ตอนที่ 22 สตรีนางนี้เก่งกาจถึงเพียงนี้เชียว?!
ในชั่วพริบตา คนที่กรีดร้องอย่างน่าสมเพชกลับกลายเป็ป้าซุนลิ่ว
ครอบครัวซุนรีบเข้าไปช่วยเหลือ ทว่าถูกไป๋เพ่ยเพ่ยจัดการทีละคน ไม่ว่าจะเข้าคู่หรือเดี่ยว ไป๋เพ่ยเพ่ยก็จัดการครอบครัวซุนในคราวเดียว!
แม่เฒ่าซุน พี่สะใภ้น้องสะใภ้ทั้งสองของป้าซุนลิ่ว รวมถึงลูกสาวของนางต่างเข้ามาราวกับแม่ค้าส่งผัก หากไม่ใช่ถูกบิดแขน ก็ถูกเตะเข้าที่เข่า ท่ามกลางเสียงกระดูกแตกหักที่ได้ยินชัดเจน พวกนางก็พากันร้องโอดโอยอย่างน่าสังเวช และกลิ้งเข้าไปกองรวมกันกับป้าซุนลิ่ว
ผู้หญิงทั้งห้าคนของตระกูลซุนล้วนพ่ายแพ้สิ้น
คนของตระกูลซุนต่างตกตะลึง สตรีนางนี้เก่งกาจถึงเพียงนี้เชียว?!
พวกเขากำลังจะก้าวมาข้างหน้า ในจังหวะนั้นเองก็มีคานหามปลายแหลมเหวี่ยงเข้าไปตรงหน้าพวกเขา ใบหน้าของเซี่ยเหล่าเอ้อร์นั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง “จะทำอะไร? พวกเ้าเป็ชายชาตรีแต่ลงมือกับผู้หญิงงั้นหรือ? หาก้าจะสู้ก็มาสู้กับข้า!”
เซี่ยเหล่าเอ้อร์สูงถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเ จัดอยู่ในกลุ่มที่สูงมากในหมู่บ้าน เขาเป็คนสูงใหญ่ ร่างกายกำยำ ทั้งยังมีทักษะฝีมือการทำงานที่ดี เพียงแค่มองก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัว
แต่ซุนเหล่าลิ่วนั้นแตกต่าง เขาสูงไม่ถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเเสียด้วยซ้ำ เื่ว่าเตี้ยกว่าเซี่ยเหล่าเอ้อร์นั้นไม่ต้องพูดถึง ลูกชายทั้งสองเองก็ตัวผอมบางราวกับไก่ พวกเขาสองสามคนยืนนิ่งเมื่อประจันหน้ากับเซี่ยเหล่าเอ้อร์ หากนำทั้งสามคนมารวมกันแล้วสามารถเทียบกับอีกฝ่ายได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
เมื่อรวมกับคานปลายแหลมหามฟืนของเซี่ยเหล่าเอ้อร์ซึ่งแกว่งไปมาเสียงดัง ‘ฉัวะ’ ห่างจากพวกเขาเพียงสองสามฝ่ามือ ประกอบกับท่าทางพร้อมที่จะสะกิดหน้าพวกเขาได้ตลอดเวลา ทำให้ซุนเหล่าลิ่วขวัญเสีย
เมื่อเขาตื่นตระหนก ลูกชายสองคนของเขาก็ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า เ้าผลักข้า ข้าผลักเ้า ผลักกันไปมาไม่เข้าไปเสียที
“เ้าผลักข้าทำไม ข้าเป็พ่อของพวกเ้านะ!”
ลูกชายทั้งสองคนหดคอ ไม่กล้าส่งเสียง
เมื่อผู้ชายที่อยู่ฝั่งนี้ถูกขวางไว้ ผู้หญิงของตระกูลซุนจึงู้สึกหัวเดียวกระเทียมลีบ ทำให้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ คนอื่น ๆ ยังพอว่า พวกนางไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ไป๋เพ่ยเพ่ย้าสอนบทเรียนให้ หากไป๋เพ่ยเพ่ยเป็ฝ่ายแพ้ หญิงสาวก็จะไม่สู้ แต่ไม่ใช่กับป้าซุนลิ่ว นางทำร้ายเซี่ยต้ายาต่อหน้าไป๋เพ่ยเพ่ย
แม้ว่าไป๋เพ่ยเพ่ยจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สถานการณ์ของเซี่ยต้ายาล่ะ?
เมื่อวานนี้ นางยังอยู่บนเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างมีชีวิตและความตาย มาวันนี้ เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยออกไปข้างนอก หญิงสาวกล่าวบอกให้เซี่ยต้ายาพักผ่อนให้เต็มที่ และอย่าเพิ่งลุกเดินใน่สองสามวันนี้ ด้วยเกรงว่าอาการตกเืซึ่งเพิ่งหายไปจะมีเืออกอีกครั้ง
แต่สุดท้าย เซี่ยต้ายาก็ลุกออกจากเตียง?!
สถานการณ์อะไรที่จะทำให้เซี่ยต้ายาเสี่ยงชีวิตของนางเพื่อลุกขึ้นจากเตียงกัน?
แน่นอนว่านี่ต้องเป็เหตุสุดวิสัยซึ่งไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว
ป้าซุนลิ่วถูกทุบตีจนร้องโอดโอย ใบหน้าถูกอาบไปด้วยน้ำหูน้ำตา นางกลั้นใจ ก่อนจะคุกเข่าต่อหน้าไป๋เพ่ยเพ่ย
“ฮืออ ฮึก ฮืออ... อย่าตีข้าอีกเลย อย่าตีอีกเลย ข้าผิดไปแล้ว!”
“ข้ารู้แล้วจริง ๆ ว่าตัวเองผิด ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ฮือออออ... ต่อไปข้าจะไม่มาหาเื่เ้าอีก ข้าขอร้อง ได้โปรดยกโทษให้ข้าเถิด ข้าไม่กล้าอีกแล้ว...”
...
ไป๋เพ่ยเพ่ยซักถามป้าซุนลิ่วว่าลูกสาวของตนไปทำอะไรให้ป้าซุนลิ่ว ด้วยเหตุผลใดทำให้ป้าซุนลิ่วใจดำอำมหิตเช่นนี้ ถึงขั้นไม่กล่าวบอกผู้ใหญ่เสียด้วยซ้ำ แต่กลับฉวยโอกาสในขณะที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่บ้าน แล้วเร่งรุดลากลูกสาวของนางลงมาจากเตียงแล้วตบตีซ้ำ นี่มันคือการคิดคร่าชีวิตผู้อื่นไม่ใช่หรือ?
“เท่าที่ข้ารู้ ต้ายาของข้าแต่งงานออกไปกว่าสองสามปี นางกลับบ้านมาไม่เกินสองสามครั้งเท่านั้น แล้วนางจะไปทำให้เ้าขุ่นเคืองได้อย่างไร?”
ป้าซุนลิ่วร้องแรกแหกกระเชอ เซี่ยต้ายาไหนเลยจะทำให้นางโกรธ เห็นได้ชัดว่าคนที่นาง้าสอนบทเรียนให้คือไป๋เพ่ยเพ่ย เพียงแต่ใครใช้ให้ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่อยู่กันเล่า ในตอนนั้นนางเปี่ยมล้นด้วยความโกรธ เลยพลั้งลงไม้ลงมือกับเด็กสาวที่อยู่ในลานบ้านเสีย
“ถึงแม้ลูกสาวของข้าจะไม่ถูก แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้คนนอกมาทุบตีทำร้ายนาง เ้าควรรอให้ข้ากลับมาก่อน มาชี้แจงให้ข้าเข้าใจ และให้ข้าติเตียนสั่งสอนพวกนางด้วยตนเอง แต่จากวิธีที่เ้าทำ เด็กผู้หญิงในหมู่บ้านนี้ต้องถูกเ้าทุบตีตามใจ้าใช่ไหม? เ้าได้ถามพ่อแม่ของพวกนางบ้างหรือเปล่า?”
วาจานี้ทำให้หัวใจของผู้คนรอบ ๆ พลันตื่นตระหนก ไม่ว่าเด็กสาวของตระกูลเซี่ยจะทำอะไร ป้าซุนลิ่วก็ไม่สามารถฉวยอากาสในยามที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่บ้าน บุกรุกเข้ามาในบ้านของพวกนางเพื่อสั่งสอนบทเรียนลูกของนางได้
หากป้าซุนลิ่วทำเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วลูกสาวของพวกเขาก็ตกอยู่ในอันตรายไม่ใช่หรือ?
อีกประการคือในครอบครัวนั้นให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หากพวกเขาเป็คนตบตีเองย่อมไม่เป็ไร แต่ผู้หญิงดี ๆ คนหนึ่งไหนเลยจะยอมให้คนนอกมาทำร้ายได้ตามอำเภอใจ? หนำซ้ำยังเป็การบุกรุกเข้ามาในบ้านพวกเขาเพื่อทำร้ายอีก นี่…
เป็เื่ที่รับได้หรือ?
แน่นอนว่ารับไม่ได้
ป้าซุนลิ่วอ้อมแอ้ม ๆ ไม่สามารถหาเหตุผลขึ้นมาได้ ใบหน้าของนางปูดบวม ฟันหลุด แถมยังพูดไม่ชัด
เมื่อเห็นว่านางพูดอะไรไม่ออก ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงหันไปถามคนของตระกูลซุนที่เหลือ
พี่สะใภ้สองคนของป้าซุนลิ่วหดคออย่างไม่ปกปิด ด้วยกลัวจะกลายเป็ป้าซุนลิ่วคนต่อไป
“จ... จริง ๆ แล้วพวกเราไม่ได้มาหาเื่ต้ายาหรือพวกสาว ๆ หรอก เป็น้องสะใภ้ที่พูดแบบนั้น”
“ใช่ ใช่ ใช่ น้องสะใภ้พูดเอง นางบอกว่าเ้าทำร้ายนางอย่างไร้เหตุผล จึงให้เราพามากู้หน้าคืน”
...
ไป๋เพ่ยเพ่ยใไปชั่วขณะ “เ้าจะมากู้หน้าก็ควรมาหาข้าสิ เหตุใดจึงไปลงไม้ลงมือกับพวกต้ายา?! เพราะเ้าไม่สามารถเอาชนะข้าได้ เลยอาศัยว่าเซี่ยเหล่าเอ้อร์และข้าไปทีู่เา มาเยือนถึงเรือนข้าใช่หรือไม่? เ้ายังเป็คนอยู่หรือเปล่า?!”
ผู้คนทั่วทั้งบริเวณต่างพากันส่งเสียงอื้ออึง
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเด็กสาวตระกูลเซี่ยไปทำให้ป้าซุนลิ่วขุ่นเคือง ในตอนที่ป้าซุนลิ่วมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน แต่ไป๋เพ่ยเพ่ยกลับไม่อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่ความขัดแย้งกัน แต่ปรากฏว่า...
ปรากฎว่าป้าซุนลิ่วรู้อยู่แล้วว่าไป๋เพ่ยเพ่ยไม่อยู่บ้าน จึงจงใจใช้ประโยชน์จากการที่สองสามีภรรยาออกไปข้างนอกมาบุกรุกเข้าบ้านคนอื่นเพื่อทำร้ายลูกสาวของพวกเขาอย่างนั้นหรือ?!
ให้ตายสิ!
นี่มัน…
ในชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนต่างพากันพูดคุยถกเถียง พลางอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
“นี่มันมากเกินไปแล้ว! เ้าจงใจมาหาเื่ลูกของคนอื่นได้อย่างไรกัน?”
“นั่นสิ บ้านไหนที่มีความขัดแย้งกัน ก็มีแต่ผู้ใหญ่ทะเลาะกับผู้ใหญ่ เด็กทะเลาะกับเด็กด้วยกันไม่ใช่หรือ มีที่ไหนกันที่ลากเด็กเข้ามาพัวพันด้วย? หากเ้าทำเช่นนี้ ต่อจากนี้ไป ในหมู่บ้านนี้จะมีชีวิตอันสงบสุขอยู่อีกหรือ?”
“มองไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าแท้จริงแล้วป้าซุนลิ่วเป็คนเช่นนี้!”
...
ป้าซุนลิ่วไหนเลยจะยอมรับ หากนางยอมรับ นางจะยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้ต่อไปได้อย่างไร?
นางรีบปฏิเสธโดยบอกว่าไม่มีเื่แบบนั้น ในตอนที่มาหาไป๋เพ่ยเพ่ย ตนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไป๋เพ่ยเพ่ยไม่อยู่บ้าน
“เ้าไม่รู้งั้นรึ? เมื่อเช้านี้ตอนที่ข้าออกไปข้างนอก ข้ายังบังเอิญพบเ้าอยู่เลย ไม่ใช่แค่เ้า แต่ยังมีอีกหลายคน...” แม้ว่าไป๋เพ่ยเพ่ยจะเรียกขานชื่อคนเ่าั้ไม่ได้ แต่หญิงสาวจำใบหน้าของพวกเขาได้ เมื่อหันศีรษะมองไปก็พบว่าพวกเขาอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วย
สีหน้าของพวกนางพลันอับอายและรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง พวกนางไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร ทว่าเมื่อตอนที่ไปส่งป้าซุนลิ่ว มีหลายคนเห็นพวกนาง ทำให้พวกคนที่ชอบยุ่งเื่ชาวบ้านพากันเอ่ยถามพวกนางทีละคน ๆ
“อืม พบกันแล้ว...”
“แล้วเ้ารู้ไหมว่าไป๋เพ่ยเพ่ยขึ้นไปบนูเาแล้ว?”
“รู้ พวกเขาสะพายกระบุงไว้บนหลัง ทั้งยังถือคานแหลมหามฟืนไป จะไม่รู้ได้อย่างไร? ข้าเพียงแต่ไม่คิดว่าป้าซุนลิ่วจะทำเื่เช่นนี้ได้...”
ยังต้องถามป้าซุนลิ่วว่ารู้หรือไม่อีกไหม?
ไม่จำเป็ต้องถามแล้ว เห็นได้ชัดว่ามีทั้งกระบุงและคานแหลมหามฟืน ผีสางไม่รู้เลยกระมังว่าพวกเขาสองสามีภรรยาจะไปทำอะไรที่ไหน?
ยิ่งถามมากเท่าไรก็ยิ่งแปลกใจมากเท่านั้น ในการประมือกันเมื่อเช้านี้ ป้าซุนลิ่วก็โดนไป๋เพ่ยเพ่ยบดขยี้เสียจนหมดท่า
หนำซ้ำยังไม่ใช่ความผิดของไป๋เพ่ยเพ่ย แต่เป็ป้าซุนลิ่วเองที่พูดไม่ดี เถียงไม่ชนะหญิงสาว แล้วยังคิดจะลงไม้ลงมือทำร้ายนางอีก
ในเวลานั้นไป๋เพ่ยเพ่ยรีบไปูเา จึงไม่ได้ยุ่งอะไรกับป้าซุนลิ่วมากนัก เพียงสั่งสอน ‘บทเรียน’ ให้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนจากไป
เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ ทุกสายตาต่างจ้องมองไปยังตระกูลซุนอย่างตำหนิ กล้าพูดเลยว่าการกระทำของพวกเขาคือการยั่วยุผู้อื่น เหตุเพราะเอาชนะผู้ใหญ่ไม่ได้จึงฉวยโอกาสที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่ บุกรุกเข้ามาจัดการกับลูก ๆ ของพวกเขาแทนเสียอย่างนั้น?
เดิมเคยคิดว่าไป๋เพ่ยเพ่ยนั้นไร้ปรานีเพราะเห็นท่าทางน่าสงสารของป้าซุนลิ่วก่อนหน้านี้ ทว่าตอนนี้เมื่อได้ยินดังนี้...
สมควร!
สมควรแล้ว!
ถ้าหากเปลี่ยนเป็ครอบครัวอื่น เมื่อตนนั้นสั่งสอนคนที่มายั่วยุข้างนอกบ้าน แต่คนคนนั้นกลับมาหาเื่ลูก ๆ ของตนลับหลังถึงที่บ้าน พวกเขาเองก็จะจัดการคนคนนั้นอย่างสุดกำลังเช่นกัน