‘เออ! สู้ก็สู้สิ อยากสู้นักก็มาเลย ลูกผู้ชายไม่กลัวผู้หญิงอยู่แล้วโว้ย!’ หานเซินประกาศความฮึกเหิมอย่างห้าวหาญ…อยู่ในใจ
เขาคิดได้แล้วว่า ต่อให้พยายามเลี่ยงแค่ไหน ฉินเซวียนก็คงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ อยู่ดี ดังนั้นแทนที่จะหนี เขาเปลี่ยนเป็เผชิญหน้าให้จบ ๆ เลยดีกว่า อีกอย่าง ตอนนี้วิชา ‘ภูตพรายพันธนาการ’ ที่เขาฝึกก็เข้ามือเต็มที่แล้ว ‘หึ! ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ให้ฉินเซวียนประเดิมเป็คู่ซ้อมที่เป็คนจริง ๆ คนแรกไปเสียเลย’
หานเซินเปลี่ยนเป็ชุดต่อสู้แล้วมายืนประจันหน้ากับฉินเซวียนบนสังเวียนซ้อมอีกครั้ง คราวนี้หัวหน้าสถานีหญิงไม่ยอมเปิดช่องว่างเหมือนครั้งก่อน เธอจู่โจมทันควันด้วยการฟาดแข้งเตะอย่างเร็วและแรงโดยไม่เกรงใจ
ด้วยความที่เข้าใจว่าฝ่ายตรงข้ามถนัดการโจมตีแบบลอบโจมตีฉับพลัน ฉินเซวียนจึงคิดว่าหากไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำแบบนั้นก็เท่ากับตัดความได้เปรียบของเขาออกไปจนหมด เธอจึงชิงลงมือก่อนเพื่อไม่ให้เขามีเวลาในการใช้อุบายลอบจู่โจม
แต่… ฉินเซวียนไม่รู้เลยว่า ตัวเองทำพลาดอย่างใหญ่หลวง!
เธอประเมินหานเซินต่ำเกินไป แทบไม่มองว่าเขาเป็คู่ต่อสู้เลยด้วยซ้ำ เธอ้าเพียงแค่สั่งสอนเขาเพื่อระบายความแค้นจึงไม่ได้ใช้กำลังที่มีอย่างเต็มที่ แม้แต่จะออกแรงให้ถึงครึ่งหนึ่งของขีดความสามารถก็ยังไม่ใกล้เคียงด้วย
ในความคิดของฉินเซวียน หานเซินยังคงเป็ ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ คนเดิม เป็เด็กใหม่โง่ ๆ เซ่อ ๆ รังแกง่าย แถมยังเป็ไอ้ลามกที่บื้อจนทำให้ตัวเองต้องถูกคนทั้งฐานพักพิงเกราะเหล็กรุมเกลียด
น่าเสียดาย เธอยังไม่รู้ว่าในตอนนี้เด็กใหม่โง่เซ่อมีจีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์ถึงสิบแปดพอยต์แล้ว และด้วยการฝึก ‘กระดูกหยกผิวหิมะ’ พละกำลังของเขาจึงพัฒนาขึ้นจนพอจะต่อกรกับพลังครึ่งหนึ่งของเธอได้อย่างสูสี แม้จะแค่ครึ่งเดียวแต่ก็นับว่าความห่างชั้นในฝีมือของทั้งสองคนตอนนี้ลดลงไปมาก
หน้าแข้งคม ๆ ฟาดเข้ามาเร็วแรง แต่เด็กหนุ่มกลับไม่ถอยหนี ตรงกันข้ามเขารุกคืบเข้าประชิดแล้วยึดขาข้างนั้นไว้ทันที นี่คือเทคนิคเบื้องต้นของภูตพรายพันธนาการ การลดระยะห่างอย่างเฉียบพลันพร้อมกับส่งตัวเองไปอยู่ในจุดที่ทำให้การโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ผลน้อยลง เขาจับขาข้างนั้นบิดอย่างแรง ทำให้ร่างสมส่วนของหญิงสาวล้มลงกับพื้น
หานเซินไม่รอช้า เข้าล็อกตัวและจับกดลงพื้นด้วยความชำนาญ ใช้ทั้งแขนขามือเท้าพันธนาการร่างกายฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ เหมือนเป็โซ่ที่พันมัดทั้งตัวไว้แน่นจนเธอไม่สามารถขยับตัวได้
ฉินเซวียนประมาทเกินไปจริง ๆ เธอไม่คาดคิดว่าหานเซินจะมีทักษะการต่อสู้ประชิดตัวที่ดีแบบนี้ และเมื่อเธอพยายามใช้กระบวนท่าหักล้างเพื่อสู้กลับ เธอกลับพบว่าตัวเองไม่สามารถดิ้นหลุดออกมาได้เลย
ยิ่งกว่านั้น ยิ่งดิ้นไอ้โซ่เนื้อคนมันก็ยิ่งรัดแน่น…แน่นไปทุกสัดส่วน
ตอนนี้หญิงสาวทั้งโกรธและอับอาย พยายามออกแรงอีกหลายครั้ง แต่กระบวนท่าล็อกตัวของหานเซินนั้นซับซ้อนมาก มันทำให้เธอไม่สามารถใช้พละกำลังได้เต็มที่ และถ้าเธอฝืนใช้แรงมากเกินไปก็เสี่ยงที่จะทำให้กระดูกของเธอเองร้าวหรือหักได้
ความโกรธปนอายทำให้ใบหน้าของฉินเซวียนร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เคยคิดสักนิดว่าจะถูกคนอย่างหานเซินล้มได้ในชั่วพริบตา เดิมทีเธอวางแผนจะสั่งสอนเขา แต่ตอนนี้เธอกลับเป็ฝ่ายที่ถูกจับกดจนไม่สามารถขยับได้ เหมือนกำลังถูกอีกฝ่ายสั่งสอนเสียเอง…นี่มันบ้าบอชะมัด!
“หัวหน้าฉินครับ แบบนี้ถือว่าผมชนะได้หรือยังครับ?” หานเซินถาม บนใบหน้ามีแววสะใจหน่อย ๆ ในใจพลางคิดว่า ‘แหม…วิชาของตาลุงนั่นได้ผลดีเกินคาดแฮะ ถึงกับจัดการฉินเซวียนทีเดียวอยู่หมัดเลย’
“คิดว่าจะชนะฉันได้เหรอ? ไม่มีทางหรอก!” ฉินเซวียนโกรธจนแทบคลั่ง เธอไม่มีทางยอมแพ้ โดยเฉพาะกับ ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ คนที่เธอคิดว่าเป็ไอ้บ้าหน้าไม่อาย นิสัยต่ำทรามน่ารังเกียจขนาดนี้
ฉินเซวียนะโเสียงดัง ทันใดนั้นร่างของเธอก็เปล่งแสงสีทอง แสงสีทองโปร่งใสที่เป็รูปเงาของสิงโตตัวหนึ่งกระโจนออกมาแล้วรวมเข้ากับร่างของเธอ ร่างอรชรขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็สิงโตตัวผู้สีทองคำดูสง่างามและทรงพลัง ทหารหญิงในร่างสิงโตั์สะบัดตัวอย่างแรงจนทำให้หานเซินที่เกาะอยู่กระเด็นหลุดออกไป
“โฮกกก!”
เสียงคำรามดังก้องกังวาน ฉินเซวียนที่ใช้ิญญาอสูรสิงโตทองคำ พุ่งเข้าหาหานเซินด้วยความโกรธ
“เฮ้ ๆ ๆ นี่มันผิดกติกานะ! เราตกลงกันแล้วนี่ว่าจะไม่ใช้ิญญาอสูร!” หานเซินรีบประท้วงเสียงดัง
ฉินเซวียนชะงัก กรงเล็บที่กำลังจะตะปบลงบนตัวคู่ต่อสู้ก็หยุดกึก เธอเพิ่งนึกได้ว่าครั้งก่อนตนพูดเองว่าจะไม่ใช้ิญญาอสูร แต่เพราะความโมโหจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้จึงเผลอลืมทุกอย่างไปจนหมด
ใบหน้าสิงโตแดงซ่านด้วยความอาย หญิงสาวรีบเก็บิญญาอสูรกลับก่อนจะพุ่งเข้าหาหานเซินด้วยมือเปล่าโดยไม่ยอมให้เสียเวลา
ด้านหานเซิน ถึงแม้ร่างกายและฝีมือการต่อสู้จะพัฒนาขึ้น แต่ก็ยังอ่อนประสบการณ์มากเกินไป การฝึกวิชาภูตพรายพันธนาการก็เพิ่งเริ่มต้นไม่นาน หากว่ากันด้วยความเจนจัดในทักษะต่อสู้ของเขาก็ถือว่าห่างชั้นกับฉินเซวียนแบบไม่เห็นฝุ่น อีกอย่างในเวลานี้หัวหน้าสถานีหญิงไม่ประมาทอีกฝ่ายแล้ว สุดท้ายหลังต้านไปได้แค่ยี่สิบกว่ากระบวนท่า หานเซินก็ถูกฉินเซวียนซัดลงไปกองกับพื้นเหมือนครั้งก่อน…อีกครั้ง
หลังเอาชนะหานเซินได้ฉินเซวียนก็หันหลังแล้วเดินกลับออกไปด้วยสีหน้าเ็าโดยไม่พูดอะไรสักคำ ที่จริงเธอกำลังรู้สึกอับอายอย่างหนัก เพราะรู้ดีว่าถ้าก่อนหน้านี้ไม่เผลอเรียกใช้ิญญาอสูรก็จะเป็ตัวเธอเองที่เป็ฝ่ายแพ้ราบคาบแบบหมดรูป และเพราะแบบนี้ ถึงจะซัดหานเซินจนหมอบได้ แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจเลย ตรงข้ามยังมีแต่ความอายเต็มไปหมด
‘เฮ้อ~ ยังไม่ดีพอสินะ พละกำลัง ทักษะต่อสู้ ประสบการณ์ เรายังห่างจากฉินเซวียนอีกไกลเลย’ หานเซินบ่นตัวเองในใจ แม้จะรู้ดีว่าไม่มีทางที่เขาจะตามอีกฝ่ายทันได้ง่าย ๆ เพราะเธอคือคนที่เก่งที่สุดในฐานพักพิงเกราะเหล็ก แต่การที่ตัวเขาซึ่งทั้งฝีมือและร่างกายพัฒนากว่าคราวก่อนมากยังรับมือกับเธอได้แค่ยี่สิบกระบวนท่าก็ทำให้รู้สึกผิดหวังไม่น้อย
.
.
ถึงจะอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสร็จ แต่ใบหน้าของฉินเซวียนก็ยังคงแดงก่ำ เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าจะถูก ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ อย่างหานเซินกดติดพื้นจนต้องใช้พลังจากิญญาอสูรเพื่อพลิกสถานการณ์
“นี่มันไม่ถูกต้อง วิชาจับล็อกของหมอนั่นดีมากก็จริงแต่ก็ต้องอาศัยพละกำลังที่สูงด้วย จะทำแบบนั้นได้ ยังไงก็ต้องใช้แรงมหาศาล…แล้วทำไมเขาถึงมีแรงมากขนาดนั้น?” ฉินเซวียนตั้งข้อสงสัยแล้วรีบเปิดดูข้อมูลที่ถูกบันทึกโดยชุดต่อสู้ของหานเซินเพื่อหาคำตอบ
หลังกวาดตาดูข้อมูลคร่าว ๆ หญิงสาวก็ทุบโต๊ะอย่างเดือดดาล “ไอ้บ้าเอ๊ย! มีพละกำลังมากขนาดนี้ยังแกล้งทำเป็คนอ่อนแอ นี่มันหลอกลวงกันมาั้แ่ต้นแล้วนี่ หน็อย~ ชักจะหยามกันมากเกินไปแล้วนะ!”
นายทหารหญิงกำหมัดอย่างคับแค้นและสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีทางปล่อยอีกฝ่ายไปง่าย ๆ
นับจากนั้นมา ทุกครั้งที่หานเซินผ่านเข้าออกสถานีเทเลพอร์ต ฉินเซวียนก็จะดักรอเพื่อเรียกเขาไปที่ห้องฝึกต่อสู้และลงมือสั่งสอน หนักบ้างเบาบ้าง แต่ไม่เคยเว้นครั้งไหนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทว่าฝ่ายเด็กหนุ่มผู้ถูกกระทำกลับไม่ได้รู้สึกแย่ ตรงข้ามเขากลับรู้สึกดีมาก จู่ ๆ ก็ได้ยอดฝีมืออย่างฉินเซวียนมาเป็คู่ซ้อมให้ฟรี ๆ เพราะวิชา ‘ภูตพรายพันธนาการ’ ต้องอาศัยการฝึกในสนามจริงถึงจะได้ผลดี ดังนั้นใน่ระยะเวลาสั้น ๆ หานเซินจึงพัฒนาทั้งทักษะการต่อสู้และประสบการณ์ได้อย่างก้าวะโ
ไม่น่าเชื่อว่า จู่ ๆ การถูกฉินเซวียนเอาแต่จ้องเล่นงานตลอดเวลาจนทำเอาหานเซินหวาดผวา จะกลายเป็เื่ที่ส่งผลดีกับตัวเขาเองไปเสียอย่างนั้น
…ก็ถ้าไม่มีฉินเซวียน เขาคงต้องเสี่ยงชีวิตไปฝึกกับการต่อสู้ในสนามจริง การรับมือกับเธอในห้องฝึกซ้อมอย่างไรก็ปลอดภัยกว่ามาก อย่างน้อย ๆ เขาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดท่าจนถึงตาย
ข้อดีนี้ทำเอาหานเซินถึงกับแอบเพิ่มจำนวนครั้งที่เขาเข้าออกสถานีเทเลพอร์ตเพื่อให้ได้ฝึกต่อสู้กับฉินเซวียนบ่อยขึ้น สำหรับเขางานนี้มีแต่คุ้มกับคุ้ม เพราะไม่ว่าจะอย่างไรแค่ได้ฝึกต่อสู้กับคนเก่งมากฝีมือระดับหัวหน้าสถานีเทเลพอร์ตก็ไม่ใช่โอกาสที่หากันได้ง่าย ๆ แล้ว
แน่นอน หานเซินไม่ยอมให้ฉินเซวียนรู้ตัวว่าเขาจงใจใช้เธอเป็คู่ซ้อม เขาจึงต้องค่อย ๆ แอบตอดเล็กตอดน้อยหาเื่ยั่วโมโหเธอบ่อย ๆ เพื่อให้เธอโมโหและเรียกเขาไประบายความแค้นที่ห้องฝึกต่อสู้
สำหรับฉินเซวียน แม้จะต่อสู้กับหานเซินหลายครั้งแต่เธอก็ไม่เคยรู้สึกพอใจเลย ทุกครั้งที่เห็นอีกฝ่ายยิ้มน้อย ๆ หลังสู้เสร็จ ใจก็พานหงุดหงิดขึ้นมาทุกที และไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เห็นหน้าเด็กหนุ่มฉายาไอ้คลั่งทะลวงก้น หญิงสาวก็มักอดไม่ได้ที่จะลากคอเขาเข้าไปในห้องฝึกต่อสู้เพื่ออัดสั่งสอน
จนสุดท้ายเื่นี้ก็กลายเป็กิจวัตรที่เธอขาดไม่ได้ไปโดยไม่รู้ตัว ่ไหนที่ห่างหายจาก ‘การซ้อม’ ไม่ได้สู้กับหานเซินนานหลายวัน เธอก็จะรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน ค้างคาใจเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป
.
.
.