ใต้เท้าจีกงหัวเราะ ในความเป็จริงแล้วท่านเพียงมองการณ์ไกล หวังสงบศึกระหว่างเทพกับปีศาจ หากมารดาพยัคฆ์คาบข่าวเื่หยกพันปีไปบอกพรรคพวกเสียว่ามันไม่ได้อยู่ที่เกาะเทพอุดร เหล่าเทพยังต่อสู้อย่างเต็มกำลังเพื่อช่วยเหลือเ้าพยัคฆ์ตัวน้อย เทพอู่เฉินอาจไม่ต้องวุ่นวายกับงานสู้รบ ไปอีกพักใหญ่ ๆ
"เ้าตัวเล็กอยากอยู่วิ่งเล่นในเรือนข้าไหมเล่า ท่านแม่ของเ้าจะได้ไปจัดการธุระกงการเสียให้เรียบร้อย"
"ไม่... ข้าจะไปกับท่านแม่"
"เ้าไม่ได้เป็ใบ้หรอกหรือ? ข้านึกว่าท่านแม่ของเ้าไม่ได้สอนให้เ้าพูดเสียอีก"
พยัคฆ์อัคคียังตัวเล็กนัก มันอ่อนต่อโลกเกินกว่าจะติดตามมารดาของมันไป และสัญชาตญาณของสัตว์อสูรเติบโตด้วยตัวของมันเอง
"ต่อแต่นี้ไป เ้าต้องเอาตัวรอดด้วยตัวของเ้า ไม่มีแม่คอยคุ้มกันภัยอีก พวกเราเหล่าอสูรเป็เช่นนี้ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ไร้ซึ่งความผูกพันใด ๆ" พูดจบ ผู้เป็แม่เพียงเดินไป ปล่อยลูกน้อยไว้ในเรือนใต้เท้าจีกง
มันไม่แม้แต่จะกอดลาลูกด้วยซ้ำ หันมาคำรามลั่นเมื่อบุตรชายวิ่งตามหลังมัน ในความหมายว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ตามไป มันจะถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่ มิใช่ว่ามารดาโกรธมันเพราะทำตัวซุกซน แต่นี่เป็สัญชาติของอสูรและปีศาจ พวกมันแตกต่างจากเทพโดยสิ้นเชิง
ในสายตาของเทพอู่เฉิน มารดาพยัคฆ์อัคคีไม่ต่างจากมารดาของเขาสักเท่าไร วันที่นางจากไปก็พูดเช่นนี้ ลาก่อนลูกชาย เ้าต้องอยู่ด้วยตัวของเ้าเอง ถึงมารดาปีศาจจะไม่ได้ทิ้งเขาไปจริง ๆ นางยังคงเหลือเยื่อใยต่อเขา กระทั่งบุตรชายได้ไปฝึกตนถึงเทวโลกชั้นฟ้า ได้รับความเมตตาเอ็นดูจากเหล่าเทพ กลายเป็เขาเสียเอง ไม่อยากจะพบนาง
"ข้าขอ ๆ!" เสียงแหบพร่าะโ อาเป้ยเดินกระย่องกระแย่งมาคว้าเ้าตัวเล็กขึ้นอุ้ม มันพยายามดิ้นรนจากอ้อมแขนเล็ก ๆ ด้วยความโศกเศร้าอาลัยอยากตามมารดาของมันไป แม้รู้ดีว่าสี่เท้าที่เหยียบย่างไปพร้อมเปลวไฟสีน้ำเงินหมายความว่าคำไหนคำนั้น
"ข้าชอบเ้าตัวเล็กนี่เหลือเกินใต้เท้า ข้าเกรงว่าเรือนท่านจะไม่มีสถานที่ดูแลสัตว์อสูร ท่านคงยุ่งวุ่นวายกับงานปลูกบัวปลูกต้นไม้เป็แน่ ให้ข้าดูแลเ้าพยัคฆ์น้อยเถิด"
"จริงอย่างที่เ้าว่านะอาเป้ย ข้ามีธุระประปรังต้องจัดการมากมาย ทั้งเื่วุ่นวายบนโลกมนุษย์ก็ยังไม่ได้สะสาง"
มีผู้หนึ่งไม่เห็นด้วยกับนาง เทพอู่เฉินถอนหายใจออกมา "อาเป้ย... ไยเ้าแสนดันทุรังไม่รู้จักเจียมสังขาร สภาพของเ้าตอนนี้ยิ่งเสียกว่ามนุษย์ใกล้ตาย เ้าควรรักษาตนให้รอดก่อน"
"ข้าไม่เป็ไร ข้าเดินไหวแล้วเห็นไหมเล่า?"
ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริกของนาง เปล่งเสียงออกมาแต่ละคำแ่เบาราวกระซิบ ทำให้เทพอู่เฉินพยายามยื้อแย่งเ้าพยัคฆาน้อยจากนาง แต่นางกลับไม่ยอมอ่อนข้อต่ออีกฝ่าย สะบัดชายอาภรณ์รัดเ้าตัวเล็กไว้กับมือของนางด้วยเชือกสีเหลืองทอง
"อาเป้ย! เ้ายังไม่หายดีห้ามใช้เวทเซียนโดยเด็ดขาด"
"ก็ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าขอเ้านี่ ท่านไม่มีสิทธิ์มาแย่งชิงพยัคฆ์อัคคีไปจากข้า ข้าพบมันก่อนท่าน ครานี้ข้าจะชักดาบออกจากฝักมาต่อสู้กับท่านแน่..."
"อาเป้ย..."
ในน้ำเสียงเคร่งขรึมปราม ทั้งสีหน้าท่าทางเทพอู่เฉิน ผู้ใดมองก็รู้ว่ากำลังหวงแหนนางแม้กระทั่งกับอสูร แต่พอถูกทำหน้าตาเกรี้ยวกราดใส่ ประหนึ่งว่าพร้อมประกาศตัวเป็ศัตรู กลับไม่กล้าขัดใจนาง
"ข้าจะตามใจเ้าสักครั้ง แต่อย่าให้มีปัญหามาถึงข้า มิฉะนั้นข้าจะขังทั้งเ้า ทั้งอสูรกำพร้านี่เอาไว้ไม่ให้เห็นแม้แสงตะวันทีเดียว"
อาเป้ยวางพยัคฆ์อัคคีเอาไว้บนพื้นไม้กลางห้องพัก นั่งยองลงพูดกับมันด้วยเหตุผล ด้วยลักษณะนิสัยของนางมักพูดจาด้วยเหตุผลเสมอ เ้าตัวเล็กจึงยอมฟังนาง บอกกับมันว่าถึงเวลาเติบใหญ่เมื่อใดค่อยไปก็ย่อมได้ ในเมื่อมันคงไม่มีทางเลือกมากมายนักหากออกไปเผชิญเทวโลกเพียงลำพัง มารดาของมันเป็อสูรสร้างศัตรูไว้มาก ตัวมันมีแต่ตายกับตาย มันจำเป็ต้องอยู่กับนางก่อน เพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตและเอาตัวรอด
นางทิ้งตัวลงนอนได้สักพักหนึ่ง ลืมตาตื่นแล้วจึงลุกขึ้นจากที่นอน ชะโงกคอมองออกไปทางหน้าต่าง เห็นเหล่าเทพกำลังช่วยกันซ่อมแซมเรือนใต้เท้าจีกงให้กลับมางดงาม บ่าวเทพงูของเทพอู่เฉินตามมาสมทบ เหล่าเทพแห่งสายน้ำช่วยกันใช้เวทเซียนฟื้นฟูบ่อบัว สำเร็จไปเกินกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว
กำไลบนข้อมือนางกลายเป็กำไลหยินหยาง มีทั้งลูกประคำสีขาวและสีดำตอนไหนไม่รู้ได้
อาเป้ยคงไม่ได้โกรธอะไรเทพผู้แสนดีต่อนางถึงเพียงนี้ แต่ปากว่านินทาเป็ปกตินาง
"เป็เทพประสาอะไร วาจาร้ายกาจนัก มาว่าผู้อื่นกำพร้า ข้าเองไม่ต่างจากกำพร้าทั้งพ่อแม่ อยู่เป็ข้ารับใช้นักพรตมาทั้งชีวิต เ้ารู้ไหม?"
พยัคฆ์อัคคีนอนนิ่งบนพื้นไม้ นางมองมันทำหน้าตาเอื่อยเฉื่อย เผลอคิดอยู่ว่านางทำให้มันสะดวกสบายจนเคยตัวไปหรือเปล่า
"ข้าหายดีเมื่อใด เ้าต้องดูแลตัวเอง ข้าจะไม่หาอาหารให้เ้าทุกมื้อหรอกนะเ้าพยัคฆ์ เ้าชื่ออะไรล่ะ?"
พยัคฆ์อัคคีไม่ตอบนาง มันกำลังเศร้าหมองจึงมีเปลวไฟสีน้ำเงินห่อหุ้มอยู่ตลอด หน้าตาของมันบอกว่าไม่อยากรับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น
"ตัวเ้าสว่างไสวดีนัก ซ้ำร้ายวีรกรรมของเ้าคือพังบ่อบัวเสียราบคาบ เ้าดอกบัว 蓮 ข้าจะเรียกเ้าว่าเหลียนเหลียนก็แล้วกัน ในเมื่อเ้าไม่ยอมบอกชื่อข้า เชิญพักผ่อนตามสบายนะเ้าเหลียนเหลียน"
อาเป้ยเห็นว่าเ้าตัวเล็กไม่ยอมคุยกับนาง จึงเดินออกไปรับอากาศเสียบ้าง แต่ไม่ทันจะได้ออกไปไหนไกล นางเดินไปเพียงหน้าประตูห้อง ภริยาของใต้เท้าจีกงก็นำเสื้อผ้าอาภรณ์มาให้นาง จึงต้องกลับเข้าห้องมาเสียก่อน
"ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ข้านำเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามมาให้เ้าหลายชิ้น" นางฟางเหนียงยกมือปรามอาเป้ยไม่ให้ยกมือคารวะก้มศีรษะ หันไปบอกสตรีข้างกายให้ส่งของมากมายให้นาง
"เ้าไม่ต้องขอบคุณข้า ทั้งหมดนี่เป็ของเทพอู่เฉินนำไข่มุกทะเลทักษิณมาแลกเปลี่ยนเป็เสื้อผ้าอาภรณ์ให้เ้า"
"ข้ารู้สึกไม่เหมาะสมกับสมบัติสวยงามของท่าน ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก"
"เ้าควรรับเอาไว้ ข้าได้ยินว่าเ้าเกือบตายเพราะเทพอู่เฉินคาบเ้าขึ้นมาจากโลกมนุษย์ วิสัยท่านไม่สนใจไยดีผู้ใด ท่านคงอยากไถ่โทษด้วยการตอบแทนเ้ากระมัง"
มารดาแห่งสายน้ำพูดพลางสะบัดมือ เปลี่ยนชุดสีสันสดใสให้กับอาเป้ย ทั้งสีฟ้าครามสดสวย สีเขียวมรกตดังสายน้ำในภพภูมิบาดาล เสื้อผ้าอาภรณ์คล้ายคลึงกับผู้คนที่นี่ รวบถักเปียและปิ่นปักผมมุกทะเลลึกให้นางด้วยแววตาเอ็นดู ราวกับว่านางเป็บุตรสาว แต่แล้วก็เปลี่ยนกลับเป็ชุดสีดำให้นางดังเดิม
"เ้ามีใบหน้าหมดจดงดงาม สติปัญญาเฉลียวฉลาด น่าเสียดายสำหรับข้าผู้ยังไม่มีสะใภ้สักคน เพราะเ้าดันเป็สมบัติของเทพอู่เฉิน..."
อาเป้ยถึงมีปัญญาฉลาดหลักแหลมเท่าไร คงไม่เข้าใจความหมายเื่สมบัติของเทพ นางยังสงสัยว่าเทพฟางเหนียงนำเสื้อผ้าสวยงามมาตั้งมากมาย เหตุใดกลับส่งอาภรณ์และเครื่องประดับสีดำให้นางสวม ยังบอกกับนางว่านางเหมาะสมกับสีดำเพียงเท่านั้น