ในค่ำคืนแรกที่บ้านหลังใหม่ของแลนซ์และแอนนา แลนซ์ซึ่งอยู่ในชุดนอนสีฟ้า กับแอนนาซึ่งอยู่ในชุดนอนสีชมพู กำลังนอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ด้วยกัน โดยมีเพียงหมอนข้างขวางกั้นเท่านั้น
แลนซ์และแอนนามองตากันด้วยความเสน่หา ก่อนที่แอนนาจะหัวเราะเบาๆ เมื่อแลนซ์พยายามจะยื่นหน้ามาหอมหน้าผากเธอ เพราะหลังจากนั้นมือของวาเนสซ่าก็คว้าที่ใบหน้าของแลนซ์ ก่อนจะค่อยๆดันหน้าของเขาให้ห่างออกจากแอนนา
“คนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มาขวางทำไมกัน” แลนซ์กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ ทำเอาแอนนาหัวเราะลั่น ในขณะที่วาเนสซ่าซึ่งสวมชุดนอนสีเทามีสีหน้าเรียบเฉย
“ห้องนอนนี้ฉันจะนอนกับท่านแอนนาค่ะ ส่วนท่านแลนซ์กรุณานอนที่ห้องถัดไป หรือไม่ก็ห้องนอนชั้นสองค่ะ”
“ห้องใหญ่บนชั้นสามควรเป็ของเราต่างหาก” แลนซ์กล่าว “วาเนสซ่า เธอนั่นแหละไปนอนห้องถัดไปหรือไม่ก็ห้องนอนชั้นสองสิ”
“เกรงว่าจะมิได้ค่ะ” ว่าเนสซ่ากล่าว “จนกว่าทั้งสองจะมีอายุสิบหกปี และแต่งงานกันอย่างถูกต้อง ดิฉันจึงจะยอมให้เกิดเื่แบบนั้นขึ้นได้...ในฐานะผู้ปกครองนี่คือสิ่งที่ควรทำค่ะ”
“พวกเราพึ่งอายุสิบสองนะ” แลนซ์กล่าว “จะไปทำอะไรบ้าๆกันล่ะ ฉันแค่อยากนอนด้วยกันกับแอนนาเหมือนเมื่อสมัยก่อนแค่นั้นเอง”
แลนซ์มองไปที่แอนนา เธอได้แต่ยิ้มให้เขาโดยไม่พูดอะไร ทำเอาแลนซ์ถอดใจ ก่อนจะนั่งลงบนเตียง
“ช่วยไม่ได้ งั้นคืนนี้นอนกันสามคนเลยแล้วกัน ในเมื่อวาเนสซ่าไม่ยอมให้ฉันนอนห้องเดียวกับแอนนา”
ทั้งแอนนาและวาเนสซ่าต่างหน้าแดง เมื่อแลนซ์พูดเช่นนั้น ก่อนที่แลนซ์จะโดนหิ้วคอออกมานอกห้องแล้วถูกปิดประสูใส่ ทำเอาแลนซ์เดินคอตกออกมาจากหน้าประตู
บ้านแฝดสามชั้นที่วาเนสซ่าใช้ชื่อของเธอซื้อให้แลนซ์และแอนนานั้น มีผนังติดกับบ้านของครอบครัวไมเยอร์ ตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านรอยัลเมจิค เป็โครงการหมู่บ้านที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างเขตของประชาชนทั่วไป กับเขตของเ้าพนักงานรัฐและจอมเวท จึงเป็ธรรมดาที่จะมีจอมเวทและเ้าพนักงานรัฐระดับสูงอาศัยอยู่ในโครงการหมู่บ้านนี้ด้วย
โดยผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้านนี้จะมีสี่ระดับ คือระดับแรกบ้านทาวเฮ้าส์ ระดับกลางบ้านแฝด ระดับสูงบ้านเดี่ยว และระดับกิตติมศักดิ์ที่เป็คฤหาสน์ โดยระดับกิตติมศักดิ์จะมีซอยที่ใช้เข้าต่างหาก และมีกำแพงกั้นแยกส่วนจากสามระดับแรก อีกทั้งยังมีนักรบเวทรับจ้างมาเฝ้าที่หน้าทางเข้าซอยเฉพาะ และคอยเดินลาดตระเวณในส่วนของพื้นที่กิตติมศักดิ์อีกด้วย
โดยบ้านของแลนซ์และแอนนาจัดว่าเป็ระดับกลาง เป็บ้านที่มีสี่ห้องนอน สามห้องน้ำ โดยห้องนอนอย่างละสองห้องจะอยู่ที่ชั้นสองและสาม ส่วนชั้นแรกจะเป็พื้นที่ของห้องครัวซึ่งรวมห้องทานอาหารไปด้วย ห้องรับแขก และห้องเก็บของซึ่งจะปรับเป็ห้องนอนเพิ่มอีกหนึ่งห้องก็ได้
ส่วนห้องน้ำทั้งสามห้องนั้น ในชั้นที่สามและสองจะเป็ห้องอาบน้ำแบบอ่างอาบน้ำและฝักบัวรวมกัน ส่วนห้องน้ำชั้นแรกจะตัดในส่วนของห้องอาบน้ำออกไป และเปลี่ยนเป็ลานซักล้างสำหรับใช้ซักผ้าหรือทำความสะอาดสิ่งของแทน
แลนซ์นั้นไม่ได้เข้านอนในห้องนอนข้างๆ หากแต่เขาเดินลงบันใดมายังชั้นสอง ซึ่งวาเนสซ่าจ้างช่างตกแต่งให้ลานกว้างตรงชั้นสองกลายเป็ห้องหนังสือและห้องทำการบ้าน ส่วนห้องนอนสองห้องที่ชั้นสองนี้ มีห้องหนึ่งถูกแอนนายึดเอาไว้เป็ห้องแต่งตัวของเธอเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ในตอนนี้มันจะยังเป็ห้องโล่งๆ แต่ในอนาคตมันจะเต็มไปด้วยเครื่องแต่งกายและเครื่องสำอางค์ของผู้หญิงอย่างแน่นอน
“อีกห้องที่เหลือคือห้องนอนของวาเนสซ่าสินะ” แลนซ์กล่าวพลางถือวิสาสะเปิดเข้าไป แต่แล้วเขาต้องแปลกใจ ที่มันเป็ห้องโล่งๆ ไม่มีอะไรอยู่เลย
“ตั้งใจจะเอาไว้ทำอะไรกันล่ะ ถ้ามันไม่ใช่ห้องนอนของเธอ” แลนซ์กล่าวด้วยความสงสัย ก่อนที่เขาจะหันไปเจอกับแอนนาซึ่งเดินตามลงมา
“เห็นวาเนสซ่าบอกว่าจะเอาไว้เป็ห้องเก็บสมบัติค่ะ” แอนนากล่าวทันทีเมื่อลงมา “แต่ฉันบอกแล้ว ว่าจะให้เป็ห้องนอนของเธอ แต่เธอไม่ยอม”
“วาเนสซ่าจะนอนกับเธอตลอดไปหรือไง” แลนซ์กล่าวด้วยความสงสัย “อีกหน่อยเราต้องมีลูกนะ และโจแอนนาต้องได้นอนห้องข้างๆห้องของเรา เมื่อถึงเวลานั้นวาเนสซ่าคงต้องมานอนห้องข้างล่างนี่แล้วล่ะ”
“ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจะอยู่กับพวกท่านตลอดไปหรอกค่ะ” วาเนสซ่ากล่าวขณะเดินตามลงมาติดๆ “เมื่อพวกท่านบรรลุนิติภาวะ หรือจนกว่าฉันจะมั่นใจว่าทั้งสองดูแลตัวเองได้แล้ว ฉันก็จะไปจากที่นี่”
“เข้าใจแล้ว” แลนซ์กล่าว “ว่าแต่ทำไมทั้งสองคนตามฉันลงมาล่ะ”
“ตั้งใจจะมาขอโทษค่ะ” วาเนสซ่ากล่าวพลางก้มหัวลง “ถึงจะเป็ผู้ปกครอง แต่ดิฉันคือข้ารับใช้ และดิฉันได้ทำเื่เสียมารยาทไปเสียแล้ว...หากท่านแอนนาประสงค์จะอยู่กับท่านแลนซ์ ดิฉันก็คงขวางไม่ได้”
“ตามนั้นแหละค่ะ” แอนนากล่าว “แลนซ์คะ เข้านอนได้แล้ว พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันมานานมากแล้วนะ”
“เข้าใจแล้ว” แลนซ์กล่าว “ได้เวลานอนกันสองคนสักทีนะ”
“ผิดแล้วค่ะ” วาเนสซ่ากล่าว “ท่านแอนนาอนุญาตให้ท่านนอนด้วย แต่ทว่าดิฉันยังต้องคอยป้องกันไม่ให้พวกท่านทำอะไรเลยเถิด ดังนั้นคืนนี้เราจะนอนกันสามคน”
แลนซ์ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่อนที่ทั้งสามคนจะนอนร่วมกัน โดยวาเนสซ่านอนกลางคอยคั่นแลนซ์กับแอนนาเอาไว้ เธอนั้นกอดแอนนาแน่นแนบอก ในขณะที่แลนซ์ได้แต่มองแผ่นหลังของนาง
แต่แล้วระหว่างที่แลนซ์กำลังนอนใจลอยอยู่นั้น วาเนสซ่าก็หันหน้ามาหาเขาก่อนจะดึงแลนซ์เข้ามากอดแนบอกบ้าง ทำเอาแลนซ์เผลอใจสั่น
“ทำอะไรน่ะ” แลนซ์กล่าวด้วยความสงสัย ระหว่างนั้นวาเนสซ่าค่อยๆลูบหัวเขาอย่างแ่เบา
“ท่านแอนนาน่ะปกติเป็คนหลับยาก” วาเนสซ่ากล่าว “ดิฉันต้องคอยกอดท่านเอาไว้แบบนี้จนกว่าจะหลับค่ะ คราวนี้ถึงตาท่านบ้างแล้ว”
แลนซ์ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เขารู้สึกถึงไออุ่นจากตัวของวาเนสซ่า ผ่านทางร่างกายที่สวมกอด และมืออันอบอุ่นที่ลูบหัวเขาเอาไว้ตลอดเวลา ทำให้เขาเผลอนึกถึงแม่ที่เขาลืมเลือนไปนานแล้ว
ภาพอันเลือนลางปรากฏในหัวของเขา หญิงสาวผมดำยาวในชุดทหารอุ้มเขาขึ้นมาสวมกอด ก่อนที่เธอจะปล่อยเขาเอาไว้ในตู้ทดลองตามเดิม เขาเห็นเธอเดินไปกับนักวิทยาศาสตร์ในชุดสีขาวสามสี่คน ซึ่งแลนซ์ได้รู้ในภายหลังว่าห้องที่เขาเกิดขึ้นมา คือห้องทดลองและบ่มเพาะมนุษย์พลังจิต ซึ่งเป็โครงการสำคัญของกองกำลังจักรวรรดิไรซ์เยอรมัน ในการนำมนุษย์พลังจิตไปต่อสู้กับจอมเวทของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป็ประเทศที่ใช้เวทมนตร์ได้ดีที่สุดในโลก
และผู้ให้กำเนิดเขาก็ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็เรเทีย เซนไฮเซอร์ ผู้นำและผู้กุมอำนาจสูงสุดของกองกำลังเยอรมัน แห่งจักรวรรดิไรซ์อันศักดิ์สิทธินั่นเอง
“อย่าได้คิดว่าตัวเองเหนือกว่าใคร เพียงเพราะมีเชื้อสายของข้า...เ้าคือกองกำลังของจักรวรรดิไรซ์ไม่ต่างจากมนุษย์พลังจิตหมายเลขอื่นๆ เข้าใจไว้ซะ มนุษย์พลังจิตหมายเลขร้อยห้าสิบสี่ ชื่อรหัส แลนซ์”
นี่คือสิ่งที่เขาได้ยินอยู่เสมอเมื่อเข้าประชุมพบกับผู้นำสูงสุดของนาซีเยอรมัน หลังจากสร้างผลงานได้ แต่ทว่าแลนซ์ก็ไม่ได้รู้สึกเ็ปอะไร เขาโชคดีกว่ามนุษย์พลังจิตคนอื่นๆ ตรงที่ได้รู้ว่าแม่ของตัวเองคือใคร ในขณะที่บางคนไม่เคยรู้ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
...ภาพความทรงจำค่อยๆดับไป พร้อมกับสติของแลนซ์ ก่อนที่เขาจะหลับสนิท
“เหมือนท่านแอนนาไม่มีผิดเลย” วาเนสซ่ากล่าวอย่างแ่เบา เมื่อแลนซ์หลับคาอกเธอไปแล้ว “เพราะมีหลายๆอย่างคล้ายกัน จึงได้ครองคู่กันในอนาคตสินะ”
วาเนสซ่าปล่อยทั้งสองเอาไว้อย่างนั้น ก่อนที่เธอจะเปลี่ยนเป็ชุดอำพรางสีดำ และออกไปข้างนอก เพื่อพบกับสายสืบที่พ่อของเธอส่งมา วาเนสซ่านั้นคอยรายงานข่าวของแอนนาให้พ่อของเธอ และแม่ของแอนนาทราบเป็ระยะๆ
……………………….
แสงแดดยามเช้าปลูกแอนนาให้ตื่นนอนขึ้นมา เมื่อเธอลืมตาตื่นเธอก็พบว่าแลนซ์กำลังอยู่ในอ้อมกอดของเธอ เธอหน้าแดงระเรื่อ แต่ทว่าก็ไม่ได้ผลักหัวแลนซ์ออกไป หากแต่เธอยิ้มเล็กน้อยพลางสวมกอดแลนซ์เอาไว้ต่อ และค่อยๆลูบหัวเขา
“อืม….อือ วาเนสซ่า” แลนซ์กล่าวละเมอออกมาอย่างแ่เบา ทำเอาแอนนาหูผึ่ง “ขออีก สบายจังเลย”
และแล้วแลนซ์ก็ต้องตื่นขึ้นมาในสภาพหน้าปูดบวม เพราะเจอแอนนากระหน่ำทั้งหมัดและฝ่ามือไม่ยั้ง
“ฉันไม่ผิดนะ” แลนซ์กล่าวง้อแอนนาที่เมินใส่เขา ขณะกำลังรอมื้อเช้าที่วาเนสซ่าทำให้ “ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”
“ฮึ คนหลายใจ” แอนนากล่าวเสียงงอน “ขอแค่ผมดำ ตาชมพู ซึ่งเป็เสป็คของนาย จะใครก็ได้สินะ วาเนสซ่าก็ไม่เว้น”
“ขอร้องล่ะ อย่าเข้าใจผิดกันสิ” แลนซ์กล่าวขณะรับออมเล็ตที่วาเนสซ่าส่งให้ “ฉันรักแค่เธอคนเดียวนะแอนนา”
“ต้องพิสูจน์” แอนนากล่าวขณะรับออมเล็ตของเธอจากวาเนสซ่าเช่นกัน “วันนี้เราต้องไปเดทกัน และนายต้องซื้อทุกอย่างที่ฉันอยากได้เป็การชดเชย”
“ยังไงวันนี้พวกเราก็ต้องไปที่ร้านหนังสือเวทมนตร์อยู่แล้วไม่ใช่หรือ” แลนซ์กล่าว “พวกเราน่ะ ต้องซื้ออาวุธใหม่ กับตำราใหม่ เพราะของเดิมที่เธอมีเอกลักษณ์มันโดดเด่นจนอาจเตะตาทุกคนก็ได้”
ทั้งเวทและอาวุธของแอนนาเป็ของระดับราชวงศ์ ซึ่งเหนือกว่าจอมเวททัั่วไปของสมาคมจอมเวท หรือว่าขุนนางด้วยซ้ำ มันเตะตาเกินไปจนแอนนาตัดสินใจที่จะเรียนรู้คัมภีร์เวทเล่มใหม่ รวมถึงซื้ออาวุธเวทอันใหม่ด้วย
ส่วนแลนซ์นั้นเวทที่เขามี เป็เวทรักษากับเสริมพลังดาษดื่นที่พบได้ทั่วไป และเวทโจมตีนั้นเขาก็ประยุกต์เองโดยขอพลังจากตัวตนเหนือธรรมชาติจากภูติแห่งแสง ดังนั้นการย้อนเวลากลับมารอบนี้แลนซ์ตั้งใจจะศึกษาเวทมนตร์ให้จริงจังมากยิ่งขึ้น
หลังทานอาหารเสร็จ ทั้งสองแต่งชุดสุภาพอย่างสูทและเดรสสีขาวที่ซื้อมาใหม่ ก่อนจะเดินทางไปยังร้านหนังสือใกล้ๆซึ่งได้รับรองจากสมาคมจอมเวท โดยร้านหนังสือนี้อยู่ในย่านเ้าพนักงานรัฐกับจอมเวท ทั้งสองจึงต้องแต่งตัวให้ดูดี เพื่อไม่ให้ใครมาดูถูกได้
เมื่อแลนซ์และแอนนาเดินทางไปยังร้านหนังสือซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมจอมเวทให้ขายคัมภีร์เวท กับอุปกรณ์เวทมนตร์ได้ พวกเขาก็พบว่าแถวรอคิวหน้าประตูร้านนั้นยาวกว่าปกติ มีเด็กและผู้ปกครองหลายคนยังไม่ได้เข้าไปในร้านหนังสือแห่งนั้น
“ทำไมคนเยอะขนาดนี้ล่ะ” แลนซ์กล่าวด้วยความสงสัย
“สงสัยคนคงมาซื้อตำราเรียนเวท หรือคัมภีร์เยอะละมั้ง” แอนนากล่าว
“ไม่ใช่หรอกค่ะ” หญิงสาวที่อยู่ท้ายแถวสุดกล่าวกับแลนซ์และแอนนา “คุณหนูโรซ่า บุตรีของท่านเคาท์เฟลเมียร์มาเลือกซื้อตำราคัมภีร์เวท เธอ้าความเป็ส่วนตัว จึงสั่งให้ทหารคุ้มกันห้ามทุกคนเข้าร้านนี้ จนกว่าเธอจะเลือกคัมภีร์เวทเสร็จน่ะ”
“แต่ไวท์โฮปเป็ประเทศประชาธิปไตยนี่” แอนนากล่าว “ไม่มีระบบขุนนางและกษัตริย์ ทำไมขุนนางจากระบบฟิวดัล ถึงได้มีอำนาจที่นี่ล่ะ”
หญิงสาวคนนั้นทำท่าจุ๊ปากทันที ก่อนจะกล่าวเสียงแ่เบา
“เพราะเธอเป็ขุนนางจากจักรวรรดิเอเธียน่าค่ะ ประเทศที่มีกำลังทหารมากที่สุดในทวีปนี้ และคอยช่วยเหลือสาธารณรัฐไวท์โฮปไว้หลายครั้ง จากเหตุการณ์หายนะสีดำ ทำให้ไวท์โฮปเป็หนี้เอเธียน่าอย่างมาก”
“อารมณ์ประมาณอาณาจักรบลูสกาย ที่เป็ขาใหญ่ในทวีปไกอาสินะ สามารถแทรกแทรงประเทศราชหลายๆประเทศในทวีปได้” แลนซ์กล่าว หญิงสาวคนนั้นพยักหน้าทันที
“ที่สำคัญเอเธียน่ายังมีผู้กล้าอาม่อนเป็กำลังเสริม” เด็กหนุ่มด้านหน้ากล่าวเสริม “ทำให้พวกขุนนางของเอเธียน่ามองเราเป็เมืองขึ้นกลายๆแล้วยังไงล่ะ เพราะถ้ามีเื่ผู้กล้าจะไม่ช่วยเรา”
หลังจากที่ทุกคนยืนรอ ในที่สุดหญิงสาวผมสีแดงเพลิงคนหนึ่งก็ออกมาจากร้าน เธออายุไล่เลี่ยกับแลนซ์และแอนนา เธอมีดวงตาสีเขียวใสบนใบหน้าเรียวคมงดงาม เธอสวมชุดเดรสสีแดงเข้ากับเส้นผม และตัดกับผิวสีเหลืองของเธอ
“ผิวสี”แลนซ์กล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ลูกครึงจากทวีปิสินะ เธอคนนั้น”
เมื่อหญิงสาวที่ชื่อโรซ่าเดินไปยังรถม้าของเธอที่จอดรออยู่ เธอก็ทำสีหน้าไม่พอใจ พลางมองหาอะไรบางอย่าง ก่อนที่พ่อบ้านชราคนหนึ่งจะเดินมายังแถวที่ทุกคนรอเข้าร้านหนังสือ
“พลส่งขึ้นรถม้าของท่านเฟลเมียร์ไปทำธุระ เราขออาสาไพร่คนไหนก็ได้ ส่งเธอขึ้นรถม้าที”
แลนซ์และแอนนาสังเกตุได้ว่าทุกคนมีท่าทีนิ่งเฉย ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ว่าพลส่งขึ้นรถม้าต้องทำอะไร
พลส่งขึ้นรถม้า ต้องหมอบตัวต่ำลง และให้เ้านายเหยียบหลังของตนขึ้นไปบนรถม้า ธรรมเนียมนี้จักรวรรดิเอเธียน่ารับมาจากทวีปิ และพวกเขามองว่ามันเป็ประเพณีที่ดีงาม จึงนิยมสร้างรถม้าแบบไม่มีขั้นบันได เพื่อหาคนมาทำหน้าที่นี้
“ไม่ไหวเลยนะ” โรซ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่น “พวกไพร่จากประเทศที่ไม่มีกษัตริย์นี่ฟังไม่รู้ความหรือไง”
หลังจากนั้นเธอจึงเดินมายังแถวของลูกค้าที่รอเข้าร้านหนังสือ เธอเดินมองทุกคนพลางส่ายหน้า จนกระทั่งเธอเดินมาถึงจุดที่แอนนายืนอยู่
“ชุดสวยนี่ ดูท่าจะแพงนะ” โรซ่ากล่าวกับแอนนาพลางยิ้มหวาน “เธอชื่อว่าอะไร”
“ฉันชื่อแอนนา ขอบใจสำหรับคำชม” แอนนาตอบกลับสั้นๆ พลางรอดูว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร
“ฉัน โรซ่า เฟลเมียร์ ธิดาของท่านเคาท์เฟลเมียร์แห่งจักรวรรดิเอเธียน่า มีความยินดีจะให้เธอมาทำหน้าที่พลส่งขึ้นรถม้า จงตามฉันมาซะ”
“ขอปฏิเสธ” แอนนากล่าวก่อนจะฉีกยิ้ม “ไม่มีเหตุผลอะไร ที่ฉันจะต้องทำหน้าที่รับใช้เธอ”
ทั้งสองจ้องหน้ากัน ในขณะที่ลูกค้าซึ่งรอเข้าร้านหนังสือต่างจับจ้องแอนนาและโรซ่าเป็สายตาเดียว น้อยมากที่ประชาชนในสาธารณรัฐไวท์โฮป จะกล้าปฏิเสธคำขอหรือคำสั่งของขุนนาง นี่จึงถือเป็เื่น่าสนใจ และเื่ใหญ่
“ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็ขุนนาง” โรซ่ากล่าวเสียงใส แต่ในใจเธอกำลังโกรธอย่างมาก
“เพราะรู้ถึงไม่ทำยังไงล่ะ” แอนนากล่าว “เธอไม่ใช่เ้าผู้ปกครองที่ดินที่ฉันกำลังยืนอยู่ ฉันไม่เคยเสียภาษีให้ตระกูลเธอ ดังนั้นฉันจึงไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของตระกูลเธอ ฉันจึงมีสิทธิปฏิเสธคำขอหรือคำสั่งเธอ...อย่าบอกนะว่าบุตรีของขุนนางไม่รู้กฏข้อนี้”
ที่แอนนากล่าวมานั้นถูกต้องทุกประการ ผู้มีเชื้อสายขุนนางย่อมรู้ดี ถึงความหมายที่แอนนาสื่อ โรซ่าจึงได้แต่กัดฟันก่อนจะมองมาทางแลนซ์ แน่นอนว่าแลนซ์ยกมือปฏิเสธก่อนที่อีกฝ่ายจะกล่าวด้วยซ้ำ
จังหวะนี้เอง ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดพ่อบ้านก็วิ่งหน้าตั้งมา เขาคือพลส่งม้าของโรซ่า โรซ่าเลิกละความสนใจจากแอนนาทันที แต่ทว่าก่อนไปเธอเหลือบตามามองก่อนจะกล่าว
“ฉันจะจำเธอไว้ แอนนา หากมีโอกาสฉันจะสั่งสอนเธอให้รู้ถึงการปฏิบัติตัวต่อขุนนางแห่งจักรวรรดิเอเธียน่า”