หลังจากที่เทียนจุนได้ควบม้าออกเดินทางจากเมืองหนานปิง
ไม่นานนักเวลาก็ได้ผ่านไปหลายชั่วยาม
แสงสว่างที่เคยส่องประกายเจิดจ้าบนท้องฟ้า ได้เริ่มอ่อนแรงลงจนถูกแทนที่ด้วยแสงเรืองรองของอาทิตย์อัสดง
ท้องฟ้าเบื้องบนที่ปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆ ได้ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงก่อนที่จะค่อยๆมืดมิดลง
ทั่วทั้งป่าข้างทางเริ่มถูกปกคลุมด้วยม่านรัตติกาล บรรยากาศเงียบสงบ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของความอันตราย
ตลอดทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และพืชพันธุ์หลากหลายชนิด ลำต้นบางต้นมีเถาวัลย์พันเกี่ยวราวกับงูที่เลื้อยพันกิ่งไม้
เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆตามจังหวะลมพัด ในขณะที่เสียงคำรามเป็นช่วงๆของสัตว์อสูรดังก้องออกมาจากส่วนลึกของป่า
บางเสียงต่ำหนักเต็มไปด้วยพลังดิบเถื่อน บางเสียงแหลมสูงแสดงถึงความดุร้ายของผู้ล่าแห่งรัตติกาล
“.............”
เทียนจุนที่กำลังจับสายบังเหียนของม้า เริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตบคอของมันเบาๆ
“งั้นวันนี้พักก่อนละกัน..”
“แกเองก็คงเหนื่อยล้าแล้วใช่ไหมล่ะ?”
ม้าศึกตัวใหญ่พ่นลมหายใจหนักๆออกมา คล้ายกับเข้าใจคำพูดของชายหนุ่ม
ก่อนที่มันจะสะบัดศีรษะเล็กน้อยและก้าวเดินช้าลง
ขณะเดียวกัน เทียนจุนได้กวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อมองหาสถานที่เหมาะสมสำหรับการตั้งค่ายพักแรม
ในที่สุด ตัวของเขาก็ค้นพบลานกว้างขนาดเล็กที่อยู่ไม่ไกลนัก มีต้นไม้ใหญ่หลายต้นล้อมรอบ สามารถใช้เป็นแนวบังลมและป้องกันสัตว์อสูรได้ในระดับหนึ่ง ใกล้กันยังมีลำธารเล็กๆที่ไหลผ่านให้สามารถใช้ดื่มกินและล้างหน้าได้
“ไม่เลว สถานที่แห่งนี้คงใช้ได้!”
เขากล่าวเบาๆ ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า แล้วปล่อยให้มันเดินไปเล็มหญ้าตามอัธยาศัย
ขณะที่เทียนจุนเองก็เริ่มเดินหากิ่งไม้แห้งๆมาก่อกองไฟ
เมื่อรวบรวมได้มากพอ เขาก็ใช้ปราณเซียนจุดประกายไฟในพริบตา
เปลวเพลิงสีส้มแดงค่อยๆลุกโชติช่วงขึ้นท่ามกลางความมืด
กลิ่นไหม้ของเศษใบไม้และกิ่งไม้แห้งคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทำให้บรรยากาศที่หนาวเย็นลงในยามค่ำคืนเริ่มอบอุ่นขึ้น
ขณะที่เปลวไฟลุกโชนอยู่ตรงหน้า เทียนจุนก็ยกมือขึ้นและเรียกใช้แหวนกักเก็บมิติที่อยู่บนนิ้วของเขา มันเปล่งแสงสว่างเรืองรองออกมาทันที
“หึหึ นี่แหละคือข้อดีของแหวนกักเก็บมิติ!”
เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะที่ใช้ปราณเซียนควบคุมให้วัตถุบางอย่างปรากฏขึ้นตรงหน้า
ในพริบตา เนื้อสดๆชิ้นหนึ่งก็ถูกดึงออกมาจากช่องว่างของแหวน
สีของมันยังคงแดงสดราวกับเพิ่งถูกตัดออกจากร่างของสัตว์ไม่นานนี้
เพราะไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบหรือสิ่งของใดๆ เมื่ออยู่ภายในช่องว่างมิติที่ลี้ลับนั้น
พวกมันก็เหมือนจะถูกหยุดเวลาเอาไว้ ทำให้ไม่เสียหายเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มพลิกเนื้อชิ้นหนาในมือไปมา ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
จากนั้นก็มองไปรอบๆเพื่อหากิ่งไม้ขนาดเหมาะสม หลังจากเลือกกิ่งไม้ที่แข็งแรงพอเหมาะได้แล้ว
เขาก็ใช้มีดสั้นของตนเองเหลาให้ปลายของมันแหลมคม ก่อนจะนำเนื้อสดเสียบลงไปอย่างชำนาญ
เสียงฮัมเพลงเบาๆดังขึ้นจากริมฝีปากของเขา ขณะที่มือหมุนกิ่งไม้อย่างช้าๆเหนือเปลวไฟ
กลิ่นหอมของเนื้อที่เริ่มสุกโชยออกมา ผสมผสานกับกลิ่นควันไฟอ่อนๆ ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูผ่อนคลายขึ้น
“เอาละ งั้นก็เริ่มต้นกันเหมือนเดิม!”
หลังจากที่อิ่มท้อง เทียนจุนก็เริ่มนั่งขัดสมาธิบริเวณรอบกองไฟ
เปลวเพลิงสีส้มแดงลุกไหวระริกสะท้อนเงาบนพื้นดิน เสียงไม้แตกเปรี๊ยะเปรียะจากกองไฟดังเป็นจังหวะ
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเบาๆ นำพากลิ่นอายแห่งความสงบและพลังแห่งรัตติกาลมาแตะต้องผิวกาย
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเรียกใช้พลังของแหวนกักเก็บมิติอีกครั้ง
ในพริบตา หินปราณเซียนระดับต่ำนับร้อยก้อนก็ถูกนำออกมาวางเรียงกันอยู่เคียงข้าง
พลังงานแห่งเซียนที่อัดแน่นอยู่ภายในก้อนหินเหล่านั้นแผ่กระจายออกมาเป็นระลอก คลื่นพลังอ่อนๆเปล่งประกายเรืองรองภายใต้แสงจันทร์
เทียนจุนพนมมือทั้งสองข้างเข้าหากัน ดวงตาปิดสนิท คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย ก่อนที่ปราณเซียนภายในร่างของเขาจะเริ่มขับเคลื่อน
“คัมภีร์อรหันต์พุทธะมหาเจ้าธรรมจักรนิพพาน”
ทันทีที่คัมภีร์เริ่มหมุนเวียน พลังแห่งพุทธะในร่างของเขาก็สั่นไหวราวกับถูกกระตุ้น
พลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ลี้ลับค่อยๆแผ่ซ่านออกมาจากภายใน
ก่อเกิดเป็นแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้ปราณเซียนรอบตัวไหลหลั่งเข้ามารวมตัวกันโดยอัตโนมัติ
ปราณเซียนค่อยๆหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขา เปล่งแสงสีทองระยิบระยับ
พร้อมกับเส้นชีพจรภายในร่างกายที่ถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างเต็มกำลัง
ปราณที่ไหลผ่านเข้าสู่ตันเถียนเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ทุกครั้งที่เขาหายใจเข้าออก ปราณศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น ทำให้ร่างกายของเขาเปล่งแสงเรืองรอง
ภายใต้ค่ำคืนอันเงียบสงัด
แสงสีทองที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาส่องประกายไปทั่วบริเวณ ราวกับมีสุริยันเรืองรองอยู่ท่ามกลางรัตติกาล
และในกลางดึกคืนนั้น ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่สิ่งหนึ่งที่ผิดปกติอย่างยิ่งก็คือ—สัตว์อสูรระดับต่ำที่เดินผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใดก็ตาม เมื่อได้เห็นเทียนจุนกำลังบ่มเพาะพลัง
พวกมันก็เริ่มหมอบกราบลงต่อหน้าเขา
ไม่ว่าจะเป็นหมาป่าอสูร เงาพรายพิษ หรือกระทั่งอสรพิษเกล็ดดำ
ทั้งหมดล้วนหยุดการเคลื่อนไหว ก่อนจะค่อยๆทรุดกายลงกับพื้น คล้ายกับกำลังแสดงความเคารพต่อสิ่งที่พวกมันมิอาจเข้าใจได้
บางตัวตัวสั่นงันงก ม่านตาของพวกมันสะท้อนแสงสีทองของเทียนจุนอย่างแจ่มชัด
ทว่ากลับไม่มีตัวใดที่กล้าพุ่งเข้ามาโจมตีแม้แต่น้อย
ราวกับว่าพลังแห่งพุทธะที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้น ได้ปลุกสัญชาตญาณที่ลึกที่สุดของพวกมัน
ทำให้พวกมันมิอาจหาญกล้าทำร้ายเขาได้ แม้แต่ม้าของที่ตัวของเทียนจุนได้ขี่มา พวกมันก็ยังไม่กล้าทำอะไรเลยซักนิด
ภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดารา แสงสีทองจากร่างของเทียนจุนยังคงส่องสว่าง
กลางป่ามืดอันลึกลับ บัดนี้กลับมีสัตว์อสูรมากมายกำลังหมอบต่ำอยู่รอบๆ
ภาพนั้นช่างน่าพิศวงและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน