห่งเคลันคนหนึ่งที่หน้าสภากลางได้มองเห็นพวกของวีวแลนที่กำลังพุ่งตัวลงมาตรงลงมาทางพวกเขา
“เ้าพวกนักรบแห่งเคลันทุกนายจงหันปืนทุกกระบอกไปยังกำลังเสริมของพวกอาลันซะ! ”
นายพลนักรบซี่ลาดได้ออกคำสั่งด้วยท่าทางที่ดูสุขุม เหล่านักรบแห่งเคลันที่ได้ยินแบบนั้นพวกเขาจึงใช้รถถังที่มีปืนอนุภาคต่อต้านอากาศติดเอาไว้ยิงเข้าใส่พวกวีวแลนที่กำลังพุ่งตัวลงมา
"ทุกคนเปิดเกราะอานุภาพแล้วเร่งพลังงานสูงสุดซะ! "
วีวแลนได้ออกคําสั่งด้วยเครื่องมือสื่อสารที่ติดเอาไว้ที่หูของเขา ทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นจึงเปิดการทำงานของเกราะอานุภาพที่ติดตั้งเอาไว้ที่ชุดเกราะสีขาวของพวกเขาซึ่งมันก็คือเครื่องแบบออกรบพื้นฐานของเหล่าทหารแห่งอาร์คนั่นเอง
แสงสีฟ้าได้เรืองแสงขึ้นรอบๆ ตัวของพวกเขาบ่งบอกว่าเกราะพลังงานอานุภาพได้เริ่มทำงานขึ้นมาแล้ว การทำงานของมันทำให้ะุพลังงานอนุภาคของปืนใหญ่ที่ยิงเข้ามาไม่สามารถทำอะไรตัวของพวกเขาได้เลย แต่มันก็ยังมีข้อเสียนั่นก็คือมันไม่สามารถที่จะป้องกันการโจมตีโดยตรงจากวัตถุที่เป็กายภาพได้สามารถป้องกันได้แค่สิ่งที่เป็ก่อนพลังงานเท่านั้นและมันยังเป็รุ่นต้นแบบที่กินพลังงานมากอีกด้วย สรุปก็คือถ้าพวกเขาไม่ลงพื้นให้ได้โดยเร็วมีหวังพวกเขาทุกคนได้ตายกันหมดก่อนอย่างแน่นอน
วีวแลนที่เห็นะุนัดหนึ่งที่กำลังพุ่งเข้ามาหาตัวเขาจึงได้ทำการเหวี่ยงตัวหลบะุนัดนั้นไปทางซ้ายเพื่อที่จะได้ประหยัดพลังงานของชุดเกราะที่ตัวเขาใส่อยู่นั่นเอง
ตัวเขาที่หลบะุที่ยิงเข้าใส่ได้ทุกนัดแล้วในที่สุดตัวเขาก็ได้ลงไปจนถึงพื้นในที่สุด วีวแลนได้เปิดระบบลดแรงกระแทกที่สุดเกราะแล้วลงพื้นด้วยท่าฮีโร่แลนดิ้งอย่างสวยงาม
ตามมาด้วยลาน่าที่แลนดิ้งลงมาที่ซากตึกที่อยู่แถวๆ นั้นพร้อมกับพลทหารคุมกันของเธออีกสองคนที่ลงมาข้างๆ กันและพลทหารที่เหลือคนอื่นๆ ก็ได้ร่อนลงมาที่ลานกว้างหน้าสภาเมืองตามวีวแลนมาติดๆ
"ทุกคนตั้งแถวแนวรบ! แล้วกลางโล่อานุภาพป้องกันทางเข้าสภากลางเอาไว้ซะ! "
วีวแลนได้ะโออกมาสั่งการให้กองทหารอาร์คทุกนายที่ลงมาถึงแล้วให้สร้างแนวป้องกันขึ้นที่ตรงหน้าทางเข้าของสภากลางเเห่งนี้
พลทหารอาร์คที่ได้รับคำสั่งพวกเขาจึงตั้งแถวหน้ากระดานขึ้นมาตั้งแขนขวาขึ้นมาเปิดการทำงานของเกราะส่วนแขน แสงสีฟ้าได้เรืองแสงออกมาจากปลอกแขนของพวกเขาแล้วปรากฎออกมากลายเป็โล่พลังงานอนุภาคขนาดใหญ่เท่ากับตัวของพวกเขาขึ้นมา โล่มากมายที่ได้ปรากฎออกมาจนกลายเป็แนวป้องกันขนาดใหญ่ขึ้นที่ด้านหน้าของโดมสีฟ้าที่ป้องกันสภากลางอยู่ และที่ทางด้านหลังของแนวโล่ป้องกันยังมีพลทหารอาร์คส่วนหนึ่งที่ถือปืนอานุภาพเอาไว้
พวกเขาเ่าั้ได้ตั้งแถวหน้ากระดานขึ้นมาหลังแนวโล่เล็งเป็แนวปืนที่ยาวพอๆ กันกับแนวโล่ป้องกันที่พร้อมที่จะทำการยิงเข้าใส่นักรบแห่งเคลันที่อยู่ตรงหน้าได้ตลอดเวลา
"ในตอนนี้พวกเรากองทัพแห่งอาร์คได้มาถึงที่นี่แล้ว! จงยอมแพ้ซะไม่เช่นนั้นทางเราจะใช้กำลังเข้าแทรกแซงเพื่อยุติาในครั้งนี้ลงซะ! "
วีวแลนได้ะโประกาศให้พวกเคลันทุกคนนั้นยอมแพ้แต่โดยดีซะ
"ไร้สาระ! พวกเรานักรบแห่งเคลันจะไม่มีวันยอมแพ้อย่างเด็ดขาด! แล้วจะไม่มีวันยอมกลมหัวให้กับใครหน้าไหนอีกต่อไปทั้งนั้น! เหล่านักรบทั้งหลายไม่ต้องไปสนใจทำการบุกโจมตีต่อไปซะ! "
นายพลนักรบซี่ลาดได้ปฏิเสธเสียงแข็งแล้วชูมือขึ้นออกคำสั่งให้ทำการโจมตีต่อไป
"ยังไงก็จะไม่ยอมแพ้งั้นสินะพวกตัวร้ายก็เป็ซะแบบนี้แหละนะ พวกเราทุกคนทำการยิงได้! "
วีวแลนได้สั่งการพลทหารอาร์คทุกนายให้เริ่มเปิดฉากยิงได้
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! เสียงปืนมากมายได้ดังขึ้นมานะที่แห่งนี้ เหล่ากองทัพนักรบแห่งเคลันพยายามที่จะยิงทำลายแนวป้องกันของกองทัพทหารแห่งอาร์คแต่ปืนอานุภาพของพวกเขานั้นเป็รุ่นเก่าที่มีพลังน้อยทำให้ไม่ที่จะสามารถทะลุผ่านเกราะป้องกันของกองทหารอาร์คที่มีเกราะรุ่นใหม่ไปได้เลยแม้แต่นัดเดียว กองทัพนักรบแห่งเคลันที่ค่อยๆ โดนกองทหารแห่งอาร์คตีโต้กลับมาอย่างต่อเนื่องจนกองกำลังนักรบมากกว่าครึ่งถูกจัดการลงไปในเวลาอันไม่นาน
"กองพลปืนใหญ่ทำอะไรกันอยู่ ทำไมถึงไม่มีการยิงสนับสนุนมาเลยล่ะ!? "
ซี่ลาดพูดออกมาด้วยความหงุดหงิดพร้อมกับจ้องมองไปยังสนามรบตรงหน้าที่ฝ่ายของตนนั้นกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ในขณะที่ตัวเขากำลังคิดแผ่นการที่จะเอาชนะการต่อสู้ในครั้งนี้อยู่ก็ได้มีพลทหารนายหนึ่งได้วิ่งเข้ามารายงานกับซี่ลาดด้วยท่าทางที่ร้อนรน
"ท่านครับ! มีการติดต่อมาจากพลปืนใหญ่ว่าพวกเขาโดนบุกโจมตีอย่างหนักและ้ากำลังสนับสนุนครับท่าน! "
"ว่าไงนะ! "
ณ ที่อีกด้านหนึ่งตรงหน้าทางเข้าเมืองที่ตั้งของปืนใหญ่ของฝ่ายเคลัน
"บุกๆ! รักษาแนวรบเอาไว้แล้วบุกโจมตีเข้าไปแบบนั้นแหละ! "
นายพลเคที่กำลังชี้นิ้วสั่งการให้กองพลทหารแห่งอาร์คบุกโจมตีเข้าไปอย่างต่อเนื่องจนเกือบที่จะถึงที่ตั้งของปืนใหญ่ในอีกไม่ไกล
"ไม่ไหวแล้ว! ป้องกันเอาไว้ไม่อยู่แน่เลย"
"ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปละก็ปืนใหญ่จะต้องถูกยึดไปแน่ๆ เลย"
เหล่านักรบแห่งเคลันที่กำลังสับสนทำอะไรไม่ถูกหลังจากที่โดยการซุ่มโจมตีจากกองทหารแห่งอาร์คไป ทำให้พวกเขานั้นเข้าต่อสู้ด้วยความลุกลี้ลุกลนจนทำให้การรบนั้นออกมาได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควรจะเป็ พวกเขาจึงค่อยๆ โดนถูกจัดการลงไปเรื่อยๆ จนแทบที่จะพลายแพ้อยู่แล้ว
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังที่จะจนมุมอยู่แล้วนั่นเองก็ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของเหล่านักรบแห่งเคลัน
"เฮ้ย--! ใจเย็นเอาไว้ พวกแกทุกคนถอยไปที่ปืนใหญ่แล้วคอยป้องกันมันเอาไว้ซะ! ส่วนตรงนี้ปล่อยให้ตัวข้าจัดการเอง"
เสียงนั่นเป็เสียงที่ใหญ่ของนักรบชาวเคลันตัวใหญ่มหึมา
"..ทะ...ท่านคือท่านหัวหน้านักรบเจนัด"
เหล่านักรบที่เห็นใบหน้าของชายผู้นั้นได้พูดออกมาแล้วทำการถอยทัพไปในที่สุด
"กองทัพของศัตรูได้ถอยร่นแล้วครับ! "
พลทหารอาร์คลายหนึ่งได้รายงานต่อนายพลเค
"ดีมาก! อย่าแตกแถวแล้วค่อยๆ เคลื่อนทัพต่อไปทั้งแบบนี้แหละ! "
นายพลเคได้สั่งการและพลทหารทุกนายได้ทำตาม
"ท่านครับ! ตรงหน้ามีชาวเคลันคนหนึ่งยืนอยู่ครับท่าน! "
"ฮะ! อะไรนะ!? "
ชาวเคลันผู้นั้นมีร่างกายที่ใหญ่โต้มหึมาเกือบที่จะเท่ากับผู้ชายตัวสูงสองคนที่ยืนต่อกัน และที่มือขวาของตัวเขานั้นก็ได้ถือดาบขนาดใหญ่ที่มีสองคมเอาไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งนั้นได้ถือโล่พลังงานอานุภาพรุ่นเก๋าเอาไว้แต่ถึงมันจะเป็รุ่นเก๋าก็ตามมันก็ยังสามารถที่จะใช้ป้องกันะุอานุภาพได้เป็อย่างดี ใช้แล้วชายผู้นั้นที่ปรากฏตัวออกมาต่อหน้าต่อตาของเหล่าทหารแห่งอาร์คนั้น ก็คือสุดยอดนักรบแห่งเคลันนามว่าเจนัดนั่นเอง
"ข้าจะไม่ยอมให้พวกแกไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว! จงตายลงซะที่นี่แหละ! "
เมื่อตัวเขาพูดจบก็ได้พุ่งตัวเขาไปหากองทหารแห่งอาร์คที่อยู่ตรงหน้าของตนอย่างรวดเร็ว เหล่าพลทหารแห่งอาร์คที่เห็นแบบนั้นพวกเขาจึงได้ทำการยิงเข้าใส่เจนัดที่พุ่งเข้ามาแต่ก็ได้ถูกโล่ของเขานั้นป้องกันเอาไว้ได้หมด ตึ้ง! เจนัดได้ใช้ดาบของตนทุบเข้าใส่พื้นจนพลทหารของอาร์คหลายนายนั้นกระเด็นขึ้นมาจากพื้น พอตัวเขาได้เห็นแบบนั้นเขาจึงได้ใช้ดาบในมือฟันเข้าใส่พวกพลทหารอาร์คเ่าั้ขาดสองท่อนตายภายในดาบเดียว
“เอ้าเข้ามากันได้เลย...เดี๋ยวจะจัดการให้หมดภายในดาบเดียวเลย! ”
ตัวเขาได้พูดออกมาแล้วทำการวิ่งเข้าใส่จัดการกับพลทหารของอาร์คที่เหลืออยู่ตรงนั้นทั้งหมดอีกครั้ง
ตัดกลับมาในเวลาเดียวกันที่ตรงหน้าของสภากลาง
กองทหารแห่งอาร์คที่นำโดยวีวแลนได้ตีโต้กลับกองทัพนักรบแห่งเคลันจนในที่สุดกองทัพนักรบก็เหลืออยู่เพียงแค่1ใน4จากตอนแรกเท่านั้น ชัยชนะจะมาถึงเมื่อไหลนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว
(ชนะได้แน่! ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปละก็พวกเราเอาชนะได้แน่)
“พวกเรารักษาแนวรบเอาไว้! แล้วเดินหน้ากดดันพวกมันต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละ! "
วีวแลนที่ยืนอยู่หลังแนวป้องกันได้ะโออกไปปลุกใจพลทหารทุกนายให้มีกำลังใจมากยิ่งขึ้น
“โอ๋!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ”
พลทหารทุกนายได้ตอบรับคำของวีวแลนแล้วทำการบุกโจมตีต่อไปอย่างต่อเนื่อง
"วีวแลนระวัง้า! "
เสียงเรียกจากเครื่องสื่อสารได้ดังขึ้นมันเป็เสียงของลาน่าที่พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่กำลังร้อนรน
"อะไรนะ! ลาน่--------"
ตู้ม-----! วีวแลนยังไม่ทันที่จะตอบกลับลาน่าเลยตัวเขาก็ได้ถูกเเรงลมที่เกิดขึ้นมาจากะุอานุภาพของปืนใหญ่ที่ถูกยิงเข้าใส่พวกเขาจนวีวแลนนั้นกระเด็นตัวลอยออกไปจากตรงที่ตัวเขานั้นยืนอยู่ และะุนัดนั้นก็ยังทำให้แนวป้องกันของกองทัพอาร์คเกิดช่องโหว่ขึ้นมาจนเปิดโอกาสให้เหล่านักรบแห่งเคลันนั้นมีโอกาสที่จะโจมตีพวกเขากลับได้
"วีวแลน! ...วีวแลน! ...…..ตอบกลับด้วยวีวแลน! ..."
เสียงของลาน่าที่ดังออกมาจากวิทยุสื่อสารที่หูของวีวแลนได้ปลุกให้ตัวเขาที่นอนสลบกองอยู่กับพื้นได้สติแล้วลุกขึ้นมา ตัวเขาที่ในตอนนี้นั้นได้ยืนตัวเซไปมาแต่ก็ยังโชคดีที่ไม่ได้รับาแใดๆ มาจากการะเิในครั้งนี้เลยนั่นก็เพราะว่าชุดเกราะที่เขาใสอยู่ได้ดูดซับแรงะเิเข้าไปทำให้ร่างกายของตัวเขาไม่ได้รับความเสียหายอะไรจากการะเิครั้งนี้มาเลย
"อา~...ยังอยู่ลาน่า..ฉันยังอยู่ แค่มึนหัวนิดหน่อยเท่านั้นแหละ เธอช่วยบอกสถานการณ์ในตอนนี้มาหน่อยจะได้มั้ย"
วีวแลนที่ใช้มือกุมหัวของตนเองอยู่ได้ถามออกมาด้วยความสงสัย
"อือเข้าใจแล้ว! จากที่ฉันเห็นจากจุดนี้แนวป้องกันของพวกเราส่วนใหญ่ถูกทำลาย มีพวกเราหลายคนที่ได้รับบาตเจ็บบางคนก็ดูท่าจะไม่รอดแล้ว..."
เสียงของลาน่าที่รายงานออกมาจากเครื่องมือสื่อสารฟังดูเศร้าๆ
"โธ่เว้ย! ทำไมปืนใหญ่ถึงยิงมาได้กันเกิดอะไรขึ้นกับกองกำลังที่ส่งไปยึดปืนใหญ่กันแน่เนี่ย! ติดต่อนายพลเค! นายพลเคได้ยินไหม! ..ตอบกลับด้วยเค---! "
วีวแลนที่พยายามที่จะใช้เครื่องมือสื่อสารของเขาติดต่อไปหานายพลเคเพื่อถามหาสถานการณ์จากตัวเขาแต่ก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมาเลย ในขณะที่วีวแลนกำลังติดต่อหาเคะุหลายนัดก็ได้ถูกยิงเข้ามาหาตัวเขา ตัวเขาจึงได้ะโหลบแล้วคลานหลบะุที่ยิงเข้ามาไปหลบอยู่ที่ตรงซากตึกขนาดใหญ่ที่กองอยู่แถวๆ นั้น ในขณะที่ตัวเขากำลังคิดหาวิธีแก้ไข้สถานการณ์ตรงหน้าในที่สุดนายพลเคก็ติดต่อกลับมาจนได้
"....หัวหน้าวีวแลน…ได้ยินรึเปล่า...ทางนี้นายพลเคพูด...ได้ยินมั้ย...กองทัพของพวกเราโดนเล่นงาน...ไม่สามารถบุกต่อไปได้แล้ว-----....."
เสียงสัญญาได้ถูกตัดลง
"นายพลเค! นายพลเค! เค! ได้ยินมั้ยตอบกลับมาด้วยเค! บ้าเอ๊ย! "
ตึ้ง! วีวแลนได้ใช้มือชกเข้าไปที่พื้นด้วยความโกรธ
ส่วนอีกทางด้านหนึ่งนายพลซี่ลาดก็ได้รับการติดต่อมาจากอีกด้านของสนามรบเช่นกัน
"ท่านนายพลซี่ลาดครับ! มีการติดต่อมาจากท่านหัวหน้านักรบเจนัดว่าจัดการกับพวกที่จะมายึดปืนใหญ่ได้จนหมดแล้วครับ! "
นักรบคนหนึ่งได้รายงานออกมาด้วยความดีใจ
"โอ๋! ดีมาก สมแล้วจริงๆ ที่เป็สุดยอดนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งเคลันเขาไม่เคยทำให้ตัวข้าผิดหวังเลยจริงๆ! "
พอซี่ลาดได้ฟังรายงานตัวเขาก็พูดออกมาด้วยท่าทางที่พึงพอใจ
"แล้วท่านนักรบเขาก็ยังบอกมาอีกด้วยครับว่าเกราะของพวกมันไม่สามารถที่จะป้องกันการโจมตีโดยตรงจากวัตถุที่เป็กายภาพได้ให้พวกเราเปลี่ยนจากการใช้ปืนมาใช้การโจมตีด้วยดาบปลายปืนแทนจะดีกว่าครับท่าน! "
นักรบรายหนึ่งได้รายงานออกมาตามที่ได้รับราบงานมาจากเจนัด
"โอ๋! สมแล้วจริงๆ ที่เป็หัวหน้านักรบนอกจากจะจัดการศัตรูลงได้อย่างง่ายดายยังสามารถที่จะเรียนรู้อาวุธของฝ่ายตรงข้ามได้อีกแถมยังคิดหาวิธีรับมือกับมันได้รวดเร็วแบบนี้อีกด้วยสุดยอดจริงๆ! ”
ซี่ลาดได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่ปลาบปลื้มหลังจากนั้นตัวเขาก็ได้ชี้นิ้วสั่งการนักรบทุกคนด้วยท่าทางที่ดูขึงขัง
“นักรบทุกคนจงฟังเปลี่ยนจากการใช้ปืนอนุภาคมาใช้ดาบปลายปืนแทนซะ! แล้วตั้งแถวจัดกระบวนทัพเป็รูปหัวลูกศรซะ แนวหน้าที่ด้านนอกให้ถือดาบปลายปืนเอาไว้ส่วนคนที่เหลือที่ด้านในให้ใช้ปืนคอยยิงพวกที่ไม่มีเกราะป้องกันจากด้านในของหัวรูปศรซะ! ”
กองทัพแห่งเคลันได้แปลทัพเป็หัวลูกศรตามที่ได้รับคำสั่งอย่างรวดเร็วภายในพริบตาเดียวเท่านั้น
“นักรบทุกคนเคลื่อนทัพได้! "
นักรบแห่งเคลันที่มารวมตัวกันจนกลายเป็เหมือนดังลูกศรขนาดใหญ่ที่ได้พุ่งทะลวงผ่านแนวป้องกันของกองทัพทหารแห่งอาร์คที่กำลังสับสนอยู่เข้ามาได้อย่างง่ายดาย
สถานการณ์การรบในตอนนี้นั้นทั้งสองฝ่ายกำลังเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดที่ด้านนอกของสภากลาง ส่วนที่ด้านในของโดมภายในของสภากลางแห่งอาลันนั้นพวกสมาชิกสภาแห่งอาลันพวกเขานั้นไม่มีความคิดที่จะปลดเกราะป้องกันลงมาแล้วเข้ามาช่วยกองทหารแห่งอาร์คที่ด้านนอกต่อสู้เลยแม้แต่นิดเดียว
"ท่านครับ! พวกเราจะไม่ออกไปช่วยพวกเขาต่อสู้เลยงั้นเหรอครับ!? "
ทหารรายหนึ่งได้ถามออกไปกับเ้าเมืองนามว่าโอ่วาลา เขาเป็ชาวอาลันที่มีลักษณะที่อ้วนเตี้ยและที่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรัง นอกจากที่เขาจะเป็ผู้ที่ปกครองเมืองแอคลานแห่งนี้แล้วเขายังเป็ต้นเหตุที่ทำให้เกิดาในครั้งนี้ขึ้นมาอีกด้วย
จากกฎหมายที่ตัวเขาออกมาทำให้ชาวเคลันได้ส่วนแบ่งนํ้าน้อยลงบ้างล่ะ ทำท่าทางที่ชอบดูถูกคนอื่นที่ตํ่ากว่าเผ่าพันธุ์ของตนเองมากยิ่งกว่าผู้ปกครองคนอื่นๆ ที่ผ่านมาบ้างล่ะ การกระทำของตัวเขาทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ชาวเคลันนั้นทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงเริ่มหยิบอาวุธขึ้นมาก่อการปฏิวัติขึ้นแล้วเริ่มบานปลายจนกลายมาเป็ากลางเมืองที่ดำเนินมาแล้วนับ10ปีนั่นเอง
"ไร้สาระน่าคิดว่าข้าต้องเสียอะไรไปบ้างถึงจะเรียกกองทัพของอาร์คมาช่วยได้ฮะ! จะต้องแลกกับเส้นทางการค้าส่วนหนึ่งอันมีค่าของโอ่เล็นไปเลยนะเฮ้ย! ถ้าไม่ให้พวกมันทำงานให้คุมกับค่าจ้างแล้วละก็มันก็ขาดทุนแย่นะสิเว้ย! "
โอ่วาลาได้ตะคอกใส่ลูกน้องด้วยความหงุดหงิด
"แต่ถ้าพวกเราปล่อยเอาไว้แบบนี้พวกเราจะไม่แพ้เข้าจริงๆ งั้นเหรอครับท่าน? "
ผู้บัญชาการการเคสล่าได้ถามออกไปด้วยความสงสัย
"เฮ้ย-ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก! กองทัพแห่งอาร์คยังมีไม้เด็ดที่ยังไม่ได้ใช้อยู่ ในตอนที่ข้าติดต่อไปข้อความช่วยเหลือพวกมันบอกว่าจะส่งนักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดมาด้วย เขาคือนักรบผู้ที่ได้รับฉายามาว่าเป็ดังอสูรสีเทา ถ้าเขามาถึงแล้วละก็พวกเราจะไม่มีทางพลายแพ้ให้กับพวกชั้นตํ่าได้อย่างแน่นอน! สิ่งที่พวกเราควรทำในตอนนี้นั้นมีเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือการนั่งรอแล้วชมาที่อยู่ตรงหน้าให้สนุกก็พอแล้วแหละ"
หลังตัวเขาพูดจบก็ได้หันหน้าออกไปมองดูาการฆ่าฟังที่อยู่ที่ด้านนอกด้วยสีหน้าที่ดูพึงพอใจและสนุกสนานไปกับมัน และที่ด้านนอกของโดมนั่นเองวีวแลนที่กำลังเข้าต่อสู้อยู่กับนักรบแห่งเคลันที่ตราหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็วในแบบที่ว่าตัวเขานั้นแทบจะไม่มีเวลาได้หายใจเลย
"แฮก! แฮก! เ้านั้นมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย...อสูรของพวกเรามันหายไปอยู่ที่ไหนกันเนี่ย---! "
วีวแลนที่ยืนอยู่ท่ากลางซากศพของผู้คนที่ตายไปได้ะโออกมาดังกึกก้องสนามรบที่กำลังสับสนวุ่นวายแห่งนี้พร้อมกับต่อสู้กับศัตรูที่อยู่ตรงหน้าไปพร้อมกันด้วย
ตัดกลับมาที่อีกด้านหนึ่งของเมืองตรงหน้าทางเข้าประตูของเมืองที่ตั้งของปืนใหญ่ของฝ่ายเคลัน
ในตอนนี้เหล่าทหารแห่งอาร์คที่ถูกส่งตัวมาทำลายปืนใหญ่ได้ถูกจัดการจนหมดเหลือเพียงแค่นายพลเคเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เหลือรอดมาได้แต่ตัวเขาก็อยู่ในสภาพที่เต็มไปด้วยาแเต็มตัว
"เฮ้อ~~น่าเบื่อซะจริงๆ ทีแรกข้าคิดว่านักรบของอาร์คจะแข็งแกร่งกว่านี้ซะอีก"
สุดยอดนักรบแห่งเคลันเจนัดได้ถอนหายใจออกมาพร้อมกับเดินเข้ามาหาเคที่กำลังคลานหนีอย่างช้าๆ
"..กะ...แกไม่มีวันชนะหรอก...เมื่ออสูรมาถึงพวกแกจะต้องถูกอสูรฆ่าตายจนหมดอย่างแน่นอน..."
นายพลเคที่หมดแรงคลานได้หยุดนอนลงกองอยู่กับพื้นทั้งตัวของเขานั้นเต็มไปด้วยาแมากมายที่เกิดมาจากการต่อสู้และการหนีตายจากเจนัดนั่นเอง
"อสูรงั้นเหรอ? ข้าเคยได้ยินมาก่อนเหมือนกันเื่ของนักรบที่ทำลายล้างทั้งกองทัพนับพันแห่งดาวเคราะห์แฮ่ลู่ลาลงได้เพียงแค่ตัวคนเดียว ตัวเขาที่ยืนถือดาบคมดาบสีเทาหนึ่งเล่มเอาไว้ในมือท่ามกลางหิมะและซากศพของศัตรูจำนวนมากที่ยากเกินที่จะนับพร้อมกับตัวเขาที่เต็มไปด้วยเืสีเทาของพวกมัน จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ชายผู้นั้นได้รับฉายามาว่าอสูรสีเทาแห่งอาร์คและกลายมาเป็นักดาบที่เก่งที่สุดแห่งอาร์คด้วย”
เจนัดที่พูดออกมาได้ทำท่าคุ้นคิดพร้อมกับมองไปที่รอบๆ และที่รอบๆ นั้นก็ได้มีแต่ซากศพของพลทหารอาร์คนอนกองอยู่เกลื่อนกลาดถามกลางซากเมืองที่พังทลาย
“จริงๆ แล้วข้าก็อยากที่จะสู้กับเขาดูสักครั้งอยู่หรอก แต่เท่าที่ข้าดูจากพวกแกแล้วดูเหมือนว่าข้าจะหวังฝีมือของอสูรไม่ได้ซะแล้วสิ"
เจนัดได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูเสียดายพร้อมกับหันกลับมาหาเคที่นอนหมดแรงอยู่
"555...ถ้าแกดูถูกเขาละก็ระวังจะเสียใจภายหลังก็แล้วกัน...เื่ที่แกรู้มันเป็เพียงแค่ส่วนหนึ่งของความน่ากลัวที่อสูรของพวกเรามีเท่านั้น..."
เคพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ฟังดูเหนื่อยล้า
"ข้าว่าไม่นะ ถ้าข้าพบกับอสูรข้าจะส่งมันลงนรกตามแกไปเองก็แล้วกัน"
เจนัดที่เดินเข้ามาจนยืนอยู่ตรงหน้าของเคได้ง้างดาบขนาดใหญ่ที่อยู่ในมือขวาขึ้นมาแล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะฟันลงไปที่คอของนายพลเคที่ในตอนนี้นั้นกำลังนั่งก้มหน้าคุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
“การเล่นไล่จับมันจบลงแค่นี้แหละ”
เจนัดได้พูดออกมาพร้อมกับตวัดดาบในมือขวาลงไปยังคอของเค
ตึ้ง! ดาบของเขาที่ได้ฟันลงไปจนเกือบที่จะถึงคอของนายพลเคอยู่แล้วแต่ก็ได้ถูกดาบที่มีคมดาบเป็สีเทาปัดออกไปได้ทันก่อนที่จะไปถึงคอของเคทำให้เขานั้นรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
นายพลเคที่รอดชีวิตมาได้ตัวเขาจึงได้มองขึ้นมาที่้าและที่ตรงหน้าของตัวเขานั้นก็ได้ปรากฎร่างของชายผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมสีดําสนิทที่ปิดปังใบหน้าของเขาเอาไว้ที่ในมือขวาของเขานั้นได้ถือดาบที่มีคมดาบเป็สีเทาอยู่
"ตัวแกคือใครกัน? พวกของมันงั้นเหรอ? "
เจนัดได้ถามออกมาพร้อมจ้องมองไปที่ชายคนนั้น
"ตัวข้าได้ข่าวมาว่าแกอยากที่จะเจอกับอสูรไม่ใช้งั้นรึไง ถ้าเช่นนั้นแกคงจะได้สมหวังแล้วล่ะ"
ชายในชุดคลุมสีดำได้พูดออกมาพร้อมกับถอดชุดคลุมที่ตัวเขาใส่อยู่ออกปรากฎให้เห็นร่างของชายหนุ่มผมดำยาวที่ไว้ทรงผมที่ยากเกินกว่าที่จะบรรยาย ในตาสีเหลืองและในตาด้านในสุดเป็สีดำ แววตาของเขาที่ดูเหมือนกับปลาตายใส่ชุดเครื่องแบบระดับรองหัวหน้าหน่วยของกองทัพอาร์คที่ปกติจะเป็สีขาวแต่ของเขานั้นกับกลายเป็สีเท่าที่เกิดมาจากเืของศัตรูในครั้งอดีตที่ล้างยังไงก็ไม่สามารถที่จะล้างออกได้
ในมือขวาของตัวเขานั้นได้ถือดาบคาตานะที่ทำมาจากโลหะแห่งเท็นม่าเอาไว้
โลหะแห่งเท็นม่านั้น เป็โลหะที่ค้นพบได้จากดาวเคราะห์เท็นม่าเท่านั้นเป็โลหะที่มีความคงทนสูงและยังสามารถกันความร้อนสูงของปืนอนุภาคได้อย่างง่ายด้ายอีกด้วย และยังสามารถที่จะตัดผ่านเหล็กกล้าได้อย่างสบายๆ
ชายผู้นั้นได้ค้นพบมันตอนที่เขาได้ไปทำภารกิจที่เท็นโดเมืองหลวงแห่งเท็นม่า เขาจึงนำมันกลับมาสร้างเป็ดาบให้แก่ตนเองทำสนับมือให้กับวีวแลนและทำเสื้อเกราะให้กับลาน่า
"แกคือชายผู้ที่ถูกเรียกขานว่าอสูรสีเทางั้นรึ? "
เจนัดที่ได้เห็นรูปร่างของชายผู้นั้นได้ถามออกมาพร้อมกับตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
"ก็คงจะใช้ล่ะมั้ง แต่นั่นน่ะมันเป็ฉายาที่กองทัพอาร์คตั้งขึ้นให้กับตัวข้าเองตามใจชอบ เอาเข้าจริงๆ แล้วตัวข้าไม่ค่อยที่จะชอบมันสักเท่าไหร่หรอกนะ นามที่แท้จริงของตัวข้านั้นมีเพียงแค่นามเดียวนั่นก็คือยูโตะ! อากิระ ยูโตะ! ถ้าแกจะเรียกข้าด้วยชื่อนี้ละก็ตัวข้าจะรู้สึกขอบคุณเป็อย่างมากเลยล่ะ"
ชายผู้นั้นได้ประกาศชื่อที่แท้จริงของตนเองออกมาต่อหน้าต่อตาเจนัดด้วยท่าทางที่ดูสุขุมแต่ก็แฝงไปด้วยออร่าที่น่าสะพรึงกลัวที่ปล่อยออกมาจากภายในตัวของเขา ใช้แล้วชายผู้นั้นก็คือยูโตะที่ในตอนนี้นั้นได้มาถึงสนามรบแล้วนั่นเอง
นับั้แ่วันนั้น วันที่พวกเรานั้นได้ให้คำมั่นสัญญาต่อกันว่าพวกเรานั้นจะกลายเป็ผู้ผดุงความยุติธรรมที่เก่งกาจที่สุด วันเวลาก็ได้ผ่านไป จนกระทั่งมาถึงในวันนี้นะจุดๆ นี้ วันที่พวกเราทั้งสามคนได้กลายมาเป็สมาชิกของกองทัพแห่งอาร์ค
วีวแลนนั้นได้กลายมาเป็หัวหน้าหน่วย สเลเยอร์ 1ใน4หน่วยที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งกองทัพแห่งอาร์ค ส่วนตัวข้ากับลาน่านั้นได้กลายมาเป็รองหัวหน้าหน่วยให้กับตัวเขา
พวกเรานั้นเป็หน่วยเดียวที่มีรองหัวหน้าอยู่ถึงสองคนในหน่วยเดียว พวกเรานั้นถูกส่งตัวไปทำภารกิจมาแล้วมากมายทัวร์ทุกมุ่มของกาแล็กซีและากลางเมืองแห่งโอ่เล็นนั้นก็เป็หนึ่งในภารกิจเ่าั้เช่นกัน….