เข่อซิงตื่นขึ้นมาล้างหน้าแต่งอาภรณ์เรียบร้อยก็รีบตรงไปที่ห้องของบุตรชายทันทีเปิดประตูเข้าไปเมื่อเห็นร่างเล็กนอนหลับอยู่ที่เตียงนางถอนหายใจด้วยความโล่งอกสองเท้าก้าวเดินไปหยุดมองบุตรชาย มือบางยกขึ้นมาลูกที่ศีรษะเบาๆหวังว่าพระองค์คงไม่มีแผนการที่จะนำลูกข้าหนีไปหรอกนะในใจนางกังวลเหลือเกินทำให้นอนไม่ค่อยหลับสนิทเลย
“ท่านแม่”
เด็กชายลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นใบหน้าผู้เป็นแม่ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ
“ลูกง่วงก็นอนต่อเถิดแม่จะนั่งอยู่เป็นเพื่อน”
“ไม่ขอรับลูกอยากไปหาท่านลุง”
“ซีห่าวต่อไปนี้เมื่อเจอหน้าท่านลุงลูกต้องทำความเคารพหลังสิ้นสุดคำต้องลงด้วยพ่ะย่ะค่ะเข้าใจที่แม่บอกหรือไม่”
เด็กชายพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
“ท่านแม่ลูกหิวแล้ว”
“พระชายา”สาวใช้หน้าตาตื่นวิ่งมาเสียงหอบดังด้วยความเหนื่อย
“มีเรื่องอันใดกันเจ้าถึงเร่งรีบเช่นนี้”
“หม่อม...เฮ้อ...หม่อมฉันคิดว่าพระชายากับองค์ชายน้อยหนีไปแล้วเพคะ”
เพ่ยเพ่ยเจ้าคิดได้เช่นไร ณ ตอนนี้ข้ากับลูกจะหนีไปไหนได้ถ้าข้าตัวคนเดียวก็ว่าไปอย่าง
“เจ้าไปให้คนเตรียมสำรับองค์ชายหิวแล้วเดี๋ยวข้าตามไป”
“เพคะ”
แต่งกายเสร็จทั้งสองเดินจูงมือกันไปที่ห้องสำรับพอไปถึงจางหมิ่นก็นั่งรออยู่ก่อนแล้วเด็กชายเมื่อเห็นเขาใบหน้าน้อยก็เผยรอยยิ้มดีใจออกมา
“ท่านลุง”
“อะฮึ้ม!”
“ถวายบังคมเสด็จลุง”
เด็กชายทำตามที่มารดาบอก จางหมิ่นเห็นแบบนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเข่อซิงขีดเส้นแบ่งให้แล้วเขามองไปยังหญิงสาวที่ตอนนี้ใบหน้าเฉยชายิ่งนัก เขาข่มอารมณ์ข้าต้องใจเย็นจะไม่ทะเลาะกับนางอีก ถึงนางจะทำอย่างไรข้าก็จะไม่ยอมแพ้
“ซีห่าวมานั่งใกล้ๆ พ่อ”
หญิงสาวได้ยินคำเรียกแทนตัวเขาเช่นนั้นก็ปลายหางตาไปมองนี่ข้าทำถึงขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอันใดอีกรึ เด็กชายยิ้มแล้วเดินไปนั่งใกล้เขาพร้อมหันไปเรียกมารดาเพราะกลัวนางจะโกรธ
“ท่านแม่มานั่งเร็ว”
“ลูกกินผักหรือไม่หรือชอบอันใดเป็นพิเศษพ่อจะให้คนนำมาให้”
“พระองค์...ลูกชายหม่อมฉันทานได้ทุกอย่างไม่เลือกกิน ไม่มีสิ่งโปรดปราน ได้โปรดอย่าทำให้เขาต้องเลือกกินเพคะ”
“อ๋อ! ข้ารู้แล้ว”
เด็กชายได้ยินและเห็นใบหน้าหงอยแบบนั้น ข้าต้องพูดอันใดสักอย่างตอนนี้ท่านพ่อคงรู้สึกแย่ไม่น้อย
“เสด็จลุงข้าชอบกินผักและข้าก็กินได้ทุกอย่างเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เด็กชายหยิบตะเกียบคีบผัดผักเข้าปากพร้อมข้าวสวยจางหมิ่นเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา นี่เจ้ากำลังเอาใจข้าใช่หรือไม่
“เจ้าใช้ตะเกียบเก่งนัก”
“ท่านแม่สอนข้า”
“ทานข้าวเสร็จแล้วออกไปขี่ม้ากับพ่อหรือไม่”
“ไปๆ”
“ไม่ได้ถ้าเจ้าตกจากหลังม้าแข้งขาหักแม่จักทำเช่นไรแล้วพระองค์ไม่ออกไปทรงงานด้านนอกหรอกรึเพคะ”
จางหมิ่นจ้องไปที่เข่อซิงด้วยสายตาไม่ค่อยพอพระทัยเท่าไรนักอะไรกันข้าหัดขี่ม้าตั้งแต่จำความได้ด้วยซ้ำไม่เห็นจะเป็นอันใดลูกข้าฉลาดขนาดนี้จะเป็นอันใดไปได้ อีกอย่างก็มีข้าอยู่ดูแลใกล้ชิดเขาหงุดหงิดยิ่งนัก ลุกเดินออกจากโต๊ะสำรับไป เด็กชายมองตามร่างใหญ่ออกไปจนลับตาท่านพ่อโกรธแล้ว
“แหล่งที่ข้าจะสร้างเตรียมกำลังคนพร้อมแล้วหรือไม่”
“พร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะอีกสองวันจะเริ่มดำเนินการสร้างแล้ว”
“อืม”
เฟยเทียนสังเกตเห็นพระพักตร์พระองค์ทรงไม่ค่อยสดชื่นเลยต้องมีเรื่องไม่สบายใจเป็นแน่
“พระองค์ทรงเป็นอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าแค่อยากใช้เวลากับลูกเจ้าว่าทำไมช่างเย็นนัก”
“จะเอาชนะใจพระชายาได้ก่อนอื่นต้องเอาชนะใจองค์ชายน้อยก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าพูดมันง่ายข้าจะพาซีห่าวออกมาขี่ม้านางยังขัดขวาง แล้วจะเอาอะไรมาชนะใจได้”
“อืม...กระหม่อมคิดว่าเราต้องหลอกล่อสักนิดพ่ะย่ะค่ะ”
เริ่มแผนการวันที่ หนึ่ง ลานม้า
เขาให้ทหารตั้งลานม้าที่ลานกว้างกลางตำหนักนำม้ามาขี่วนอยู่ เพ่งมองไปยังห้องเด็กชาย เข่อซิงสอนเด็กชายเขียนอักษรเมื่อซีห่าวได้ยินเสียงม้าก็วิ่งออกมาเกาะขอบประตูยืนมอง ข้าอยากลองขี่บ้างจังนางเมื่อเห็นก็เรียกบุตรชายกลับมานั่งเขียนอักษรตามเดิม
“เอาออกๆ เก็บลานม้าออกไปให้หมดนางช่างใจร้ายเสียจริงไม่ยอมให้ซีห่าวออกมาหาข้าเลย”
“พระองค์อย่าพึ่งท้อพ่ะย่ะค่ะพรุ่งนี้ยังมี”
เริ่มแผนการวันที่ สอง ลานประลองยุทธ
ลานกว้างถูกเปลี่ยนเป็นลานประลองยุทธเสียกระทบกันของดาบ ทำให้เด็กชายอดที่จะวิ่งออกมาเกาะขอบประตูมองไม่ได้
“ซีห่าวเจ้ามานี่”
เด็กชายเดินคอตกกลับไปนั่งที่เดิม เมื่อเห็นใบหน้าบุตรชายเป็นอย่างนั้นใจนางก็ทุกข์เช่นกันแต่จะให้ทำอย่างไร นางไม่อยากให้ทั้งสองสนิทกันมากเกินไปเพราะถึงตอนที่ต้องแยกจากกันแล้ว นางกลัว กลัวว่าลูกจะทำใจจากมิได้
“ท่านแม่สอนต่อเลยขอรับ”
“เจ้าอยากเรียนวรยุทธใช่หรือไม่ไว้เจ้าโตอีกหน่อยแม่จะสอนเจ้าเอง”
“ขอรับ”
จางหมิ่นเมื่อเห็นบุตรชายเดินกลับเข้าห้องไปก็หัวเสียขว้างกระบี่ลงพื้น เข่อซิงเจ้าจะใจแข็งไปถึงเมื่อใด
หลังจากส่งบุตรชายเข้านอนเข่อซิงกำลังเดินกลับห้องของตนแต่ระหว่างทางนั้นต้องผ่านห้องของจางหมิ่นเสียก่อน
“ว้าย!”
เสียงร้องของหญิงสาวอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อถูกมือหนาคว้ากายหายเข้าไปให้ห้องประตูปิดลงนางขยับกายปัดมือหนาออกหันไปจ้องเขม็งชายหน้าตาคมตรงหน้า
“ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้า”
“พระองค์ทรงมีเรื่องอันใดไว้ค่อยพรุ่งนี้เถิดเพคะตอนนี้ก็ดึกแล้วหม่อมฉันขอตัว”
เขาเดินไปขวางประตูเอาไว้เพื่อไม่ให้หญิงสาวออกไป
“ไม่ข้าจะคุยวันนี้ตอนนี้”
ทำไมพระองค์ถึงเป็นคนดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเช่นนี้จะขัดอย่างไรก็คงไม่ได้สินะ แต่จะให้คุยในห้องคงสุ่มเสี่ยงเกินไปเฮ้อ...นางถอนหายใจตอบรับส่งๆ
“ได้แต่ต้องออกไปคุยที่ด้านนอกเพคะ”
นางมองหน้าชายตรงหน้า สายตาที่เย็นชาไร้ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขาต้องยอมเปิดประตูแต่โดยดี
“เข่อซิงข้าขอร้องเจ้าข้าแค่อยากได้ใช้เวลาอยู่กับซีห่าวบ้างเหตุใดเจ้าต้องคอยขัดขวาง”
“พระองค์อย่าทำเช่นนี้เลยเพคะ”
“เจ้าบอกว่าลูกจะเจ็บตัวข้าเข้าใจได้แต่เจ้าลืมไปหรือไม่ว่าข้าก็คือบิดาเขาเช่นกัน ข้าจะปล่อยให้ลูกมีอันตรายได้เช่นไร”
“มันไม่ใช่แค่เรื่องของอันตรายเพคะสักวันหนึ่งพระองค์ก็ต้องไปจากที่นี้หม่อมฉันไม่อยากให้ลูกต้องเสียใจเมื่อพระองค์ไม่ได้อยู่กับเขาแล้วได้โปรดเข้าใจหม่อมฉันด้วย”
เสียงสั่นเคลือที่เปล่งออกมาเพราะต้องขมอารมณ์เอาไว้ เขารับรู้ได้
“เจ้ากับลูกยังคิดที่จะจากข้าไปอีกเยี่ยงนั้นรึตลอดห้าปีที่ผ่านมาข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว แต่ในใจของข้าเจ้ารู้หรือไม่ ข้าไม่อาจลืมเจ้าได้เลยบัดนี้เจ้ามาอยู่ต่อหน้าจะให้ข้าปล่อยเจ้าไปง่ายๆ เป็นไปไม่ได้ ข้าทำไม่ได้!”
ดวงตาแดงกล่ำมองไปยังใบหน้าหญิงสาว ทำให้นางไม่อาจกลั้นน้ำใสเอาไว้ได้
“พระองค์!...อย่าทำแบบนี้เลยเพคะหม่อมฉันไม่อยากให้ลูกต้องมาเสี่ยงอันตรายเหมือนกับห้าปีก่อน ฮึก!”
นี้คือแผลในใจของนางที่ข้ายังไม่สามารถข้ามผ่านไปได้เข่อซิงข้าต้องทำเช่นไร
“ข้าขอสาบานข้าจะปกป้องเจ้ากับลูกด้วยชีวิต”
“พระองค์ไม่สามารถอยู่กับหม่อมฉันและลูกได้ตลอดอย่าสาบานอันใดเลยเพคะ”
จางหมิ่นเดินไปหยุดตรงหน้าของนางใช้มือหนาสองข้างจับที่หัวไหล่นางแน่น
“มองตาข้า...”
เข่อซิงค่อยๆเงยขึ้นไปมองใบหน้าละมุนของคนตรงหน้าดวงตาเขาแดงมีน้ำใสไหลรินอย่างต่อเนื่อง
นางสัมผัสได้แล้วว่าตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านพระองค์คงทุกข์ไม่น้อยไปกว่านางเลยเมื่อเห็นนัยน์ตาที่เจ็บปวดของเขาแล้ว น้ำตานางพรั่งพรูออกมาไม่หยุด เสียงสะอึกสะอื้นดังที่ไม่อาจข่มเอาไว้ได้โผล่เข้าไปกอดร่างใหญ่แน่น จางหมิ่นได้รับไออุ่นจากกายนางก็ดีใจยิ่งนักโอบกอดร่างบางแน่นเช่นกันทั้งสองตอนนี้ไม่มีใครเอ่ยอันใดอีก มีแค่เสียงสะอื้นค่อยๆ แผ่วเบาลง
จางหมิ่นยกมือหนาปาดน้ำตาให้ชายาแล้วเคลื่อนไปประคองแก้มสองข้างเลื่อนเข้าหาใบหน้าตนพร้อมก้มลงไปจูบเบาๆที่ริมฝีปากบางของหญิงสาว
“เข่อซิงข้ารักเจ้า”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างใบหน้านางแดงระเรื่อด้วยความเขินอายหัวใจดวงน้อยกระตุกวาบเต้นแรง อะไรกันเมื่อกี้ท่านกับข้ายังทะเลาะกันอยู่เลยทำไมพาข้ามายังอารมณ์นี้ได้นะ
“หม่อมฉันง่วงแล้วขอตัวเพคะ”
นางก้มหน้าพร้อมอมยิ้มเดินไป แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงนุ่มของชายหนุ่มบอก
“ฝันดี”
นางไม่ได้หันกลับมาหาเขา แต่รีบเดินจากไปไวกว่าเดิมเสียอีกจางหมิ่นมองตามตาไม่กระพริบใบหน้าเผยรอยยิ้ม ได้พูดออกมาแบบนี้ข้าโล่งใจยิ่งนักหวังว่าเจ้าจะเข้าใจในความรู้สึกที่จริงใจของข้าเปิดใจรับข้าให้ข้ามผ่านเส้นแบ่งในใจเจ้า