ในคฤหาสน์ตระกูลจ้าว เมืองหลวงอันกว้างใหญ่ของแคว้นฉิน แสงยามบ่ายฉายลอดบานหน้าต่างตกลงบนพื้นห้องนอนของจ้าวเฟิง คุณชายผู้สืบทอดเพียงผู้เดียวของตระกูงเ้า
เขานอนซมอยู่บนเตียงไม้เนื้อดี ร่างกายอ่อนแอจากอาการป่วยที่รุมเร้ามาหลายวัน ใบหน้าซีดเผือด หายใจแ่เบา ดวงตาคู่สวยที่เคยคมกริบกลับพร่าเลือนด้วยความอ่อนล้า
ห้องด้านข้างที่มีเพียงผนังบาง ๆ กั้นขวาง เสียงครางกระเส่าและเร่าร้อนดังสะท้อนก้องมาไม่ขาดสาย
เสียงนั้นลอยมาจากห้องนอนของจ้าวต้วน บิดาของจ้าวเฟิง และบรรดา สตรีสาวที่เขาเรียกในใจด้วยความเหยียดหยามว่า “นางบำเรอ”
ท่ามกลางความเงียบขอจวน เสียงทุ้มต่ำของบิดาดังขึ้นเป็จังหวะ
“อืม… อ้า…”
ปะปนกับเสียงหวานแหลมของนางที่ครวญครางอย่างโหยหวน
“อ๊ะ… นายท่าน… ข้า… ข้าไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ…”
เสียงนั้นดังชัดเจนราวกับผนังไม้บาง ๆ ไม่มีตัวตน ตามมาด้วยเสียงเนื้อกระทบกันหนักหน่วง
“ปัก ๆ ปัก ๆ”
และเสียงหายใจหอบถี่ของทั้งคู่ที่ดังสลับไปมา
“ฮะ… ฮึก… อ๊าา…”
บางจังหวะ เสียงของสตรีเ่าั้ปลี่ยนเป็ครางยาวที่เต็มไปด้วยความเสียวซ่าน
“นายท่าน… ลึกกว่านี้สิเ้าค่ะ… อ๊าย…”
ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของนางที่เจือด้วยความยั่วยวน
ส่วนจ้าวต้วนตอบกลับด้วยเสียงคำรามต่ำ
“อึก… เ้าช่าง… เร่าร้อนยิ่งนัก…”
เสียงเตียงไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดสอดรับกับจังหวะเร่งเร้าของทั้งสอง
“กึก ๆ กึก ๆ”
ราวกับมันกำลังจะพังทลายลงภายใต้แรงกระแทกอันดุเดือด เสียง
ทั้งหมดนี้แทรกซึมเข้ามาในโสตประสาทของจ้าวเฟิงไม่หยุดหย่อน
เขากำผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ฟันขบแน่นด้วยความขยะแขยงและโทสะที่เดือดพล่านในอก
เสียงเหล่านี้ไม่เพียงแค่รบกวนการพักผ่อนของเขา แต่ยังตอกย้ำภาพความชิงชังที่เขามีต่อบิดาและนางจิ้งจอกเ้าเล่ห์ผู้นั้นอย่างไม่มีวันลบเลือน
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และจ้าวเฟิงรู้ดีว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เขาเกลียดบิดา เกลียดที่ท่านทิ้งมารดาผู้ล่วงลับของเขาไปหานางจิ้งจอกเ้าเล่ห์ผู้นั้น เกลียดที่ท่านมองข้ามเขา ลูกชายคนเดียว เพื่อหลงใหลในนางผู้หิวโหยอำนาจ
ท่ามกลางความโกรธเกรี้ยวและอาการป่วยที่ทวีคูณ ประตูห้องถูกผลักเปิดเบา ๆ เสียงฝีเท้าค่อย ๆ เข้ามาใกล้
จ้าวเฟิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเหนื่อยล้า ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเขียวเข้มขลิบทอง ใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบราวพญาเหยี่ยว
เขาคือหลิวหยาง หมอหลวงคนใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลขุนนางชั้นสูงในเมืองหลวง
กลิ่นหอมใบยาสมุนไพรฉุนเข้มลอยฟุ้งพร้อมตัวเขา
ขณะที่เขาวางกล่องยาไม้ลงข้างเตียง จ้าวเฟิงสังเกตเห็นสายตาของหลิวหยางที่กวาดมองรอบห้องอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของเขา
“ข้าจะขอตรวจอาการคุณชาย”
เสียงของหลิวหยางนุ่มทุ้ม แต่แฝงด้วยความหนักแน่น เขายื่นมือมาจับข้อมือของจ้าวเฟิงเพื่อตรวจชีพจร
นิ้วเรียวยาวััผิวของเขาด้วยความเย็นเยียบ
จ้าวเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ขัดขืน
จ้าวเฟิงได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ จากทางเดินนอกห้อง
ประตูถูกผลักออกอีกครั้ง และเงาร่างอรชรของแม่เลี้ยงก็ปรากฏขึ้น นางสวมชุดผ้าไหมสีแดงเข้มที่รัดรูปโชว์ส่วนเว้าส่วนโค้ง ใบหน้างามหยาดเยิ้มประดับด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“หมอหลิว ข้ามาดูอาการขอคุณด้วยตัวเอง”
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยด แต่สายตาที่ส่งไปยังหลิวหยางกลับเต็มไปด้วยนัยยะที่จ้าวเฟิงเข้าใจดี เขากัดฟันแน่น มองเห็นสายตาของแม่เลี้ยงที่จับจ้องหมอหลวงราวกับนางกำลังประเมินเหยื่อรายต่อไป
“อีกไม่นานหมอหนุมผู้นี้คงเสร็จแม่เลี้ยงแน่”
เขาคิดในใจ ความขยะแขยงพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง
หลิวหยางหันไปมองนางแวบหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉยราวไม่สะทกสะท้าน
“ขอบคุณที่เป็ห่วง แต่อาการของคุณชายจ้าวอยู่ในความดูแลของข้าแล้ว”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเ็า ก่อนจะหันกลับมาสนใจจ้าวเฟิงต่อ มือของเขายังคงจับข้อมือของคุณชายจ้าวอยู่ ตรวจชีพจรอย่างตั้งใจ
แม่เลี้ยงของจ้าวเฟิงยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เตียง
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะฝากคุณชายไว้กับหมอหลิวละกัน”
นางเอ่ยพลางส่งสายตาหวานเยิ้มไปยังหลิวหยางอีกครั้ง แล้วจึงผละจากไป ทิ้งกลิ่นหอมจาง ๆ ของถุงกำยานข้างกาย ไว้ในอากาศ
จ้าวเฟิงมองตามหลังนางด้วยสายตาเ็า ก่อนจะหันกลับมามองหลิวหยางที่ยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง