หลินซีคว้ามือไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวตามสัญชาตญาณ แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศว่างเปล่า ความรู้สึกวูบโหวงโจมตีส่วนอกลงไปถึงช่องท้อง นางหลับตาปี๋เตรียมรับชะตากรรม—-
ทว่าความเ็ปที่คาดการณ์ไว้กลับไม่มาเยือน เสี้ยวอึดใจก่อนที่ร่างจะกระแทกพื้น เอวบางก็ถูกวงแขนแข็งแรงของใครคนหนึ่งรั้งและรับได้ทันท่วงที
แรงเฉื่อยจากการร่วงหล่นส่งผลให้ผู้ที่ช่วยเหลือหญิงสาวต้องหมุนตัวไปครึ่งรอบขณะช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นไว้ในอ้อมแขน ก่อนเซถอยหลังอีกสองก้าวเพื่อทรงตัวให้มั่นคง
หลินซีลืมตาโพลงด้วยความใ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับั์ตาสีนิลลุ่มลึกคมกริบที่คุ้นเคย—-เป็เสิ่นเฉิน!
—-ความคิดทุกอย่างพลันชะงักไปในบัดดล!
เสิ่นเฉินไม่ได้สนใจท่าทางกึ่งดีใจกึ่งเห็นผีของหญิงสาว เขาเพียงกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบ ๆ ด้วยใบหน้าเ็า
บรรดาผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างจนต้องถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อคนมากมายตั้งใจเปิดทาง ก็เกิดเป็พื้นที่ว่างขนาดย่อมขึ้นทันที พวกเขาต่างมองเสิ่นเฉินแล้วกระซิบกระซาบ เห็นชัดว่าผู้คนในตัวอำเภอแห่งนี้รู้จักนายพรานแซ่เสิ่นเป็อย่างดี
เสิ่นเฉินยังคงไม่เอ่ยคำใด เขากระชับอ้อมแขนที่อุ้มหลินซีไว้ เดินตรงไปยังพื้นที่ว่างด้านหลังสิงโตหินแกะสลักคู่หนึ่งใกล้ ๆ แล้วจึงค่อย ๆ ส่งนางให้ยืนบนพื้นอย่างนุ่มนวล
ทันทีที่เท้าแตะพื้นได้ หลินซีก็รีบเอ่ยถาม “จะ... เ้ามาอยู่ข้างนอกนี่ได้อย่างไร? ออกมาจากที่ว่าการั้แ่เมื่อใดกัน?”
‘นางอุตส่าห์ชะเง้อมองอยู่ตั้งนาน นอกจากจะไม่เห็นแม้แต่ชายเสื้อเขาแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะออกมาเลยนี่นา’
เสิ่นเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดข้าต้องอยู่ในที่ว่าการด้วย?”
หลินซีจึงเล่าตามสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง “ก็ป้าจางในหมู่บ้านบอกว่าคนบ้านนางหลี่หลายคนก่อเื่ ถูกจับมาขังในที่ว่าการ ส่วนเ้าเองก็บังเอิญผ่านไปพอดี เลยถูกพาตัวเข้าไปสอบปากคำด้วย”
เสิ่นเฉินพยักหน้าอย่างสงบ “ใช่”
“แล้ว… พวกเ้าหน้าที่ทำให้เ้าลำบากหรือเปล่า?” หลินซีถามต่อด้วยความเป็ห่วง ครานี้นางลดเสียงลงเป็กระซิบ
เสิ่นเฉินส่ายหน้า “ไม่เลย”
“แล้ว... พวกเขาถามอะไรเ้าบ้าง?” หญิงสาวถามต่อ
เสิ่นเฉินกล่าวตอบตรงไปตรงมา “ถามว่าหลี่ต้าจู้กับพวกพ้องรวมตัวกันก่อเื่อะไร เหตุใดจึงลงมือทุบตีกัน แล้วไปล่วงเกินเ้าหน้าที่ได้อย่างไร”
“แล้วหลังจากนั้นเล่า?” คนถามยังไม่หายสงสัย
“พอเขาถามเสร็จ ข้าก็ออกมา” คนตอบก็ไม่ย่อท้อ
“ง่าย ๆ เพียงเท่านี้เองหรือ?” หลินซีเบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองนัก ‘หลี่ต้าจู้นั่นเป็ถึงน้องชายแท้ ๆ ของนางหลี่เชียวนะ มีหรือจะยอมปล่อยโอกาส ‘ลากเสิ่นเฉินลงเหวไปด้วย’ ไปง่าย ๆ แบบนี้?’
เสิ่นเฉินมองใบหน้ายุ่ง ๆ แล้วเลิกคิ้ว ย้อนถามเสียงเย็น “หรือเ้าอยากให้ข้ามีเื่มีราวอะไรในที่ว่าการ?”
“มะ ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้น!” คนถูกถามรีบปฏิเสธพัลวัน “ก็เ้าไม่กลับบ้านเสียที พวกเด็ก ๆ เป็ห่วงจนกินข้าวเช้าแทบไม่ลงแน่ะ”
เสิ่นเฉินจึงเล่าสั้น ๆ “หลังจากข้าออกมา ก็จัดการเอาของป่าที่หาได้เมื่อวานไปขายก็เท่านั้น”
หลินซีพยักหน้าเข้าใจ ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ‘เฮ้อ~ ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว’ ทว่านางยังอดสงสัยไม่ได้ว่าชะตากรรมของกลุ่มคนก่อเื่เป็อย่างไรต่อ “แล้วพวกของหลี่ต้าจู้เล่า เป็อย่างไรบ้าง?”
“ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็ความจริง พวกเขาถูกตัดสินให้โบยคนละห้าสิบไม้” เสิ่นเฉินตอบหน้าตาย
หญิงสาวฟังแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว
‘ห้าสิบไม้! แค่โดนสักยี่สิบไม้ก็อาจทำให้ชายฉกรรจ์ต้องนอนซมลุกจากเตียงไม่ไหวไปหลายวันแล้ว นี่ตั้งห้าสิบไม้... พวกหลี่ต้าจู้คงไม่กลายเป็ผักเฉา เหลือแค่ลมหายใจรวยรินหรอกหรือ?’
“นึกไม่ถึงว่าทางการของราชวงศ์ต้าฉินจะลงโทษนักพนันหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้” นางพึมพำออกมาคล้ายนับถือแต่ก็คล้ายประหลาดใจ
เสิ่นเฉินเหลือบมองคนข้างกายวูบหนึ่ง แล้วกล่าวแก้ “ไม่ใช่…”
“?!?”
“...โทษนั่นไม่ได้มาจากเื่เล่นพนันเพียงอย่างเดียว ปกติหลี่ต้าจู้กับพวกพ้องก็ก่อเื่ชั่วช้าสารเลวเล็ก ๆ น้อย ๆ สั่งสมไว้มาก พอชาวบ้านได้ยินข่าวว่าพวกเขาถูกจับไปที่ว่าการ บรรดาผู้คนที่ลูกสาวบ้านตนเคยถูกพวกมันลวนลามหรือรังแกหลายคนก็พากันแห่มาฟ้องร้องเพิ่มเติม ทางการจึงรวบรวมความผิดแล้วตัดสินลงโทษไปในคราวเดียว” คนปากหนักยอมอธิบายยาวยืด
หลินซีได้ฟังก็ร้อง ‘โห!’ ในใจ
‘ให้ตายเถอะ! มิน่าเล่า พวกนางหลี่ที่ปกติปากร้ายไม่เป็รองใคร ถึงไม่มีแก่ใจมาหาเื่นางที่บ้าน เกิดเื่ใหญ่ขนาดนี้ขึ้น ป่านนี้คงกำลังร้อนใจวิ่งเต้นจนหัวหมุนแทบบ้าไปแล้วกระมัง!’
คิดแล้วก็ถูกอกถูกใจ จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำชมดัง ๆ อย่างลืมตัว “เป็การเหยียบคนล้มซ้ำเติมที่ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจริง ๆ!”
ทว่าพอหันไปสบสายตาที่มองมาแบบแปลก ๆ ของเสิ่นเฉิน สตรีพูดคนเดียวจึงรีบแก้ “เอ่อ…ข้าหมายถึงพวกชาวบ้านใช้โอกาสนี้ได้ดีมากน่ะ”
“อืม” เสิ่นเฉินครางรับคำหนึ่งในลำคอเหมือนเคย ก่อนจะเอ่ยชวน
“ไปเถอะ กลับบ้านกัน”
“อ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ!” ตอนนี้เมื่อแน่ใจแล้วว่าเสิ่นเฉินปลอดภัย ไม่มีสิ่งใดร้ายแรง นางก็ควรจะทำธุระของตัวเองให้เสร็จสิ้นบ้าง …ไหน ๆ ก็มาถึงที่แล้ว มือบางชี้ไปที่ตะกร้าบนหลังตน “เ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าตั้งใจจะเอาผักป่ากับสมุนไพรพวกนี้ไปขายให้หมดก่อน”
เสิ่นเฉินเหลือบมองตะกร้าใบนั้นวูบหนึ่ง แล้วเอ่ยสั้นกระชับ “ข้าไปด้วย”
“เอ่อ ไม่ต้องหรอก!” หลินซีรีบปฏิเสธทันที “ต้าเป่ากับน้อง ๆ เป็ห่วงเ้าจะแย่แล้ว รีบกลับไปให้พวกเขาเห็นหน้าเถอะ จะได้สบายใจกันเสียที ไหนจะเื่ของป้าจางอีก นางก็คงรอฟังข่าวท่านผู้นำหมู่บ้านอยู่เหมือนกัน อีกอย่าง ข้าตกลงกับพ่อเฒ่าหลี่ไว้แล้วว่าจะอาศัยเกวียนกลับหมู่บ้านตอนบ่ายนี้ ไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอกนะ” หลินซียกเหตุผลมาเป็กระบุงโกย พร้อมเงยหน้าสบตาเขา รออยู่ครู่หนึ่งจึงเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับช้า ๆ
หญิงสาวจึงบอกลาบุรุษร่วมบ้าน แล้วเดินเลี้ยวไปทางทิศตะวันออกตามความทรงจำเกี่ยวกับที่ตั้งตลาดเช้าในตัวอำเภอของเ้าของร่างคนเก่า
เสิ่นเฉินยืนนิ่ง มองตามแผ่นหลังบอบบางนั้นไปจนลับสายตา ครู่ต่อมาจึงค่อยหันหลังเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง
ทว่าเดินไปได้ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มพลันได้ยินเสียงอ่อนหวานเอ่ยเรียกชื่อเขาจากทางด้านหลัง
เขาหันกลับไปมองตามเสียงเรียก ก็เห็นสตรีผู้หนึ่ง สวมหมวกเหวยเม่า (หมวกสานปีกกว้างที่มีผ้าคลุมหน้า) ยืนหลบมุมรออยู่ในตรอกเล็กด้านข้าง แม้จะเห็นเพียงรูปร่างอรชร แต่ก็พอมองออกว่าเป็สาวรุ่น ในมือบอบบางถือผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ทว่าดูอย่างไร เสิ่นเฉินก็ไม่รู้สึกคุ้นตาหรือคุ้นเสียงอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
เมื่อไม่รู้ว่าเป็ผู้ใด เขาจึงไม่คิดใส่ใจ เตรียมออกเดินต่อ
แต่…
ทันใดนั้น สตรีลึกลับกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ข้ารู้ดีว่าเื่ที่หลี่ต้าจู้กับพวกพ้องต้องเดือดร้อนในวันนี้น่ะ เป็ฝีมือของเ้า …เ้าจงใจวางกับดักพวกเขา!”
ฝีเท้าของเสิ่นเฉินชะงักกึก
“...แล้วก็อีกอย่าง คนที่พลั้งมือทำร้ายเ้าหน้าที่น่ะ หาใช่พวกหลี่ต้าจู้ไม่ หากแต่เป็เ้าต่างหาก ที่ฉวยโอกาสลงมือเองแล้วโยนความผิดไปให้พวกเขา” สตรีผู้นั้นยังกล่าวต่อ ทำเสียงบ้างสูงบ้างต่ำอย่างดัดจริต ถ้อยคำที่ใช้แฝงความนัยบางอย่าง
แววตาของเสิ่นเฉินแข็งกร้าวขึ้นฉับพลัน “เ้าเป็ใครกันแน่?”
สตรีปริศนา เมื่อเห็นปฏิกิริยาแข็งกระด้างของอีกฝ่าย ประกอบกับได้ยินคำถามเ็าก็ราวกับอดรนทนไม่ไหว สะบัดมือเปิดผ้าคลุมบนหมวกเหวยเม่าออก เผยให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาและดวงตาเรียวยาวสดใสที่บัดนี้กำลังจ้องเสิ่นเฉินเขม็งด้วยแววตัดพ้อ
“เ้าจำข้าไม่ได้จริง ๆ หรือ?!”
ทว่าใบหน้าหล่อเหลาคมคายของนายพรานรูปงามกลับยังคงเต็มไปด้วยความเ็า ทั้งยังมีแววรำคาญเจือเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด “แล้วเหตุใดข้าต้องรู้จักเ้าด้วย? สิ่งที่เ้าพูดมาทั้งหมด ข้าไม่รู้เื่”
กล่าวเพียงเท่านั้น ชายหนุ่มก็หันหลังเดินจากไปทันที ไม่แม้แต่จะชายตามองสตรีที่ไม่รู้จักอีก
“เสิ่นเฉิน!”
ฟางซิ่งเอ๋อร์กระทืบเท้า ดิ้นเร่า ๆ ด้วยความขุ่นเคือง
‘ช่างเกินไปแล้ว! เกินไปจริง ๆ!’
เขาเคยปฏิเสธการแต่งงานระหว่างนางกับเขาอย่างไร้เยื่อใยมาแล้วคราหนึ่ง มาครานี้กลับทำเป็จำนางไม่ได้อีก! …จะมีบุรุษใดบนใต้หล้าที่ดูถูกสตรีงามเพียบพร้อมอย่างนางได้เท่าเขาอีก!
‘ต้องเป็นังจิ้งจอกหลินซีนั่นแน่ ๆ! ต้องเป็นางไปเป่าหูพูดจาว่าร้าย ใส่ความข้าให้เสิ่นเฉินฟัง เขาถึงได้เ็ากับข้าถึงเพียงนี้! เป็ไปไม่ได้เด็ดขาดที่เสิ่นเฉินจะเมินเฉยต่อโฉมงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านอย่างข้าได้!’
++++++++++
อีกด้านหนึ่ง หลินซีหาที่ตั้งของตลาดเช้าเจออย่างรวดเร็ว
แต่น่าเสียดาย นางมาช้าเกินไป แผงลอยดี ๆ ในตลาดล้วนถูกจับจองไปจนหมด อีกทั้งสองข้างทางยังแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่กำลังชมสินค้าและต่อราคาจนไร้ที่ว่าง แม่ค้าหน้าใหม่จึงทำได้เพียงเลือกที่โล่งตรงมุมหนึ่งริมสุดของทางเดิน ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากจุดที่ผู้คนพลุกพล่าน นั่งลงกับพื้น ปูผ้าผืนเล็กที่เตรียมมา ก่อนจะนำผักป่าสด ๆ ในตะกร้าออกมาจัดวาง
นับว่าโชคดีที่เมื่อคืนเสิ่นเฉินช่วยจัดการเก็บรักษาผักเหล่านี้ไว้อย่างดี ไม่อย่างนั้น สายป่านนี้พวกมันคงเหี่ยวเฉาจนดูไม่น่าซื้อไปแล้ว
หลินซีมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ผ่านไปผ่านมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจรวบรวมความกล้า แล้วจึงเริ่มอ้าปากะโร้องขายเสียงดัง “ผักป่าสด ๆ จ้า! ผักป่าอร่อย ๆ ราคาไม่แพงจ้า! เป็ของหากินยากตามฤดูกาลเลยนะจ๊ะ! แวะดูก่อนได้จ้า!”
ข้าง ๆ แผงของนาง มีท่านลุงท่านป้าสองสามคนนั่งขายผักสวนครัวที่ปลูกเองอยู่เช่นกัน แต่พวกเขาเพียงส่งเสียงเรียกลูกค้าที่เฉียดเข้ามาใกล้อยู่สองสามคำเป็ครั้งคราว แล้วนั่งรออย่างใจเย็นให้ลูกค้าที่สนใจเข้ามาหยุดเลือกซื้อเอง
เมื่อได้ยินเสียงะโร้องขายอย่างกระตือรือร้นของสาวรุ่นดังขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาก็ทั้งสะดุ้งทั้งประหลาดใจ พากันหันขวับมามองเป็ตาเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหลายคนก็พลอยหันมองด้วยความอยากรู้เช่นกัน กระนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดหยุดเท้าลง
ท่านลุงแผงถัดไป อดไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นก่อน “แม่นาง นี่เ้าเพิ่งมาขายครั้งแรกสินะ?”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ” หลินซีพยักหน้ารับ
ท่านลุงคนเดิมกล่าวแนะนำด้วยท่าทางหวังดี “โอ้ แม่นาง อย่าเสียแรงเปล่าเลย ตอนนี้ผักป่ามันขายไม่ค่อยดีแล้วละ ไม่ค่อยมีใครเขาซื้อกันหรอก”
“ทำไมหรือเ้าคะ?”
ท่านป้าอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ตอบ “จะเป็เพราะเหตุใดได้อีกเล่า? นี่มันปลายฤดูแล้ว จะมีผักป่าดี ๆ ที่ไหนหลงเหลือให้เก็บได้อีก…” นางพูดพลางเหลือบสายตามองผักบนแผงของนังหนูไม่คุ้นหน้าแวบหนึ่ง
‘เอ๊ะ... ดูท่าทางก็สดใหม่ไม่เลวนี่นา’
ท่านป้าคนเดิมจึงรีบกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อ “ถึงผักของเ้าจะ... เอ่อ... ดูพอใช้ได้ก็เถอะ แต่ว่านะ ฤดูนี้ปกติมีผักป่าชนิดไหนกินได้บ้าง ชาวบ้านเขาก็รู้กันดีอยู่แล้วไม่ใช่รึ? แล้วอีกอย่าง ไอ้ผักใบเขียว ๆ ที่เ้าเก็บมาน่ะ ข้าไม่เคยเห็นหน้าค่าตามันมาก่อนเลย”
“ไม่เคยเห็นหรือเ้าคะ?” หลินซีทวนคำ สีหน้าประหลาดใจ
“ใช่แล้ว” ท่านลุงพยักหน้ายืนยัน “ก่อนหน้านี้ ตอน่ฤดูเก็บผักป่าเมื่อต้นปี ก็ไม่เคยเห็นผักชนิดนี้เลยนะ”
หลินซีจึงบอกไปตามตรง “แต่ผักพวกนี้ขึ้นอยู่บนเนินเขาแถว ๆ ตีนเขาพยัคฆ์คำรามนะเ้าคะ? พวกท่านไม่เคยขึ้นไปเก็บกันหรือเ้าคะ?”
สิ้นคำของหลินซี ท่านลุงท่านป้าทั้งสองต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ร้องออกมาแทบจะพร้อมกัน
“ตายแล้ว! แม่นาง นี่เ้าไปเก็บมาจากที่นั่นจริง ๆ รึ?!”
“กล้าเข้าไปได้อย่างไรกัน!”
“เขาพยัคฆ์คำรามนั่นขึ้นชื่อว่าสัตว์ร้ายน่ากลัวชุกชุมมาก ต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นหนาทึบจนมืดตื๋อ อันตรายออกอย่างนั้น แม้แต่พวกนายพรานชำนาญทางยังไม่ค่อยอยากจะย่างกรายเข้าไปเลย!”
‘…กับชาวบ้านธรรมดาทั่วไปยิ่งไม่ต้องพูดถึง’
หลินซีฟังแล้วนิ่งค้าง ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “...”
‘ที่ผ่านมาก็คิดว่าเสิ่นเฉินกล้าหาญมากแล้วนะ แต่ไม่นึกว่าจะกล้าหาญขนาดนี้! เห็นเขาเข้าออกป่าแถวนั้นบ่อย ๆ อย่างชำนาญ ก็นึกว่าเขาพยัคฆ์คำรามเป็ที่ที่ชาวบ้านไปกันเป็ปกติเสียอีก… ดูท่าทาง ผักป่าที่เราเก็บมาพวกนี้ คงจะมีขึ้นอยู่แค่ในป่าแถบเขาพยัคฆ์คำรามเท่านั้นกระมัง?’
ยามนั้นเอง ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัว ดวงตาของหลินซีเป็ประกายวาววับ …นางคิดแผนการดี ๆ ออกแล้ว!
.
.
.