“เมธา เอกสารตรงนี้เอาไปแก้ใหม่ด้วย”
“แต่ผมเพิ่งแก้เอกสารนี้เสร็จเมื่อกี้เองนะครับ”
“นี่ ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไง ฉันบอกให้เอาไปแก้ใหม่ก็แก้ใหม่ไปสิ!” ณรงค์ตะคอกใส่เมธาเสียงดังแล้ววางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของเมธาอย่างแรงก่อนที่จะเดินฮึดฮัดจากไป
ปุ้งกี๋ที่กำลังเดินหอบเอกสารมาวางที่โต๊ะของเมธาก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย เธอวางเอกสารลงบนโต๊ะแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเมธา
“เมธา เมื่อกี้เกิดเื่อะไรขึ้นงั้นเหรอ”
“คุณณรงค์เอาเอกสารมาให้ผมแก้ใหม่อีกแล้วน่ะครับ”
“ไหนฉันขอดูเอกสารหน่อยสิ” ปุ้งกี๋พูดพร้อมกับแบมือรับเอกสารต่อจากมือของเมธา
“อะไรกัน เอกสารที่เมธาทำก็ถูกต้องหมดแล้วนี่ คุณณรงค์จะให้แก้อะไรอีก นี่มันแกล้งกันชัด ๆ” ปุ้งกี๋พูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เมธาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วจัดการเปิดเครื่องคอมฯ เพื่อแก้เอกสารทั้งหมด
“เฮ้อ...เมธาลูกรักของฉันช่างน่าสงสารจริง ๆ เดี๋ยวเอกสารพวกนี้ฉันช่วยทำนะ” ปุ้งกี๋ลูบผมเมธาด้วยความเอ็นดู
“ขอบคุณครับ...”
วันเวลาผ่านไปณรงค์เริ่มให้งานกับเมธาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าเมธาจะทำงานออกมาดีขนาดไหนก็ถูกณรงค์ตำหนิให้กลับมาแก้ใหม่ทุกครั้ง จนกระทั่งเย็นของวันหนึ่งณรงค์ก็หอบแฟ้มเอกสารนับสิบเล่มราวกับว่าแฟ้มเอกสารทั้งหมดนี้เป็งานของพนักงานทุกคนมาวางไว้ที่โต๊ะของเมธา
“ทำทั้งหมดให้เสร็จทันเช้าของวันพรุ่งนี้”
เมธากะพริบตาปริบ ๆ มองแฟ้มเอกสารที่สูงราวกับูเาไปครู่หนึ่งพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“คุณณรงค์ครับ แต่งานพวกนี้มัน…”
“ถ้าหากงานแค่นี้ยังทำไม่ได้ก็ลาออกไปซะ” ณรงค์กอดอก มองเมธาด้วยสายตาที่เกลียดชัง
“...รับทราบครับ”
พอได้ยินคำขานรับออกจากปากของเมธา ณรงค์ก็รู้สึกพอใจจนแสยะยิ้มออกมาแล้วเดินออกจากห้องพนักงานไป
“ถึงแม้ว่าฉันจะทำงานได้คล่องแล้วก็จริง แต่แบบนี้มัน...ก็เยอะเกินไป” เมธาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า เขาหยิบแฟ้มเอกสารเล่มแรกลงมาจากกองแฟ้มแล้วเริ่มจัดการทำงานต่อ
ทันใดนั้น สายตาของเมธาก็เหลือบไปเห็นฟงที่กำลังทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ตรงมุมห้องพร้อมกับมือที่ถือถุงข้าวกล่อง
“อ้าว ฟงนี่ก็เย็นแล้ว ทำไมไม่กลับบ้านล่ะ” เมธาะโเรียกชื่อฟงเสียงดัง
“ชู่วว!”
ทันใดนั้น ฟงก็สะดุ้งเฮือกยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ปากของตนเป็สัญลักษณ์บอกให้เมธาเงียบ ซึ่งเ้าตัวก็รีบหุบปากตามฟงโดยเร็ว ฟงมองซ้ายมองขวาไปสามครั้งก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ
“เฮ้อ ดีนะที่คุณณรงค์กลับแล้ว”
ฟงเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างเมธาแล้ววางข้าวกล่องลงบนโต๊ะ เขามองกองแฟ้มที่หนาเตอะไปพักใหญ่ด้วยความตะลึง
“นี่มันงานของพนักงานทั้งฝ่ายบัญชีหรือไงกัน!”
“ยังไงก็ต้องทำให้เสร็จทันเช้าของวันพรุ่งนี้”
“อะไรนะ ให้ทันเช้าของวันพรุ่งนี้?! คุณณรงค์เคี่ยวเข็ญเื่งานกับนายมากเกินไปแล้ว” ฟงพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนที่จะหยิบข้าวกล่องออกมาจากถุงแล้วยื่นไปทางเมธา
“ดีนะที่เราซื้อข้าวกล่องมาด้วยพอดีเลย งั้นงานพวกนี้เราจะช่วยนายทำนะ” ฟงยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเมธา
เมื่อได้ยินอย่างนั้นหัวใจของเมธาก็พองโตขึ้นทันใด “ขอบคุณนะ”
“หวา ฉันลืมหยิบเอาลิปสติกตัวโปรดออกมาจากห้องทำงานได้ไงเนี่ย จริง ๆ เลยยัยบ๊องเอ๊ย” ปุ้งกี๋ยกมือขึ้นเขกหัวตัวเองเบา ๆ แล้วก้าวเท้าเดินออกจากลิฟต์ แต่พอเธอเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังคุยกันพลางรับประทานข้าวด้วยกันอย่างมีความสุขเธอก็รีบหลบไปอยู่มุมห้องโดยเร็ว
ทันใดนั้น ปุ้งกี๋ก็ยกมือขึ้นทาบลงที่อกของตนแล้วยิ้มออกมาอย่างกรุ้มกริ่ม “ฉันว่าวันนี้ฉันควรใช้ลิปสติกอันอื่นแทนไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเอาใหม่ก็แล้วกัน”
เวลาตีหนึ่งของวันใหม่
เมธาบิดี้เีไปด้านหลังด้วยความเหนื่อยล้า ในที่สุดเขาก็ทำงานเสร็จ เมธาจัดการเก็บแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะให้เรียบร้อย พอเขาหยิบแฟ้มเล่มสุดท้ายขึ้นก็เห็นฟงกำลังนอนฟุบโต๊ะราวกับเด็กน้อยที่หลับสนิท
เมธาวางเอกสารลงบนโต๊ะเบา ๆ แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ฟง ใช้มือปัดเส้นผมที่ปรกหน้าของฟงออกด้วยใจที่เต้นระรัว เมธาจ้องมองใบหน้าขาวเนียนละเอียดของฟงไปพักใหญ่ก่อนที่จะคลี่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“ขอบคุณนะฟง ถ้าเราไม่ได้นายงานวันนี้คงเสร็จไม่ทันจริง ๆ…อึก!”
ทันใดนั้น อาการปวดหัวของเมธาก็กำเริบขึ้นอีก แต่ครั้งนี้หนักกว่าครั้งไหน ๆ ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างในหัวกำลังจะบีบสมองของเขาให้แตก เมธาพยายามตั้งสติแล้วหยิบกระเป๋าขึ้นมาเปิดควานหายาระงับประสาท
ขณะที่เมธากำลังจะหยิบยาเข้าปาก ทันใดนั้นภาพของชายปริศนาก็ปรากฏให้เขาเห็นอยู่ตรงมุมโต๊ะ พอชายคนนั้นไอออกมาอย่างแรงก็ยิ่งทำให้เมธาปวดหัวอย่างหนักจนเข่าแทบทรุดลงกับพื้น
‘นายอีกแล้วเหรอ!’
ไม่รอช้าเมธาก็หยิบยาเข้าปากแล้วรีบดื่มน้ำตามโดยเร็ว เขาหลับตาไปสักพักหวังให้อาการดีขึ้น แต่เหมือนโชคจะไม่เข้าข้าง เพราะยิ่งเมธาหลับตานานเท่าไหร่ อาการปวดหัวของเขาก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก
‘อะไรกัน ยาก็กินแล้ว ทำไมยังไม่หาย ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว!!’
เมธากลัวว่าฟงจะตื่นเขาจึงพยายามกลั้นเสียงร้องของตนไม่ให้เล็ดลอดออกมา แต่แล้วเขาก็ทนไม่ไหวจึงรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินถอยห่างออกจากตัวฟงโดยเร็วและร้องโอดโอยเสียงเบา
ไม่นานนักอาการปวดหัวของเมธาก็ค่อย ๆ หายไป ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่จะเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ข้างฟง แต่แล้วอาการปวดหัวของเขาก็กำเริบขึ้นอีก
‘บ้าน่า?!’
เมธาลองเดินเข้าไปใกล้และถอยห่างจากตัวฟงไปห้าครั้งจึงแน่ใจได้อย่างชัดเจนแล้วว่าถ้าหากเขาเข้าใกล้ฟงเมื่อไหร่ อาการปวดหัวของเขาก็จะกำเริบขึ้นทันที
‘อาการปวดหัวบ้า ๆ นี่มันอะไรกัน?!’ เมธามองฟงด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดพร้อมทั้งหายใจหอบถี่ระรัวเสียงดังจนฟงที่กำลังนอนอยู่เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะอย่างสะลึมสะลือ
“เมธา...นายเป็อะไรหรือเปล่า”
“ปะ...เปล่า งานทั้งหมดก็เสร็จหมดแล้ว ขอบคุณนะที่ช่วย เรากลับกันเถอะ” เมธาพูดน้ำเสียงเรียบด้วยแววตาหม่นหมอง พอเมธาเก็บของลงใส่กระเป๋าเสร็จก็รีบเดินออกจากห้องไปทันที ปล่อยให้ฟงที่เพิ่งตื่นนอนนั่งเกาหัวด้วยความมึนงงอยู่ภายในห้องคนเดียว
เช้าวันต่อมา
“อรุณสวัสดิ์เมธา งานที่ส่งให้คุณณรงค์เป็ยังไงบ้าง” ฟงที่ยืนอยู่หน้าออฟฟิศของณรงค์ พูดทักทายเมธาอย่างร่าเริง
“ก็เรียบร้อยดี” เมธาตอบฟงอย่างห้วน ๆ แล้วกุมขมับตนรีบเดินผ่านฟงไปโดยเร็ว พอฟงเห็นอย่างนั้นก็อ้าปากค้างด้วยความสงสัยในท่าทางที่แปลกไปของเมธา
วันเวลาผ่านไปเกือบสองสัปดาห์ที่เมธาและฟงแทบไม่ได้คุยกัน ยามที่พวกเขาเดินผ่านกันเมธาก็จะทำเป็เมินเฉยกับฟงอยู่เสมอ ทำให้ฟงรู้สึกอึดอัดใจเป็อย่างมาก
จนกระทั่งเย็นของวันหนึ่ง ณ ใต้อาคารไร้ผู้คน เมธากำลังยืนเลือกน้ำในตู้กดน้ำอัดลมอยู่คนเดียว พอฟงเห็นโอกาสก็รีบเดินไปใกล้เขา
“เมธา ่นี้นายไม่ค่อยสบายเหรอ” ฟงพูดด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
เมธาชำเลืองตามองมาที่ฟง “เปล่า แค่เครียดนิดหน่อย”
“นายเครียดเื่งานใช่ไหม”
“เปล่านี่” เมธาพูดเสียงต่ำ
“แล้วนายเครียดอะไรกันแน่ล่ะ ทำไมนายเครียดอะไรไม่เคยบอกเราเลย ทั้งที่ตอนเด็ก ๆ เรากับนายเคยให้สัญญากันไว้ว่าจะไม่ปกปิดอะไรกัน”
พอเมธายืนใกล้ฟงนาน ๆ ทั้งได้ฟังคำถามมากมายจากคนตรงหน้า เขาก็เริ่มมีอาการปวดหัวขึ้นจนต้องกุมขมับแน่น เขาจึงตะคอกออกมาเสียงดังโดยไม่ทันคิด “นายเลิกยุ่งกับเราสักทีจะได้ไหม! บางเื่นายก็ไม่ควรรู้ ถึงเราบอกไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก!”
ผัวะ!
เมื่อโดนหมัดกระแทกเข้าตรงมุมปาก ใบหน้าของเมธาก็หันไปตามแรงที่ส่งมาทันใด เขาชะงักไปพักหนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นแตะมุมปากของตนที่มีเืไหลออกมา
“เืบ้าของนายจะได้ออกมาซะบ้าง!…เราก็แค่เป็ห่วงนาย...เมธา...เราไม่อยากให้นายเครียดเก็บกดอยู่คนเดียวเหมือนเมื่อก่อน...แต่ถ้านาย้าอย่างนั้น เราก็จะไม่ยุ่งกับนายอีก!”
ฟงเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ แล้วรีบวิ่งออกจากใต้อาคารไปอย่างรวดเร็ว
“นี่ฉันทำอะไรลงไป...”
นับั้แ่วันนั้นฟงและเมธาก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย ส่วนฟงกับณรงค์ก็ดูเหมือนจะคุยกันมากขึ้น บางครั้งฟงก็ยิ้มให้กับณรงค์ จนทำให้เมธารู้สึกใจบีบกระตุกทุกครั้งยามที่เห็นฟงยิ้มให้กับณรงค์ ในทุก ๆ วันเมธาจะคิดแต่เื่ของฟงจนมักเหม่อลอยในยามทำงาน
“พ่อหนุ่มเมธาเป็อะไรหนอ เดี๋ยวนี้สีหน้าไม่ค่อยสดชื่นเลยนะ” ปุ้งกี๋เดินมานั่งข้างเมธา
ขณะที่เมธากำลังจะอ้าปากตอบ ปุ้งกี๋ก็กล่าวถามต่อด้วยความอยากรู้ “ทะเลาะกับแฟนเหรอ”
“เอ๋! เข้าใจผิดแล้ว ผมยังไม่มีแฟนครับ” เมธาเบิกตากว้างด้วยความใ
“งั้นเหรอ...อืม...” ปุ้งกี๋ส่งเสียงในลำคอพร้อมทั้งลูบคางมนตัวเองแล้วมองเมธาราวกับอ่านใจออก
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอมีปัญหาอะไร แต่ฉันขอบอกไว้เลยว่าให้เธอรีบทำตามหัวใจตัวเองก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
พอได้ยินอย่างนั้นเมธาก็สะดุ้งเฮือกทันใด เขาจึงขานรับออกมาเสียงเบา “...ครับ”