ท่านอ๋องข้ามเวลามาเพื่อใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์

    ตอนที่ 33 [สุสานบรรพชนลี้ลับแห่งราชวงศ์อี้]


            หากจะกล่าวไปภูเขาสุสานบรรพชนใหญ่ตระกูลราชนิกุลอี้แห่งนี้นับว่าเป็นสถานที่ที่แปลกและน่าพิศวงนัก นอกจากจะเป็นภูเขาใหญ่ที่สูงที่สุดของเมืองเยียนจิงแล้วยังนับว่าเป็นหนึ่งในสิบของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศอีกด้วยเช่นกันทั้งโดยรอบยังมีภูเขาขุนพลเรียงชันรายล้อมอยู่หลายลูก ตำแหน่งที่ตั้งแห่งนี้ที่ท่านบรรพชนได้เลือกสร้างสุสานบรรพชนนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดชีพมังกรโดยแท้ ธรรมชาติดั้งเดิมรายล้อมภูเขาเขียวขจีงดงามแต่ทว่ากลับมีปริศนาความลับสลับซับซ้อนและนิ่งเรียบเงียบสงบยิ่งนัก เป็นความเงียบสงบที่แท้จริงโดยมิมีสิ่งเล็กสิ่งน้อยใดมารบกวน อีกทั้งยังมีเมฆหมอกหนาแน่นมากและการปิดบังซ่อนเร้นโดยธรรมชาติทำให้การมองเห็น ณ บางจุดของสุสานบรรพชนมิอาจมองเห็นได้จึงยิ่งเพิ่มทวีคูณ ‘ความลี้ลับ’ ของที่แห่งนี้มากขึ้นไปอีก


            เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้ยืนไพล่หลังมองภูเขาสุสานบรรพชนแห่งราชวงศ์อี้ด้วยสายตาล้ำลึก...

            

            “เราจำได้ว่าเมื่อปีนั้นน้องสี่ได้หายเข้าไปในสุสานบรรพชนลี้ลับแห่งนี้ แต่เสด็จพ่อกลับมิสั่งคนออกตามค้นหาในสุสาน เพียงมีสีพระพักตร์อันซีดขาวและเคร่งขรึมมากเป็นพิเศษแล้วกล่าวว่าให้คิดเสียว่าโลกนี้ไม่มีน้องสี่ แม้ว่าพระสนมฟู่เสียนเฟยจะร้องไห้ปานขาดใจให้เปิดสุสานค้นหาให้ทั่วอย่างไรเสด็จพ่อก็มิใจอ่อน”

            

            “กาลเวลาผันผ่านไปผู้คนในใต้หล้าต่างก็ค่อยๆลืมเลือนองค์ชายสี่ทั้งหมด ลืมเลือนเรื่องราวของพระโอรสองค์ที่สี่ของเสด็จพ่อทั้งหมดประหนึ่งว่ามิเคยมีพระโอรสองค์นี้ ต่อมาแม้ใต้หล้าจะลืมเลือนองค์ชายสี่แต่ผู้สูงศักดิ์แห่งสายเลือดราชวงศ์อี้กลับยังมิอาจลืมเลือนเรื่องราวนั้นได้

            ถึงอย่างนั้นเมื่อนับนานวันเข้าทั้งหมดก็ต้องลืมเลือน เสด็จพ่อมีโอรสธิดามากมายก็เริ่มลืมเลือนโอรสองค์ที่สี่ ฟู่เสียนเฟยผู้เป็นมารดาประสูติพระโอรสอีกครั้งก็ลืมเลือนโอรสของตนก่อนหน้า บุคคลในวังค่อยๆลืมเลือน ตัวตนขององค์ชายสี่เหลือเพียงในนามบันทึกไว้เท่านั้น... เบาะแสหายสาบสูญ”


             “แต่ทว่าเราเหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้กลับมิอาจลืมเลือนได้... เมื่อได้รับตรามังกรโอรสสวรรค์ขึ้นครองราชย์เรากลับจำขึ้นได้อย่างมิอาจลืมเลือนว่าองค์ชายสี่ได้หายเข้าไปในสุสานบรรพชนลี้ลับแห่งนี้ตลอดกาล”

            

            ยิ่งกล่าวเหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้ก็ยิ่งมองไม่ออก เขามองทุกอย่างด้วยสายตาที่ล้ำลึกคาดเดาไม่ได้ ยิ่งสงสัยในความลี้ลับของสถานสุสานแห่งนี้มากแต่ไม่คิดค้นหา

            ขันทีเกาและท่านปู่อี้สุยค้อมศีรษะลงต่ำเพียงรับฟังให้ผ่านเข้าหูแล้วก็ปล่อยผ่านไปเท่านั้น ไม่นำความกลับมาคิดหรือวิพากษ์เอ่ยกล่าวอันใดต่อจากโอรสสวรรค์... เรื่องราวความลับหรือเรื่องราวความลี้ลับต่างๆของตรามังกรราชวงศ์โอรสสวรรค์ไหนเลยที่ปุถุชนคนสายเลือดธรรมดาจะสามารถกล่าวแสดงความคิดเห็นอันใดได้

            ทว่าในใจของผู้น้อยทั้งสองนั้นคิดไว้แล้วว่า ณ สถานสุสานบรรพชนแห่งนี้เป็นสถานที่ไม่ธรรมดาและเป็นสถานที่ต้องห้ามลี้ลับอันน่าพิศวงที่ยากแท้หยั่งถึงนัก ไม่ควรมาเยี่ยมมาเยือนและไม่ควรรั้งอยู่นาน!

            

            “ตลอดมาจึงทำให้เรามั่นใจว่าทุกคนล้วนลืมเลือนเรื่องราวของน้องสี่กันทั้งหมด แต่ฮ่องเต้โอรสสวรรค์ผู้ถือตรามังกรนั้นมิอาจลืมเลือนได้ เสด็จพ่อก็มิได้ลืมเลือน เพียงแต่สุสานบรรพชนลี้ลับราชวงศ์อี้แห่งนี้... เป็นสถานที่ต้องห้ามตลอดกาล”

            

            เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบปกติราวกับเล่าเรื่องเล่าธรรมดาเรื่องหนึ่งเท่านั้น ในน้ำเสียงคล้ายไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรแต่ทว่าในเนื้อหาใจความกลับสร้างความรู้สึกขนหัวลุกแก่ผู้ฟังทั่วทั้งร่าง เขาพลางชำเลืองมองขันทีคนสนิทและอี้สุยผู้นำดูแลตระกูลราชนิกุลคนปัจจุบัน

            

             “เกาเฉวียนเจ้ายังจำเกี่ยวกับเรื่องราวหรือใบหน้าน้องสี่ของเราได้หรือไม่” เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้เอ่ยเรียกชื่อจริงของขันทีเกาพลางถามต่ออย่างจริงจัง ที่ลองเอ่ยถามขันทีเกาเพราะว่าเกาเฉวียนนั้นเป็นทั้งขันทีองครักษ์ข้างกายและเป็นสหายคนสนิทของเขา ล้วนเติบโตมาด้วยกันพร้อมทราบเรื่องราวขององค์ชายสี่ด้วย

             ใบหน้าผู้สูงศักดิ์ปกคลุมด้วยม่านหมอกปิดบังบางเบานั้นพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที... สิ่งที่เขาคาดคิดอยู่อาจจะมีความเป็นไปได้ก็ได้

            

             “ทูลฝ่าบาท กระหม่อม... กระหม่อมไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับองค์ชายสี่มากนัก เพียงมีความคิดจำได้เพียงเลือนรางเท่านั้น ทั้งยังเป็นความทรงจำที่เลือนรางมากด้วยพ่ะย่ะค่ะ” พลันอยู่ๆฝ่าบาทก็หันมาเอ่ยถามขึ้น ความคิดของโอรสสวรรค์นั้นใครไหนเลยจะกล้าคาดเดาขันทีเกาจึงหยุดคิดอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยตอบตามความจริง ไม่แสร้งจำได้ไม่แสร้งรู้แต่อย่างใด


            “อืม ช่างลี้ลับนัก เราคิดว่าแม้กระทั่งอี้อ๋องก็คงจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับองค์ชายสี่หรือพี่สี่ของเขาแน่นอน... คงจะมีเพียงเราฮ่องเต้ผู้ขึ้นครองราชย์เท่านั้นที่ยังจำทุกอย่างได้ จำได้เป็นอย่างดี”

            

            เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้กล่าวจบพลันเงียบครุ่นคิดอยู่สักพัก... นึกย้อนไปถึงน้องชายคนนั้นของตนแล้วจึงอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปากแวบหนึ่งก่อนพลันจะหันกลับมากล่าวสั่งการน้ำเสียงเคร่งขรึมต่อ

            

            “เกากงกงวาดภาพใบหน้าของน้องสี่เท่าที่เจ้าจำได้ให้ผู้นำดูแลตระกูลราชนิกุลรุ่นที่ 14 ให้ออกตามหาองค์ชายสี่ไปพร้อมกับตามหาอี้อ๋อง... เราอยากรู้ว่าที่แห่งนี้จะพอมีเบาะแสเกี่ยวกับน้องสี่ที่หายสาบสูญไปหรือไม่ หรือเขาจะตายไปแล้วจริงๆในครานั้น”

            

            “น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ!”

            

            ขันทีเกาและท่านปู่อี้สุยคุกเข่าน้อมรับคำสั่งอย่างเคร่งครัด เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้มองคนทั้งสองพลางเสดวงตาคมกริบกวาดมองผ่านม่านหมอกหนาบ้างบางเบาบ้างรอบๆภูเขาสถานสุสานบรรพชนลี้ลับ... เห็นที่ตั้งสุสานใหญ่ของบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่คนสำคัญหลายแห่งเรียงลำดับกันมาอย่างเลือนราง แม้กระทั่งเขาฮ่องเต้ก็มิมีสิทธิ์ในการมองเข้าไปรบกวนการพักผ่อนของทุกท่านบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่

             มิใช่ใครในราชวงศ์ก็ได้ที่สามารถฝังเรือนร่างตนหลับพักผ่อน ณ สุสานบรรพชนลี้ลับแห่งนี้

            

            แต่ทว่าในขณะนั้นเองที่เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้กำลังพยายามอย่างยิ่งมองรอบๆให้ทะลุผ่านม่านหมอกหนาปิดบังซ่อนเร้นภายใน... เขาก็ต้องถึงกับสะดุ้งเฮือกหนึ่งทันที


            เฮือก!

            

            “ฝ— ฝะ ฝ่าบาท” ขันทีเกาและท่านปู่อี้สุยพลันหน้าซีดขาวตามขึ้นมาทันตาเมื่อเห็นแผ่นหลังของฝ่าบาทขยับสะดุ้งน้อยๆคล้ายกับพบเจออะไรเข้า ทว่าฝ่าบาทมิกล่าวอันใดแล้วข้าราชบริพารอย่างพวกเขาจะกล่าวได้หรือ... ผู้น้อยทั้งสองก้มหน้าก้มตาสงบจิตสงบใจ ในเมื่อมีฝ่าบาทโอรสสวรรค์อยู่คงไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นหรอกกระมัง

            ถึงอย่างนั้นพวกเขายังยืนยันความคิดที่ว่าที่สุสานบรรพชนลี้ลับแห่งนี้ไม่ควรมาเยี่ยมมาเยือนและไม่ควรรั้งอยู่นาน!

              

            “เวลานี้ก็ไม่เช้าแล้ว... มิควรรั้งอยู่นานเพื่อรบกวนการพักผ่อนของเหล่าท่านบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่เรา”

            

            เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้กล่าวคงอยู่ในความสงบเช่นเดิมหาได้แสดงความหวาดหวั่นออกมาไม่ เพราะอย่างไรเสีย ณ สุสานบรรพชนลี้ลับแห่งนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์อี้ทั้งนั้น เขาฮ่องเต้ก็เป็นลูกหลานคนรุ่นหลังสายเลือดแท้คนหนึ่งจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเกรงกลัว... มีใครบ้างเล่าจะเกรงกลัวต่อรากเหง้าเหล่ากอเราเองกัน


            เวลานี้ก็สมควรจะต้องไปแล้วเขาจึงเอ่ยต่อสั่งทำความเคารพสูงสุดอย่างเต็มพิธีการแด่เหล่าท่านบรรพชนราชวงศ์อี้ผู้ยิ่งใหญ่ที่หลับพักผ่อนอยู่ที่แห่งนี้

            

            “รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านบรรพชนนานแล้ว ผู้เยาว์รุ่นหลังขอตัวลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ... ทำความเคารพ”

            

            “คุกเข่า!”

            

            ตึง!

            

            “ผู้เยาว์ทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”


            เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้กล่าวแล้วเดินนำออกจากสุสานบรรพชน เมฆหมอกหนาค่อยๆแหวกกลายเป็นเส้นทางตรงยาวนำทางไปสู่ทางออกที่แท้จริง... เป็นสถานที่ที่เข้าง่ายออกยากสินะ หรือว่าอาจจะไม่ได้ออกไปเลยหากไม่ได้รับอนุญาตหรือเข้ามาโดยพลการ

            

            ทุกย่างก้าวมั่นคงมุ่งหน้าสู่โลกภายนอก พลันนั้นขณะหนึ่งก้าวเหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้ก็รู้สึกหัวใจหนักอึ้งกับสิ่งที่ต้องรับรู้ก่อนหน้านี้ สามอย่าง... หนึ่งคือ ณ จุดที่พวกเขายืนอยู่ตรงกลางนี้หาใช่จุดกลางสุสานจริงไม่

            สองคือ ‘สุสาน’ ผ่านม่านหมอกซ่อนเร้นนั้นไปคือสุสานใหญ่ของท่านบรรพชนราชวงศ์อี้มีมากมาย แต่ที่ม่านหมอกหนานั้นคลายให้เขามองเห็นมีเพียงแค่สุสานใหญ่ของ... ‘อี้เฟย อี้อ๋อง’ ‘อี้เหวิน เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้’ ‘อี้ชิง ชิงอ๋อง’ และ ‘อี้... องค์ชายสี่’

            สุดท้ายสามคือ จุดหนึ่งภายในม่านหมอกหนานั้นเขามองเห็น มองเห็น... ประกายดวงตาของคนที่ยังมีชีวิตอยู่!

            

            จุดตรงกลางที่พวกเขายืนอยู่อนุมานได้ว่าเป็นแท่นบูชาอะไรบางอย่าง?

            สุสาน ที่ตั้งสุสานใหญ่ทั้งสี่ที่เขาสามารถมองเห็นนั้นปริศนายิ่งนัก เหตุใดถึงได้มองเห็นแค่สี่คนรุ่นหลังรุ่นเดียวกับเขา? การเรียงลำดับที่ตั้งสุสาน เหตุใดน้องอี้เฟยที่เป็นเพียงชินอ๋องกลับตั้งสุสานอยู่เหนือกว่าเขาอี้เหวินที่เป็นฮ่องเต้? การสร้างสุสานใหญ่และฝังเรือนร่างพักผ่อน ณ สุสานแห่งนี้ผู้ใดเป็นผู้ดำเนินการ?

            สุดท้าย ‘ท่านผู้นั้น’ ในม่านหมอกคือใคร?! และภายหลังม่านหมอกนั้นมีอะไรอยู่กัน?!


            ทุกอย่างล้วนเป็นปริศนาลี้ลับที่พิสูจน์ไม่ได้ทั้งสิ้น ได้คิดหลายอย่างๆแล้วเหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้พลันรู้สึกหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง เขามองภูเขาสุสานบรรพชนก่อนแวบหนึ่ง... ‘ความลับ’

            

            “อี้หวงตี้?  สุสานบรรพชนลี้ลับแห่งราชวงศ์อี้? ความลี้ลับแห่งสายเลือดราชวงศ์อี้?”

            

            

            ใช้เวลาไม่นานเหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้ ขันทีเกา และท่านปู่อี้สุยก็เดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ทางออกของสุสานบรรพชน ซึ่งเพียงแค่เปิดประตูและก้าวออกไปก็จะเป็นจุดเขตรอบนอกที่ผู้ติดตามของท่านปู่อี้สุยรออยู่ก่อนหน้าแล้ว เมื่อถึงตรงนี้ทำเอาท่านปู่อี้สุยอดทั้งแปลกใจและยิ่งขนลุกซู่ไม่ได้เพราะการมาถึงที่นี่อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาน้อยกว่าคราที่เขาเข้าไปในสุสานซะอีก!

            ก้าวพระบาทมงคลโอรสสวรรค์มายืนหยุดอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่… ไม่นานประตูนี้ก็ค่อยๆอ้าเปิดออกเองเกิดเสียงดังแอดเก่าแก่

            

            แอดดดด

            

            “ท่านปู่!” ยังไม่ทันที่ประตูสุสานจะเปิดออกกว้าง หลานชายที่รอท่านปู่อยู่อย่างเนิ่นนานด้วยความรู้สึกหวาดๆก็เรียกขึ้นน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจใบหน้ายิ้มกว้าง คิดเพียงว่าท่านปู่ออกมาแล้วจะได้ไปจากที่นี่สักที เขามัวแต่ดีใจมากจุดโฟกัสสายตาจึงตกอยู่เพียงร่างท่านปู่เท่านั้น ไม่ได้คิดเลยว่าจะมี ‘บุคคลปริศนา’ อีกสองคนออกมาจากสุสานด้วย


            “อี้กว่างมารยาทที่ปู่สอนอยู่ที่ไหน ยังไม่คารวะทำความเคารพท่านอี้เหวินอีก”

            

            หลานชายอี้กว่างถูกท่านปู่ดุเข้าเรื่องมารยาทนั่นแหละถึงได้สะดุ้งและสังเกตเห็นผู้อื่นอีกสองคน... ท่านอี้เหวินหรือ? ใบหน้าของหลานชายมีความงงงวยปนสงสัย ด้วยศักดิ์ฐานะของท่านปู่แล้วเขาเห็นน้อยมากที่จะเรียกใครว่า ‘ท่าน’ ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้งเช่นนี้

            อืม ไม่มีเลย เรียกกล่าวท่านอาจจะมีแต่ทว่าด้วยท่าทางเคารพนอบน้อมถึงเพียงนี้ไม่เคยเห็นท่านปู่เลย ท่านปู่ของเขาเป็นถึงผู้นำตระกูลราชนิกุลใหญ่ไม่จำเป็นต้องเคารพนอบน้อมให้ใครเลยด้วยซ้ำ... ฉะนั้นท่านอี้เหวินคนนี้เป็นใครกัน?

            แวบหนึ่งอี้กว่างจึงหันไปมองจ้องตรงที่บุคคลดังกล่าว แต่เมื่อได้มองแล้วเขาก็ต้องเกือบหยุดหายใจ!

            

            เฮือก!

            

            “ก้มหน้าลงอย่าจ้องมอง!”

            

            ท่านปู่อี้สุยเห็นท่าทีไม่ยินยอมของหลานชายเขาไม่ได้อธิบายมากความ เรื่องราวต้องห้ามเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะสามารถเอ่ยกล่าวได้อย่างพร่ำเพรื่อ จนเจ้าหลานชายตัวดีนั่นแหละถึงกับเสียมารยาทหันไปจ้องมองใบหน้าของนายเหนือหัวผู้สูงศักดิ์ตรงๆ เขาผู้เป็นปู่ถึงกับหน้าซีดตัวสั่นรีบสั่งให้หลานชายก้มหน้าลงน้ำเสียงดังเคร่งขรึม

            

            “ข— ขะ ขอโทษครับ” อี้กว่างสะดุ้งเฮือกรีบก้มหน้าตามคำสั่งของท่านปู่ เมื่อสักครู่นี้แค่มองแวบเดียวเท่านั้น… มิอาจมองทะลุ มิอาจพรรณนาและจดจำความรู้สึกได้

             ผู้ติดตามคนสนิททั้งสามคนก้มหน้าลงตั้งแต่ประตูใหญ่สุสานเปิดแง้มออกแล้วจึงไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้มอง จะเห็นก็เพียงแค่ปลายเท้าและชายขอบชุดคลุมอร่ามเรืองของผู้สูงศักดิ์ เงาหมอกปริศนาบางเบาประปรายบดบังเล็กน้อยแม้ยืนอยู่ใกล้ก็มิอาจมองได้ พวกเขาร่างกายสั่นระริกรู้สึกหวาดหวั่น


            ท่านปู่เข้าไปในภูเขาสุสานบรรพชนเพียงคนเดียว แต่กลับออกมามีบุคคลปริศนาตามมาพร้อมด้วยอีกสองคน? หนึ่งในบุคคลปริศนาสวมฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ในยุคสมัยอดีตเก่าก่อน? อีกหนึ่งคนสวมในชุดขันทีใหญ่ในยุคสมัยอดีตโบราณ? นี่มันอย่างไรกันแน่?... วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้หรือไม่?! คิดอย่างไรอี้กว่างก็ไม่สามารถอธิบายเหตุของเรื่องราวเช่นนี้ได้เลย!

            และความนอบน้อมอย่างถึงที่สุดของท่านปู่อี้สุยที่มีต่อท่านอี้เหวินผู้นี้ยิ่งทำให้หลานชายอี้กว่าง ผู้ติดตามคนสนิททั้งสามคนร่างกายสั่นระริกพลันหนาวเย็นยะเยือก หายใจติดขัดไปเลย ไม่มีใครกล้าคิดต่อแล้วทุกคนเพียงก้มหน้านิ่งเท่านั้น

            

            “ท่านอี้เหวินหลานของผู้น้อยมิค่อยรู้ประสาต้องขออภัยด้วยขอรับ”

            

            “อืม” เหวินฮุ่ยตี้ฮ่องเต้พยักหน้าให้ไม่ถือสาหาความ พลางมองเด็กหนุ่มหน้าตาดีตรงหน้าพานพาให้คิดถึงเด็กหนุ่มอีกคนที่มักจะทำตามอำเภอใจตนเองอยู่เสมอ มิสนว่าใครเป็นใครทั้งสิ้น มักปีนหัวฮ่องเต้เล่นได้แล้วจนน่าจับมาตีสั่งสอนเรื่องมารยาทยิ่งนัก... กิริยามารยาทเช่นนั้นใช้ได้ที่ไหนกัน

            

            “ถือว่าไม่เด็กแล้วควรเคร่งครัดสั่งสอนให้รู้มารยาทมากๆเป็นดีที่สุด อย่าให้ผู้ใดมาว่ากล่าวตระกูลราชนิกุลอี้ได้”

            

            “ผู้น้อยน้อมรับคำสั่งสอนขอรับ”


            เมื่อไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยต่อหลังจากนั้นท่านปู่อี้สุย หลานชายอี้กว่าง ผู้ติดตามคนสนิททั้งสามคนและเพิ่มบุคคลในม่านหมอกผู้มาใหม่อีกสองท่านจึงได้เดินทางกลับ... เรื่องราวในวันนี้ถือเป็นเรื่องราวความลับต้องห้ามที่ไม่สามารถเอ่ยได้

            ผู้ที่มาและทราบเรื่องราวในวันนี้ต่างต้องปิดปากเงียบกริบให้หมด แต่ทว่าใครจะทราบว่าในอนาคตเบื้องหน้าอันใกล้นั้นจะมีคนจำพวกปากพล่อยปากไม่มีหูรูดอยู่ด้วย หนึ่งในผู้ติดตามทั้งสามคือคนทรยศนำเรื่องเกี่ยวกับภูเขาสุสานบรรพชนใหญ่ตระกูลราชวงศ์ราชนิกุลอี้ไปขายข่าวแก่คนกลุ่มหนึ่ง จากนั้นไม่นาน ‘คำสาปประหารเก้าชั่วโคตร’ จากสุสานบรรพชนลี้ลับแห่งราชวงศ์อี้จึงได้สำแดงเดช คนในตระกูลของผู้ทรยศต่างล้วนเกิดเหตุล้มตายไปอย่างปริศนารวมทั้งหมดทั้งเก้าชั่วโคตร เกิดเป็นข่าวใหญ่สะท้านแผ่นดินสร้างความหวาดผวาให้กับคนทั้งหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทราบเรื่องราวต้นเรื่องแต่แรก... นี่เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ นอกจากคำว่า ‘ปริศนาลี้ลับ’

            

            

            กลับสู่คฤหาสน์ตระกูลราชนิกุลอี้

            

            “ไปที่ภูเขาต้องห้ามลึกสุดของตระกูลราชนิกุลอี้”

            

            

            

            อีกทางด้านหนึ่ง...

            

            พรึ่บพรึ่บเปรี้ยง! พรึ่บพรึ่บเปรี้ยง!   เปรี้ยง!!

            

            “พายุใหญ่กำลังมาหรือ...”

            

            อี้ชิงยืนอยู่ริมระเบียงห้องนอนเอ่ยพึมพำน้ำเสียงแผ่วเบากับตนเอง ดวงตาทะเล้นสดใสพลันปรากฏประกายความเคร่งขรึมจริงจังขึ้นยามมองท้องฟ้าอันมืดมิดในวันคืนจันทร์ดับ เขารู้สึกได้ว่าวันนี้แตกต่างไปจากทุกวัน เกิดอาการเจ็บแปลบที่บริเวณหน้าข้างซ้ายและเลือดภายในกายมันเดือดพลุ่งพล่านอย่างไม่ทราบสาเหตุ

            หรือนี่อาจจะเป็นลางสังหรณ์อะไรบางอย่างหรือไม่... ไม่รู้ทำไมหัวใจกลับรู้สึกหนักอึ้งไม่ดีเอาเสียเลย

            

            ชิงอ๋องมองสงบครุ่นคิดนิ่งเงียบอยู่สักพัก ดวงตาเคร่งขรึมแปรเปลี่ยนเป็นนัยน์ตาอันคมกริบล้ำลึกยากคาดเดา... ปลดปล่อยรังสีสังหารรุนแรง




            ------------------------------------

            Talk

            ใช่จ้ะ เสด็จอาชิงโปรดเตรียมตัว... พายุลูกนี้ใหญ่มาก!

            

            พี่เหวิน vs อาชิง เริ่มขึ้นสังเวียนแล้วยกที่หนึ่งกำลังจะเริ่ม(เคาะระฆัง) เป๊ง!

            

            รักพี่เสียดายอา อุแงงงง ปลดปล่อยจิตสังหาร เขาจะตีกันแล้ววววว ไม่มีความสมานฉันท์ในหมู่คนที่เป็นติ่งท่านอ๋อง ใครดีใครได้ละเด้อ... เสด็จอาชิงคือมีแต้มนำมากอ่ะเขามาสแตนบายอยู่ก่อน 3-4 ปีคือชินกับยุคปัจจุบันแล้ว อีกอย่างคือได้เจอกับอ๋องน้องแล้ว รู้บ้านรู้ที่อยู่ของน้องด้วย

            ส่วนเสด็จพี่เหวินคือเพิ่งมาอ่ะ ยังไม่ชินกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันยังไม่พอนะ ยังไม่รู้ด้วยเสี่ยวเฟยเอ๋อร์อยู่ไหน จะเชียร์ใครก็กลัวใครสักคนจะร้องไห้อ่ะเนอะ ก็พวกเขาต่างก็รักเอ็นดูของเขามาตั้งแต่เมื่อสมัยอดีตกาลนู้นแล้วอ่ะ ถือว่าลุ้นๆเป็นกำลังใจให้ทุกท่านจ้า ฮุฮุคึคึ(ยิ้มอย่างชั่วร้าย)

             อีกทางด้านท่านอ๋องของพวกเราก็... ชื่อก็บอกเนอะ พี่ทั่นมาเพื่อสโลว์ไลฟ์จ้า มาเพื่อปลดปล่อยดาเมจใส่ผู้คน [5555]

            สุดท้ายนี้มีความเอ็นดูน้องกว่างวิทยาศาสตร์ก็อธิบายเรื่องนี้ไม่ได้หรอกน้องเอ๊ยยยยย (ปล. นิยายเรื่องนี้อยู่ในหมวดนิยายวาย+แฟนตาซีเล็กน้อยเด้อค่า)

            

            Talk2

            ช่วงนี้ไรท์กำลังอยู่ในช่วงคาบๆเส้นมากว่าใกล้จะจบแล้วแต่ก็ยังไม่จบ (คือใกล้เป้าหมายแล้วแต่ก็ยังมีความงงนิดนึงแต่นั่นแหละ) อาจจะไม่ได้มาอัพทุกวัน แต่ถ้าว่างจะพยายามแต่งให้ได้อัพแน่นอน ขอบคุณทุกคนที่รอที่ติดตามและสนับสนุนมาตลอดนะคะ :)

            

            ตอนนี้พบกับเรื่องราวลี้ลับของสุสานบรรพชนใหญ่ราชวงศ์อี้ ตอนหน้ามาร่วมกันเป็นกำลังใจให้ท่านอ๋องด้วยกันอีกเถอะ!

            อ่านแล้วเป็นเช่นไรบ้างก็ฝากคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)