4ทุ่มกว่าแล้วที่แบรนดท์ซึ่งนั่งบอกข้อความตอบจดหมายและให้เธอจดตามหยุดกึกลงทั้งที่ยังไม่จบประโยคปากกาในมือของโจอันเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วบนหน้ากระดาษ
“คุณคงเพลียแย่” แบรนดท์เอ่ยขึ้น หมุนเก้าอี้กลับมามองเธอ “ทำไมคุณไม่เตือนให้ผมหยุดได้แล้วล่ะ?”
“ไม่เห็นจำเป็นี่คะ” โจอันตอบหักกระดูกนิ้วที่ปวดเมื่อยอย่างไม่ตั้งใจ
“ฟังจากเสียงลมแล้วรู้สึกว่าพรุ่งนี้เรายังจะมีเวลาอีกทั้งวันที่จะสะสางงานที่คั่งค้างให้เสร็จๆ ไปผมว่าตอนนี้เราเข้านอนกันก่อนดีกว่า”
ในที่สุดนาทีระทึกใจที่โจอันประหวั่นอยู่ตลอดมานับั้แ่เวลาบ่ายจนค่ำก็มาถึงแล้วไม่จำเป็จะต้องพูดถึงว่าทั้งสำนักงานมีเก้าอี้นวมยาวอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้นซึ่งก็อยู่ในห้องทำงานของแบรนดท์เธอรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าตามมารยาทแล้วเขาจะต้องเสียสละให้เธอนอนที่นั่นแต่โจอันก็ยังมิได้ตัดสินใจว่าควรจะปฏิเสธและยืนยันให้เขาเป็คนใช้มันหรือถ้าเป็ไปในทางตรงกันข้ามเธอก็รู้ว่าคงจะหลับตาไม่ลงแน่
“เป็ไง พร้อมที่จะถกเถียงหรือยังล่ะ?” เสียงแบรนดท์ถามขึ้น
“เื่อะไรคะ?” เธอสูดลมหายใจแรงๆ
“ก็เื่ที่ว่าใครจะเป็คนนอนในเก้าอี้นวมในห้องผมน่ะสิ” เขาตอบหน้าตาเฉย“ผมรู้ว่าเราจะนั่งหลับบนเก้าอี้ก็ได้เพื่อเป็การตัดปัญหาแต่แม่จะไม่มีวันยกโทษให้ผมแน่ถ้าผมไม่ให้คุณนอนที่เก้าอี้นวมนั่น”
“เอ้อ...จริงๆ แล้วฉัน...” โจอันเอ่ยพร้อมกับยกมือขึ้นประกอบคำพูด
“ผมว่าคุณนอนได้ แล้วก็จะนอนหลับแบบนกนั่นด้วย” น้ำเสียงเรียบๆเหมือนจะตัดบทในคำพูดที่ค้างอยู่ “ถ้างั้นก็ถือเสียว่าเป็คำสั่งจากเ้านายก็แล้วกันเลขาฯที่ดีน่ะเขาไม่ขัดคำสั่งเ้านายหรอก”
ในน้ำเสียงนั้นแฝงแววเยาะอยู่โจอันถอดแว่นสายตากรอบกระออก สบดวงตาคู่สีฟ้าเข้ม ที่แฝงแววขบขันอย่างผู้ดีไว้มันทำให้เธอต้องหน้าแดงขึ้นมาอีก สายตาที่จ้องมองมาทำให้เธอต้องหลบตาลง
“ก็ได้ค่ะ คุณไลอ้อน” มันเป็คำตอบที่ไม่ได้เต็มใจเลย
“ผมยินดีมาก คุณซอมเมอร์ส”
นิ้วมือที่แข็งแรงกระชับลงบนเท้าแขนเก้าอี้ขณะที่แบรนดท์ดึงร่างตัวเองขึ้นนั่งความตึงของกล้ามเนื้อบอกให้รู้ว่าเขาเองก็เพลียอยู่ไม่น้อยจากการที่ต้องทำงานมาแล้วทั้งวันโจอันอดลอบมองเรือนร่างล่ำสันตรงหน้าไม่ได้ แบรนดท์ ไลอ้อน น่าจะสูงประมาณ 6 ฟุต 2นิ้วซึ่งทำให้แผงอกดูไม่กว้างเท่าที่เป็จริง
ระหว่างเดือนในฤดูร้อน แบรนดท์จะใช้เวลาอยู่ในสำนักงานไม่มากนักและตลอด่เดือนแห่งฤดูหนาวอันยาวนาน มันก็มิได้ช่วยให้ผิวที่คล้ำด้วยแดดลมเนื่องจากต้องออกไปควบคุมงานก่อสร้างในหลายๆ แห่งให้จางลงได้เท่าใดนัก ความทระนงความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนประทับอยู่บนใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม และในดวงตาคมกริบปานตาเหยี่ยวอย่างเห็นได้ชัด
และราวกับจะรู้ได้ว่าเธอกำลังลอบมองเขาอยู่แบรนดท์จึงหันขวับมาเลิกคิ้วเป็เชิงถามซึ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวแรงขึ้นเมื่อสบสายตาคู่นั้นเพื่อเป็การปกปิดความว้าวุ่นของอารมณ์ไว้โจอันจึงพลิกสมุดจดชวเลขที่ถืออยู่ในมือเล่น แสร้งทำเป็อ่านข้อความในนั้นอยู่
“นั่นคุณทำอะไรน่ะ คุณซอมเมอร์ส?”
เธอกลืนก้อนแข็งๆที่ขึ้นมาดันอยู่ในลำคอก่อนที่จะตอบด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า
“ตั้งใจว่าจะพิมพ์จดหมายทั้งหมดนี่เสียก่อนั้แ่ยังจำสดๆ ร้อนๆ อยู่ในสมองได้น่ะค่ะ”
“เอาไว้พรุ่งนี้เช้าเถอะ” แบรนดท์โบกมืออย่างไม่เห็นด้วย“ถ้าถึงตอนนั้นแล้วคุณเกิดไม่เข้าใจอะไรขึ้นมาก็ยังถามผมได้แล้วยิ่งกว่านั้น...” มุมปากหยักขึ้นเป็รอยยิ้ม“ผมว่าคุณอ่านชวเลขนั่นไม่เห็นหรอกเพราะแว่นตาคุณยังวางอยู่บนตักเลย”
โจอันรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้ารีบปิดสมุดโน้ตลงความรีบร้อนทำให้ดินสอที่ถืออยู่ในมือหลุดกลิ้งไปตกอยู่ตรงปลายเท้าเขาพอดียิ่งทำให้เธอรู้สึกขัดเขินเหมือนเด็กนักเรียนสาวๆ ที่ทำผิดรีบรับมันมาจากมือของแบรนดท์ ไม่กล้าพอที่จะเงยขึ้นสบตาที่ฉาบอยู่ด้วยแววหัวเราะขณะที่เธอตั้งใจจะเดินไปในห้องทำงานที่ติดกันก็พอดีกับมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“ผมรับเอง คุณซอมเมอร์ส” เขาบอกหางเสียงคล้ายจะเอาใจเธออยู่
ประตูที่เปิดติดต่อระหว่างห้องทั้งสองมิได้ปิดสนิทนักและความเงียบในสำนักงานทำให้เสียงพูดของแบรนดท์ดังก้องเข้ามาถึงห้องชั้นใน
หลังจากที่มีการทักทายกับผู้ที่อยู่ทางปลายสายแล้วน้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไปราวจะปลอบโยนอยู่ในที
“คุณก็คงเห็นอยู่แล้วนะว่าคืนนี้ผมเห็นจะไปตามนัดไม่ได้หรอกแองเจล่าไม่ใช่ผมจะไม่พอใจที่หิมะมันเกิดตกลงมาตอนนี้แล้วก็ได้มีโอกาสไปติดอยู่ที่อพาร์ตเม้นท์ของคุณหรอกน่า”
ภาพของสาวสวยร่างระหงเรือนผมสีบลอนด์ผุดขึ้นในความคิดของโจอันและอิทธิพลของมันก็ถึงกับทำให้กล้ามเนื้อในช่องท้องหดตัวลงในทันทีทันใดผู้หญิงคนนั้นกับชื่อของเธอช่างเหมาะสมกันอย่างที่สุดเธอได้ยินเสียงหัวเราะที่บอกถึงอำนาจรานรุกดังขึ้นเบาๆ เมื่อแบรนดท์พูดประโยคนั้นจบลงโจอันเดินกลับไปที่ประตูอย่างรวดเร็วดึงบานประตูให้ปิดสนิทลงก่อนที่ตัวเองจะต้องตกเป็ทาสของความริษยา
เธอพยายามหางานใส่มือด้วยการทำความสะอาดที่เขี่ยบุหรี่ ลงมือจัดโต๊ะทำงานที่เรียบร้อยอยู่แล้วเสียใหม่จนเมื่อแสงไฟบนหน้าปัดเครื่องโทรศัพท์บนโต๊ะดับวูบลงซึ่งเป็สัญญาณว่าการสนทนาได้ยุติลงแล้วและในครู่ต่อมาบานประตูห้องทำงานของเขาก็เปิดออก แบรนดท์เดนออกมา
“ผมยกห้องทำงานให้นะ คุณซอมเมอร์ส” เขาพูดพร้อมกับวาดมือไปรอบๆ“แต่น่ากลัวว่าคุณจะต้องใช้เสื้อคลุมแทนหมอนเสียแล้วล่ะเพราะบนเก้าอี้นั่นไม่มีหมอน”
โจอันพยักหน้ารับอย่างสะทกสะเทิ้นก่อนจะเดินไปที่เสาแขวนเสื้อคลุมและหยิบเสื้อคลุมขนเฟอร์ลงมาพันตัวอยู่ราวจะใช้มันเป็เกราะกำบังเธอรู้อยู่ว่ามันเป็การกระทำที่ไม่เข้าท่าเลยคำพูดของแบรนดท์ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่มีความจำเป็อะไรที่เธอจะต้องป้องกันตัวถึงขนาดนั้น
เมื่อเธอเอื้อมไปเปิดประตูห้องทำงานของเขาออกนั้นโจอันก็อดที่จะเหลียวกลับไปมองแบรนดท์อีกครั้งไม่ได้เขาสบสายตาที่แฝงความยุ่งยากใจอยู่แวบหนึ่งก่อนที่จะเดินอ้อมโต๊ะทำงานของเธอไปทรุดตัวลงบนเก้าอี้ที่นั่ง
“ราตรีสวัสดิ์นะ คุณซอมเมอร์ส” แบรนดท์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเท่ากับเป็การตัดบท มิให้ต้องมีการโต้แย้งใดๆ เกิดขึ้นเกี่ยวกับเื่ที่นอนอีก
“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” โจอันตอบด้วยน้ำเสียงที่แทบจะไม่มั่นใจเอาเสียเลย
เมื่อประตูห้องทำงานปิดสนิทลงเธอก็เดินละล้าละลังไปยังเก้าอี้นวมตัวยาว สูดลมหายใจลึกพับเสื้อคลุมเพื่อใช้แทนหมอนให้เข้ารูปอีกครั้งถอดรองเท้าที่สวมอยู่ออกเสื้อแจ๊กเก๊ทสีเขียวมะกอกถูกถอดออกวางพาดไว้กับพนักเก้าอี้ก่อนที่เธอจะปลดเข็มปักผมออกจากมุ่นมวยเปิดปากหาวเบาๆ
ด้วยความเชื่อว่าการหาวคือสัญญาณของความง่วงโจอันจึงเดินไปดับสวิตช์ไฟที่อยู่เหนือศีรษะลง ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดทันทีและเธอก็ค่อยๆ คลำทางกลับมายังเก้าอี้นวม พร้อมกับเอนร่างลงนอน
ความมืดและความว่างเปล่าของผู้คนในตัวอาคารรายล้อมเธออยู่เสียงลมจากภายนอกดูจะอื้ออึงขึ้นกว่าในตอนแรก กระทบกระจกหน้าต่างอยู่กราวๆเสียงเก้าอี้ในห้องทำงานของเธอดังลั่นขึ้น ซึ่งโจอันพอจะเดาได้ว่าแบรนดท์คงจะขยับตัวเพื่อให้อยู่ในท่าที่สบายกว่า
เป็เวลากว่าชั่วโมงที่อาการตื่นตัวของเธอค่อยสงบลงความง่วงงุนเริ่มเข้ามาแทนที่แต่กระนั้นก็มิได้หมายความว่าเธอจะพักผ่อนได้อย่างเต็มที่เพราะฝันร้ายได้เข้าครอบงำทันทีที่เธอเข้าสู่ภวังค์
ในฝันนั้น เธอกำลังกกกอดร่างของเอ็ดโทมัส ไว้ อ้อนวอนอย่าให้เขาส่งเธอไปไหนมีเสียงสิงโตคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวอยู่ทางเื้ัแต่เอ็ดก็ยังยืนยันว่าเ้าสิงโตตัวนั้นมัน้าเธอและพยายามผลักไสเธอให้เข้าไปหามัน
เมื่อเธอพยายามจะหลบหนีให้พ้นจากกรงเล็บที่ตะปบลงมาเสียงคำรนคำรามของมันก็ยิ่งทำให้เธอตระหนกอกสั่นยิ่งขึ้น ขณะที่เธออยู่ในกรงเล็บของมันนั้นเ้าสิงห์ร้ายเหมือนจะไม่คิดทำอันตรายอะไร แต่พอเธอขยับตัวจะหนีกรงเล็บที่ทรงพลังก็จะตะปบรั้งร่างเธอกลับ ดวงตาสีฟ้าเข้มคมปลาบของมันจรดจ้องเธอไว้ไม่ยอมให้หนีไปไหนได้
ความตระหนกที่ว่าตัวเองไม่อาจจะหลบหนีไปให้พ้นจากกรงเล็บที่จับเธอไว้ทำให้โจอันถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว “ตื่นขึ้นสิ...เราแค่ฝันไปเท่านั้น” เธอพยายามบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ความหนาวเยือกเย็นก็มิได้จางลงเลย ในที่สุดเธอก็เผยอเปลือกตาขึ้นพยายามเพ่งสายตาไปในความมืดมิดที่ปกคลุมห้องนั้นไว้พยายามปรับระดับสายตาให้เข้ากับความมืด เพื่อจะขจัดฝันร้ายให้หมดสิ้นไป