บทที่ 18
แสงแดดยามเช้าที่สองลอดผ่านหน้าต่างมากระทบใบหน้า และเสียงนกร้องที่ดังเป็นระยะๆ ปลุกให้ภามตื่นจากการนอนหลับ เขาค่อยๆ กระพริบตา ปรับให้เข้ากับแสงสว่างตรงหน้า จนเมื่อตื่นเต็มตา เขาก็พบว่าอามินกับแอนเน่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง สายตาจ้องมองมาทางเขาไม่กระพริบ “ทำอะไรกันน่ะ มานั่งจ้องฉันทำไมกัน” ภามกล่าวด้วยเสียงงัวเงีย“พวกข้าน้อยเก็บตื่นมาเก็บของให้นายท่านเสร็จหมดแล้วขอรับ” อามินตอบ พร้อมส่งสายตารอคอยมาให้“...?” ภามงงกับคำตอบของอามิน สมองของคนที่เพิ่งตื่นนอนยังไม่สามารถประมวลผลได้ว่า อามินบอกเขาเช่นนี้เพราะต้องการอะไร ภามจึงนิ่งไปสักพัก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเขาสัญญาสิ่งใดไว้กับเด็กชาย จึงลุกจากเตียง พยักหน้าช้าๆ และเมื่อเด็กๆ เห็นภามทำท่าเหมือนจะจำได้แล้ว ก็มองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างดีใจ หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ภามก็พาเด็กๆ ลงมาด้านล่าง ได้พบไซมอนกำลังจะไปทำงานพอดี จึงทักทายและกล่าวลาเล็กน้อย เนื่องจากวันนี้เขาจะกลับบ้านแล้ว ภามสั่งอาหารมา 3 ชุด ซึ่งวันนี้เด็กๆ ก็ยังกินเก่งกันอยู่เหมือนเดิม แถมยังดูร่าเริงและเจริญอาหารมากกว่าเมื่อวานด้วยซ้ำ หลังทานกันเรียบร้อย เขาก็ไปจ่ายเงินกับนาเดีย เขาจำได้ว่าค่าที่พักคืนละ 3 เหรียญเงิน กับค่าอาหารเช้า 50 เหรียญทองแดง แต่เช้าวันนี้เขามีสั่งอาหารเพิ่มมาอีก 2 ชุดสำหรับอามินและแอนเน่ เขาจึงจ่ายเงินให้นาเดียไป 8 เหรียญเงิน แต่นาเดียกลับยิ้มอย่างใจดี และคืนเงินมาให้เขา 1 เหรียญเงิน บอกว่าเธอไม่คิดค่าอาหารของพวกเด็กๆ ให้ถือเสียว่าเธอเป็นคนเลี้ยงอาหารมื้อนี้เด็กๆ ก็แล้วกัน “พวกเธอยังจำทางไปบ้านได้ใช่ไหม” ภามถามขึ้น ขณะกำลังพาเด็กๆ เดินออกจากที่พักไปที่คอกสัตว์ข้างๆ ที่พัก“จำได้ขอรับ” อามินตอบ“นี่ม้าของฉัน ชื่อ ดำ เอ้า ทักทายเจ้าดำสิ มันจะพาพวกเธอไปหาพ่อแม่นะ” ภามแนะนำให้รู้จักกับม้าคู่ใจของเขา พลางบอกให้เด็กๆ ทักทายกับเจ้าดำเด็กๆ มองภามด้วยสายตาประหลาด ก่อนจะยอมกล่าวทักทายม้าตามที่เขาสั่ง หลังจากทั้งคนและม้าทำความรู้จักกันแล้ว ภามก็เทียมเกวียนเข้ากับม้าของเขา และช่วยเด็กๆ ปีนขึ้นไปนั่งบนเกวียน ก่อนที่ภามจะกระโดดขึ้นมานั่งบริเวณหน้าเกวียน เพื่อบังคับบังเหียนเช่นปกติ อามินที่อยู่บนเกวียนแล้วจึงรีบขยับตัวมานั่งข้างๆ ภาม เพื่อคอยบอกทิศทางไปที่บ้านของตนอย่างรู้หน้าที่ ณ หมู่บ้านเล็กๆ ไม่ไกลจากตัวเมืองบรรยากาศในหมู่บ้านเงียบสงบเหมือนหมู่บ้านแถบชนบททั่วไป แต่ภายในหมู่บ้าบกลับไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงามากนัก นานๆ ทีจึงจะพบต้นไม้ใหญ่สักต้นที่ใบแห้งร่วงหล่นลงมาเกือบหมด ผู้คนในหมู่บ้านส่วนมากสวมเสื้อผ้าเก่า เนื้อผ้าหยาบ คร่ำเคร่งกับการทำงานตามหน้าที่ของตน ลึกเข้าไปบริเวณเกือบท้ายหมู่บ้าน มีบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งที่ดูภายนอกแล้วไม่ได้ต่างอะไรจากบ้านหลังอื่นๆ ในหมู่บ้าน ไม่ได้ร่มรื่นหรือมีต้นใม้ใหญ่ แต่บริเวณรอบๆ บ้านถูกดูแลทำความสะอาดอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของผู้อยู่อาศัย ก๊อกๆๆ“ที่รัก ข้านำอาหารเย็นที่เหลือออกมาอุ่นให้ท่านเรียบร้อยแล้วนะเจ้าคะ”หญิงวัยกลางคน หน้าตาดูใจดี แม้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ แต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน กำลังเคาะประตูห้องเรียกคนในห้องให้ออกมาทานอาหารเช้า ซึ่งไม่นานก็มีชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำอย่างคนที่ทำงานใช้แรงงาน ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ เช่นกัน เดินออกมาจากห้อง “ขอบใจเจ้ามากเมมี่” ชายวัยกลางคนกล่าวขอบคุณ ขณะนั่งลงกินอาหารบนโต๊ะ“วันนี้ข้าจะเอาผ้าที่รับมาปักไปส่งที่คืนที่ร้านค้า น่าจะได้ค่าจ้างมา 5 เหรียญเงิน แล้วช่วงบ่ายจะเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่ามาขายนะเจ้าคะ” เมมี่ที่นั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามบอกชายตรงหน้า“ค่าแรงของข้าก็ออกวันนี้พอดี นี่พวกเราเก็บเงินได้เท่าไหร่กันแล้ว”“ผ่านมาหนึ่งปีกว่าแล้ว พวกเราเพิ่งจะมีเงินเก็บแค่ 1 เหรียญทอง กับ 63 เหรียญเงินเองเจ้าค่ะ” เมมี่กล่าวเสียงเศร้าๆ ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะหันสายตามองเลยไปยังภาพวาดที่ติดอยู่บนผนังบ้าน เป็นภาพวาดรูปคนสี่คน ลายเส้นไม่เหมือนจริง แต่กลับถูกใส่กรอบไม้อย่างดี ประดับไว้ในจุดที่มองเห็นได้ง่ายที่สุดในตัวบ้าน ทั้งสี่คนในรูป เป็นชายหญิงคู่หนึ่งยื่นอยู่ โดยมีเด็กชายหญิงอีกคู่ยืนคั่นอยู่ตรงกลาง ใต้รูปวาดของแต่ละคนมีชื่อเขียนกำกับไว้ด้วยลายมือยึกยืออย่างคนเพิ่งหัดเขียนหนังสือ ‘ท่านพ่ออลัน’ ‘ท่านพี่อามิน’ ‘แอนเน่’ ‘ท่านแม่เมมี่’“ไม่รู้ว่าตอนนี้เด็กๆ จะเป็นอย่างไรบ้างนะเจ้าคะ” เมมี่เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาในที่สุด“อามินเป็นเด็กฉลาด ต้องปกป้องน้องได้แน่ เราสองคนก็ทำหน้าที่ให้ดี รีบเก็บเงินไปไถ่ตัวลูกกลับมา” อลันกล่าว อย่างไม่แน่ในนักว่านี่เป็นคำกล่าวปลอบใจภรรยาหรือปลอบใจตนเองกันแน่“เจ้าค่ะ แต่ว่าพวกเราจะต้องเก็บเงินอีกเท่าไหร่จึงจะพอไถ่ตัวลูกๆ มาได้ล่ะเจ้าคะ”“ราคาทาสนั้นขึ้นอยู่กับการตกลงกับผู้ขาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กๆ ราคาไม่น่าจะเกิน 5-7 เหรียญทองนะ แต่อย่าลืมว่าเราต้องเก็บเงินเผื่อสำหรับจ้างนักเวทย์มาถอนมนต์สัญญาทาสด้วย” อลันอธิบายให้ผู้เป็ยภรรยาฟัง เมื่อเมมี่ได้ยินจำนวนเงินที่พวกเธอของใช้ในการไถ่ตัวลูกๆ ทั้งสอง แววตาก็ฉายความกังวลออกมาอย่างชัดเจน เนื่องจากเงินจำนวนไม่ต่ำกว่า 15-20 เหรียญทองนั้น ไม่รู้ว่าชาวบ้านระดับล่างอย่างพวกเธอต้องทำงานใช้แรงงานกี่ปีจึงจะเก็บเงินจำนวนนั้นได้ครบ “วันนี้งานข้าน่าจะเสร็จเร็ว เพราะเหลือแค่เก็บรายละเอียดบ้านหลังสุดท้าย หากกลับมาฟ้ายังไม่มืด ข้าจะซ่อมรอยรั่วของหลังคาในห้องครัวให้เอง” อลันกล่าวเปลี่ยนเรื่อง เนื่องจากไม่อยากให้บรรยากาศยามเช้าเศร้าไปมากกว่านี้ หลังจากจัดการมื้อเช้าตรงหน้าเรียบร้อยอลันก็แยกตัวไปทำงาน เมมี่ก็เก็บล้างจานชามให้เรียบร้อย ก่อนจะนำผ้าที่เธอรับมาปักลายไปส่งคืนที่ร้านรับจ้างหน้าหมู่บ้าน โดยไม่ลืมหยิบตะกร้าใบใหญ่สะพานขึ้นหลังไปด้วย เพื่อใช้ใส่สมุนไพรที่เธอจะไปเก็บมาขายในช่วงบ่าย