
สรรพชีวิตที่อาศัยในแต่ละยุคมีมากมาย ย้อนไปนับล้านและหลายล้านปี เราต่างเข้าใจในยุคา บนดินแดนที่อยู่อาศัยกว้างใหญ่ แท้จริงแล้ว ว่ากันว่า เป็ดินแดนที่ทับซ้อนอยู่บนมิติแห่งเวลา และมิติแห่งภพ ดินแดนแต่ละแห่งมี่เวลาที่แตกต่างกันออกไป เรารู้จักการในชื่อเรียกว่ามิติคู่ขนาน ทั้งนี้ อายุขัยของชีวิตในแต่ละดินแดนแต่ละมิติ ก็จะมีความยืนยาวที่แตกต่างกันไปเป็ธรรมชาติของสรรพสิ่ง ทว่าอยู่ในเงื่อนไขแห่งไตรลักษณ์ คือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และการดับไป ไม่มีเว้น เพียงแต่จะมี่เวลายาวนานเท่าใด
ในดินแดนตงหยาง ก็เช่นเดียวกัน มีสรรพชีวิตมากมาย ลู่ซือ เด็กชายที่ถูกเก็บมาเลี้ยงครั้งยังเป็ทารกแบเบาะที่ถูกวางทิ้งไว้หน้าถ้ำน้ำตกในป่า เมื่อครั้งตระกูลจงเดินทางผ่านไป ด้วยความรักและความสงสารจากท่านย่าที่ผู้เป็ผู้นำตระกูล จึงเก็บมาเลี้ยงดู ส่วนปัจจัยที่เด็กทารกคนนี้ใช้ชื่อลู่ซือ ก็เนื่องจากป้ายหยกที่ห้อยคอไว้กับเด็กมีชื่อกำกับว่า "ลู่ซือ" นั่นเอง แม้จะพยายามสืบเสาะมาหลายปี ทว่าก็ไม่พบว่าใครเป็พ่อแม่หรือญาติของเด็กทารกคนนี้
แม้นจะได้รับการคัดค้าน การไม่เห็นด้วยจากหลายคนในตระกูล ซึ่งหลัก ๆ ที่คนในตระกูลไม่เห็นด้วยก็คือเื่ผลประโยชน์ที่ต้องแบ่งไปให้ลู่ซือนั่นเอง ทว่าผู้นำตระกูล "จงเปา" หญิงชราวัยแปดสิบก็ยังคงเพิกเฉย และตั้งใจเลี้ยงดูลู่ซืออย่างจริงใจ โดยใช้ทรัพยกรส่วนตัวในการเลี้ยงดู
ตระกูลจง เปิดสำนักโอสถ ปรุงยารักษาผู้เจ็บป่วย เป็สำนักที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ทำการรักษามาหลายชั่วอายุคนแล้ว จงเปา จะมาดูแลงานของสำนักด้วยตนเองทุกวัน และทุกครั้งก็จะพาลู่ซือมาตลอด เมื่อลู่ซืออายุสามขวบ สามารถพูดจากตอบโต้ได้ เข้าใจภาษาที่ผู้คนรอบข้างพูดคุยได้ดี ได้ยินการสอนสั่งเื่การทำโอสถรักษาผู้ป่วย ที่เข้ามาขอรับการรักษาที่ตระกูลจงมากมาย ทำให้ซึมซับและเข้าใจเื่โอสถและการรักษาเป็อย่างดี การรักษาของหญิงชรา ผ่านหูผ่านตาลู่ซือมาหลายครั้ง แม้จะไม่นานมากนัก แต่มันก็ทำให้ลู่ซือรู้สึกได้ว่า เื่เหล่านี้เป็เื่ง่าย ๆ ที่เคยรู้มาก่อนแล้ว
ในแต่ละวัน ลู่ซือมองการเห็นการฝึกฝนของลูกหลานตระกูลจงที่ฝึกยุทธ์ทุกวันเป็ประจำ ทำให้ซึมซับและเข้าใจหลักและวิธีการยุทธ์เป็อย่างดี หากแต่ด้วยกฏของตระกูล ทำให้ลู่ซือไม่สามารถฝึกวิชาของตระกูลจงได้ แม้นว่าจงเปาจะเป็ผู้นำตระกูล ก็ไม่สามารถฝืนกฏบรรพชนได้ จึงได้ให้ฝึกวิชาของสำนักสมัยที่จงเปาเคยร่ำเรียนในสมัยเยาว์ให้แก่ลู่ซือ
ครั้นวัยห้าขวบมีความรู้แตกฉานอย่างสูงด้านโอสถ และจากการถ่ายทอดโดยตรงจากผู้นำตระกูล เสมือนไปกระตุ้นความจำบางอย่างให้ระลึกและเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้ได้มากขึ้น
การฝึกพลังปราณและพลังปฐมกายาของเด็กวัยห้าปีขึ้นไป เป็เื่จำเป็ เพื่อเป็รากฐานของแต่ละคนในอนาคต ลู่ซือก็เช่นกัน จงเปา สอนการฝึกพลังปราณให้คงที่มั่นคง เพื่อให้เป็ฐานแห่งพลังปฐมกายาที่แข็งแกร่ง
และเฉกเช่นเดียวกับการเห็นอยู่บ่อย ๆ การฝึกเป็ประจำ ทำให้ลู่ซือรู้ได้ว่า เสมือนเคยเห็นและเคยผ่านเหตุการณ์พื้นฐานมาก่อน ทว่ามันเป็เหมือนความฝัน อายุเจ็ดขวบมีพลังปราณที่แข็งแกร่ง สามารถล้มคู่ต่อสู้ระดับอายุสูงกว่าได้อย่างอัศจรรย์ ล้มจงหมาน ลูกของลุงใหญ่ในตระกูลได้สำเร็จ ทำให้เป็ที่เคืองแค้นของคนในตระกูลอีกหลายคน จะมีก็เพียงจงฮวา ลูกของลุงสี่ที่มีอายุน้อยกว่าลู่ซือสองปี ที่ดีและให้ความสนิทสนมกับลู่ซือมาครั้นเยาว์วัย
กระทั่งในปีที่เจ็ด สามารถเข้าสู่สำนักเทพ์ โดยสามารถผ่านการทำสอบพลกำลัง และกำลังปราณได้ในระดับปฐมกายาที่ 6 ซึ่งโดยปกติ จะเป็เด็กที่มีอายุอย่างน้อยสิบสองปีที่จะเข้าสู่ระดับปฐมได้