เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ ทุกคนก็ได้นัดทานอาหารกันที่ค็อกเทลบาร์ หลังจากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน ตอนแรกหินก็กะจะรั้งให้ทุกคนคอยดูทะเลเรืองแสงด้วยกัน เพียงแต่ว่าเห็นทุกคนมีท่าทางเหนื่อยล้า สุดท้ายหินก็ไม่ได้รั้งใครไว้แต่อย่างใด ปล่อยให้ทุกคนกลับห้องไปนอน ส่วนหินก็นั่งพูดคุยกับสตีฟเช่นเดิม..วันถัดมาหินตื่นตั้งแต่เช้า เมื่อจัดการธุระของตัวเองแล้ว หินก็ตัดสินใจที่จะไปนั่งพักผ่อนอยู่บริเวณชายหาด หินไม่ได้เลือกที่ไหนไกลแต่กลับเป็นหน้าโรงแรมที่ตนพักนั่นเองซึ่งหินได้เลือกเก้าอี้ม้านั่งที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
หินอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขาสั้นสีฟ้าอ่อน แว่นตาสีชาเข้มที่หินสวม กลับทำให้หินดูเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญคนหนึ่ง
วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนที่จะกลับไปสู่โลกของความเป็นจริง ดังนั้นหินกะจะพักผ่อนในวันนี้อย่างเต็มที่ จะไม่มีการฝืนใจใดๆ ทั้งสิ้นในวันนี้ แพลนของหินในวันนี้ก็คือไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แค่เพียงนั่งชิวๆ รับลมหน้าหาดเท่านั้น
“อ้าห์...รู้สึกดีจริงๆ ” หินเอ่ยขึ้นเบาๆ หลังจากหยิบน้ำส้มคั้นขึ้นมาดื่มนั่งรับลมหน้าชายหาดภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ สูดกลิ่นอายของทะเล คอยมองดูผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา หินรู้สึกว่านี่มันเป็นช่วงเวลาที่แสนสุขสำหรับเขาจริงๆ
ในโลกเก่าของเขามันไม่มีทางพบเจอสถานที่แบบนี้ได้อีก ธรรมชาติบนโลกเก่าของหินต่างถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ จริงๆ มันไม่ควรจะเรียกว่าธรรมชาติด้วยซ้ำเพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ธรรมชาติดั้งเดิมที่เหลือเพียงน้อยนิดต่างถูกอนุรักษ์ไว้โดย GON (Guardian Of Nature) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจเด็ดขาดที่สุดในโลกของเขา
‘ธรรมชาติคือผู้ให้ชีวิตที่แท้จริง แม้นพลีชีพ ห้ามมิให้ถูกทำลาย’ นี่เป็นคำกล่าวของผู้ที่เป็นคนก่อตั้งGON ขึ้นมา ไม่มีใครบนโลกไม่รู้จักคำกล่าวนี้ โดยเฉพาะเหล่ากาเดี้ยนที่คำกล่าวนี้ประหนึ่งถูกสลักไว้ในหัวใจ
GON จะไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงานใดและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกครองแต่อย่างใด อำนาจเด็ดขาดของ GON คือทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ
หากมีใครทำผิดจะถูกลงโทษขั้นเด็ดขาดโดย GON ไม่ว่าคุณจะเป็นเพียงประชาชนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็ตาม ต่อให้เป็นผู้นำโลกก็ไม่สามารถได้รับการยกเว้นได้
ในปัจจุบัน GON ไม่ค่อยจะได้ลงแสดงบทโทษต่อใครเท่าไหร่นัก เนื่องจากแทบไม่ค่อยมีคนทำผิดหรือไม่ก็อาจเป็นความผิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เหตุผลหนึ่งมาจากการปลูกฝังอย่างเข้มงวดของคนทุกคนบนโลก ที่มีการปลูกฝังเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเข้มงวดเพราะในอดีตมันเคยมีเหตุการณ์ที่สอนบทเรียนครั้งใหญ่ให้แก่มนุษย์บนโลก มันคือหนึ่งในภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุด
ย้อนกลับไปยุคก่อนประวัติศาสตร์จักรกล ได้เกิดสงครามโลกระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ในครั้งนั้นมนุษย์ได้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการทำสงคราม
เพียงเพราะการหลงใหลใฝ่หาในอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่ม ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก แม้จะบอกว่าเป็นการรบกันของทหารแต่ผู้ที่ต้องเซ่นสังเวยโลหิตและรับเคราะห์แทนกลับเป็นเพียงประชาชนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย
สงครามครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยล้านคน เกือบ 80% ของผู้ที่เสียชีวิตกลับเป็นเพียงประชาชนคนธรรมดา ที่ร้ายแรงกว่านั้นธรรมชาติถูกอาวุธนิวเคลียร์ทำลายไปอย่างหนัก
เหมือนเคราะห์กรรมซ้ำเติม ขณะที่พึ่งบอบช้ำจากพิษร้ายของสงคราม ก็ได้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นทั่วโลก ภัยพิบัติใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการส่งสัญญาณเตือนใดๆ ทั้งสิ้น ประหนึ่งบทลงทัณฑ์จากพระเจ้า
คลื่นยักษ์สึนามิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุ น้ำท่วม ฯลฯ อีกมากมาย ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้เป็นหายนะครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทั่วทุกมุมโลกโดยที่ไม่มีใครได้ทันตั้งตัวแม้แต่น้อย
ภัยพิบัติคร่าชีวิต 70% ของประชากรบนโลกในทันที อาหาร ยา ที่อยู่อาศัย ถูกทำลายไปแทบหมดสิ้น ไม่นานหลังจากนั้นก็เกิดโรคระบาดรุนแรงและความอดอยากที่คอยคร่าชีวิตผู้คนตามมา
มนุษย์ในตอนนั้นแทบจะไม่มีพื้นที่ในการอยู่อาศัย ถ้าหากผืนแผ่นดินไม่ได้ถูกทำลาย ก็เป็นพื้นที่อันตรายที่เต็มไปด้วยกัมมันตรังสีจากอาวุธนิวเคลียร์
ความหิวโหยอดอยาก โรคภัยไข้เจ็บ ความหวาดกลัว คอยหลอกหลอนทรมาณผู้ที่รอดชีวิตเหมือนให้ตกตายทั้งเป็น เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียมากที่สุดให้มนุษย์โลก มันคือฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริง
ในครั้งนั้นเกือบทำให้มนุษย์บนโลกสูญพันธุ์ไป จากประชากรทั้งหมดในตอนนั้นเหลือผู้รอดชีวิตเพียงแค่ 5% เท่านั้น ผู้รอดชีวิต 5 % ที่เหลืออยู่ก็คือผู้ที่บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ แม้มันจะเป็นฝันร้ายที่พวกเขาเหล่านี้อยากจะลืมเลือนมันเหลือเกิน แต่พวกเขาก็ไม่มีวันลืมมันได้ กลับกันพวกเขากลับรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเท่าที่จะหาได้ เพื่อจะบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ว่า ธรรมชาตินั้นสำคัญขนาดไหน มันคือประวัติศาสตร์ที่เขียนด้วยเลือดของเหล่าบรรพบุรุษอย่างแท้จริง
แม้จะเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดของมวลมนุษยชาติแต่ก็ยังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น มนุษย์ที่เหลือรอดต่างร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว นั่นทำให้มนุษย์สามารถยืนหยัดและก้าวผ่านเหตุการณ์ในวันนั้นไปได้
นี่เป็นบทเรียนราคาแพงที่ธรรมชาติได้มอบให้แก่มนุษย์ หลังจากนั้นมนุษย์จึงได้มองเห็นความสำคัญของธรรมชาติอย่างแท้จริงหลังจากนั้นเป็นต้นมาแม้จะมีความขัดแย้งมากมายขนาดไหน แต่มนุษย์บนโลกต่างมีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งคือห้ามเบียดเบียนหรือทำลายธรรมชาติอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าหากภัยพิบัติเกิดขึ้นอีกครั้ง มันอาจจะมีราคาแพงมากเกินกว่าที่มนุษย์จะจ่ายค่าตอบแทนไหว
ประวัติศาสตร์ในยุคนั้นถูกเรียกว่า ยุคแห่งความสิ้นหวังของมวลมนุษยชาติ หลายๆ ยุคที่ผ่านมาต่อจากนั้นที่ได้รับการบันทึกเป็นประวัติศาสตร์อาจจะมีหลายยุคที่ข้อมูลเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ยุคแห่งความสิ้นหวังของมวลมนุษยชาติ กลับไม่เคยเลือนหายไปแม้แต่น้อย ถือได้ว่าเป็นยุคเก่าแก่ยุคเดียวที่มีข้อมูลบันทึกครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
“ดีแล้วที่ไม่ได้เกิดในยุคนั้น” หินเอ่ยขึ้นกับตนเองเบาๆ หรือว่าบางที...เขาอาจจะเกิดแล้วตายไปแล้วในยุคนั้นและมาเกิดใหม่ในยุคนี้อีกที อันนี้เขาก็ไม่แน่ใจ
“ดอกเตอร์กำลังพูดถึง ยุคแห่งความสิ้นหวังของมวลมนุษยชาติรึเปล่าครับ” เดวิดเอ่ยถามขึ้นมา
“อืม” หินตอบรับเบาๆ
เดวิดไม่ได้ถามอะไรขึ้นมาอีก เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นต่างถูกบันทึกลงไปในคลังความรู้ของ AI ทั้งหมดบนโลกเช่นกัน ซึ่ง AI ทุกตนบนโลกต่างก็ได้รับรู้ว่ามันเป็นความสูญเสียที่ใหญ่หลวงที่สุดของมนุษย์ ซึ่งส่งผลมาตลอดจนถึงปัจจุบันและนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เกิดการก่อตั้ง GON ขึ้นมาอีกด้วย
หินทอดสายตาออกไปมองไปยังทะเลเบื้องหน้า แววตาภายใต้แว่นสีชาเข้มทอประกายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ฉันจะไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นบนโลกนี้” หินเอ่ยขึ้นกับตัวเองเบาๆ
ไม่ใช่ว่าหินคาดเดาโดยไม่มีเหตุผล แต่ว่ายุคปัจจุบันของโลกนี้ มีความคล้ายคลึงกับยุคแห่งความสิ้นหวังของมวลมนุษยชาติในโลกของหินสุดๆ เพียงแค่มันล้าหลังกว่ายุคแห่งความสิ้นหวังของมวลมนุษยชาติอยู่หลายสิบปี
หินเชื่อว่ามันมีโอกาสเกิดเหตุการณ์คล้ายๆ ยุคแห่งความสิ้นหวังของมวลมนุษยชาติขึ้นได้อย่างน้อยก็คือ 80 % นี่คือหินคิดในแง่ดีสุดๆแล้ว มันจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอนถ้าหากหินไม่ทำอะไรสักอย่าง ชนวนสำคัญที่สุดที่จะทำให้มันเกิดขึ้นก็คือความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั่นเอง
“หิน… หิน? … หิน!!” เสียงเรียกครั้งสุดท้ายได้ดึงสติของหินกลับมา
เมื่อหินหันไปมองพบว่าเป็นมิ้วนั่นเอง หินรู้สึกอึ้งเล็กน้อย เพราะปกติมิ้วจะแต่งตัวมิดชิดไม่ค่อยเผยเนื้อหนังให้เห็น แต่ตอนนี้มิ้วกลับสวมชุดทูพีชสีชมพู ซึ่งมีผ้าบางสีรุ้งมัดปกปิดที่เอวลงไปอีกทอดหนึ่ง เดิมทีมิ้วก็น่ารักอยู่แล้ว แต่ชุดที่เธอสวมในวันนี้กลับทำให้เธอยิ่งดูน่ารักน่ามองขึ้นไปอีก แม้จะไม่ได้มีหุ่นเซ็กซี่เหมือนจอย แต่สำหรับมิ้วแล้วส่วนที่ควรมีเธอก็มี ส่วนที่ไม่คิดว่าเธอจะมีเธอก็มี ไม่คิดว่าจะปิดบังมาได้นานขนาดนี้ แค่กๆ!! ...
“อ้าวมิ้ว...มีอะไรเหรอ?” หินสะบัดหัวไล่ความคิดอันอกุศลของตัวเองออกไป จะว่าหื่นก็ไม่ถูก หินก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง ธรรมชาติของผู้ชายก็ชอบมองผู้หญิงที่สวยงามน่ารักเป็นธรรมดา
หินแอบสงสัยเล็กน้อยว่ามิ้วมายืนข้างๆ เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเขาไม่รู้ตัวเลย
จริงๆ แล้วมิ้วมายืนข้างหินได้ไม่นาน แต่เมื่อกี๊หินตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างแม้แต่น้อย ต่อให้มีคนมายกแก้วน้ำส้มของหินไปดื่มจนหมดบางทีหินก็อาจจะไม่รู้สึกตัวอยู่ดี
“มิ้วเรียกหินตั้งหลายครั้งแต่หินไม่ตอบ หินคิดอะไรอยู่เหรอ” มิ้วถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก คิดอะไรเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ” หินตอบกลับไป
“อ้อ… งั้น มิ้วขอนั่งด้วยคนนะ” มิ้วเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ตามสบายเลย”
มิ้วจึงเลือกนั่งเก้าอี้ม้านั่งที่ติดกับหิน
“หินชอบนั่งรับลมแบบนี้เหรอ?” มิ้วเอ่ยถามขึ้น
“อืม”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนมิ้วก็คงคิดว่าหินเป็นคนที่หยิ่งมากๆ แต่พอได้รู้จักจึงทำให้เธอรู้ว่าหินเป็นคนพูดน้อยมาก หินจะตอบเท่าที่ถามเท่านั้น เว้นแต่มันจะเป็นเรื่องที่สำคัญเขาถึงจะพูดยาวกว่าปกติ ดังนั้นตอนนี้เธอจึงเริ่มชินไปซะแล้วกับการพูดคุยกับหินในลักษณะนี้
“แล้วทำไมหินถึงไม่ชอบลงทะเลล่ะ?”
“น้ำมันเค็ม เหนียวตัว ผมไม่ชอบ”
ตอบคำถามมิ้วเสร็จหินก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก
‘เฮ้อ…’ มิ้วถอนหายใจขึ้นใจ นอกจากประโยคคำตอบแล้ว จะไม่มีประโยคคำถามบ้างรึไงนะ มิ้วแอบท้อนิดๆหลังเงียบไปครู่หนึ่งหินก็เอ่ยถามขึ้น
“แล้วคนอื่นล่ะ?”
“...” นั่นไงถึงมีคำถาม มันก็ไม่เกี่ยวกับตัวเธออยู่ดี
“เดี๋ยวก็ตามมา ตอนนี้ว่ายน้ำกันอยู่ที่สระข้างในโรงแรม” มิ้วเอ่ยตอบ
“อ้อ...” หินรับคำจากนั้นก็นั่งชมวิวทะเลเช่นเดิม
มิ้วจึงนึกไปถึงบทสนทนาที่ได้คุยกับจอยเมื่อคืนนี้
“จะทำอะไรก็รีบทำนะไม่อย่างนั้นเธอไม่มีวันได้ครอบครองหินแน่” จอยเอ่ยขึ้นกับมิ้ว
“นี่...จอยรู้ด้วยเหรอว่ามิ้วชอบหิน” มิ้วถามขึ้นด้วยความตกใจ อีกทั้งประหม่าและเขินอายจอยมองหน้ามิ้วด้วยท่าทางประมาณว่า เธอจะถามคำถามนี้กับฉันจริงเหรอ?
“ถ้าจะมีคนสองคนบนโลกที่ดูไม่ออกก็คงจะเป็นหินกับแกนั่นแหละมิ้ว” ไม่พูดไม่ได้แปลว่าไม่รู้ซะหน่อย คนหนึ่งก็ทึ่ม คนหนึ่งก็ซื่อ ในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แล้วมันจะมีอะไรคืบหน้าไหม จอยคิดในใจด้วยความเอือมระอา
“แต่มิ้วไม่เคย...มาก่อน” มิ้วเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ ในเรื่องของความรัก เธอกับจอยนั้นต่างกันมากเหลือเกิน จอยเคยมีแฟนมาก่อนหน้านั้นหลายคน ส่วนเธอนั้นกลับไม่เคยมีใครเป็นแฟนมาก่อน ไม่ใช่ว่าไม่มีใครมาจีบ แต่มิ้วกลับไม่ชอบใครที่เข้ามาเลยสักคน แต่สำหรับหินนั้น…….มันพิเศษ
“จอยรู้ ว่ามิ้วไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน แต่นี่ไงมันเกิดขึ้นแล้ว ถ้ามิ้วไม่ทำอะไรสักอย่าง มันไม่มีทางที่จะสมหวังหรอกนะ”
“งั้น...มิ้วควรทำยังไงดี?” มิ้วเอ่ยถามด้วยความร้อนรน
แน่นอนสำหรับจอยเธอมีแผนที่ได้เตรียมไว้ให้กับเพื่อนสาวสุดรักคนนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“รอจอยแปบนึง” จอยพูดแล้วจึงรีบกลับไปที่ห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักจอยก็กลับมาพร้อมชุดทูพีชสีชมพูพร้อมกับผ้าบางสีรุ้ง
“นี่มันชุดที่เราเคยไปลองที่ร้านนี่” มิ้วเอ่ยขึ้น เธอจำได้ว่าเธอเคยไปลองชุดนี้ที่ร้านกับจอย แต่สุดท้ายไม่ได้เลือกซื้อเพราะมิ้วรู้สึกว่ามันค่อนข้างเปิดเนื้อเปิดหนังมากไป ซึ่งเธอไม่ชอบการแต่งตัวแบบนี้ซักเท่าไหร่
“จะเก็บหุ่นไว้ให้มันเหี่ยวเล่นรึไงมิ้ว เราเป็นผู้หญิงนะ ความสวยคืออาวุธของผู้หญิงอย่างเรา” จอยเอ่ยขึ้น
เธอเข้าใจดีว่าที่มิ้วชอบแต่งตัวปิดมิดชิดเนื่องจากทางบ้านของมิ้วนั้นเป็นบ้านผู้ดีมีสกุล จึงถูกสอนให้อยู่ในกรอบในศีลธรรมจนแทบจะเป็นผ้าพับเรียบอยู่แล้ว
‘แม่หนูขอโทษนะคะ แต่หนูทำไปเพื่อลูกแม่จริงๆ นะ’ จอยเอ่ยขอโทษขึ้นในใจ แม้ว่ามันจะไม่มีทางส่งไปถึงผู้รับก็ตาม แม่ที่เธอหมายถึงนั้นคือแม่ของมิ้ว เนื่องจากเธอกับมิ้วสนิทกันมากและจอยก็รู้จักแม่ของมิ้วเสมือนเป็นแม่อีกคนของตัวเองจริงๆ
วันนั้นกว่าที่จะขอแม่ของมิ้วให้พามิ้วออกมาเที่ยวทะเลด้วยกันกับเธอได้ ก็เล่นเอาเธอเกือบผิดศีลข้อ 4 ไปหลายรอบ
“ไปเที่ยวกันกี่คนเหรอจอย?” คุณหญิงสุดารัตน์เอ่ยถามขึ้น
“สองคนตามประสาผู้หญิงค่ะแม่” และก็มีอีกสองคนตามประสาผู้ชายค่ะแม่ ท่อนหลังเธอพูดต่อหน้าแม่ของมิ้วในใจ เธอไม่ได้โกหกนะ เธอแค่พูดออกมาไม่หมดเท่านั้นเอง
“เราจะไม่พามิ้วออกนอกลู่นอกทางใช่ไหม?”
“ไม่แน่นอนค่ะ” ไม่ที่หนูหมายถึงนี่คือไม่แน่ใจนะคะแม่
“แต่แม่เป็นห่วงว่า เราเป็นแค่ผู้หญิงสองคนถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมา...” คุณหญิงสุดารัตน์เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“แม่อย่าลืมสิคะว่าหนูเป็นใคร” จอยเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“อืมๆ ...แล้ว…..” กว่าจะตอบคำถามแม่ของมิ้วเสร็จจนสามารถพามิ้วมาเที่ยวครั้งนี้ได้ จอยก็ทุ่มเทแรงใจไปเยอะพอสมควร ไหนจะแผนการที่เตรียมเอาไว้ให้เพื่อนสาวอีก นี่ก็ถึงเวลาที่จะทำตามแผนที่เธอวางไว้แล้ว
“ตะ แต่..มิ้วว่ามันค่อนข้าง ค่อนข้าง...โป๊เกินไปนะจอย” จอยเอ่ยขึ้นด้วยความกระตุกกระตัก
“ถ้ามิ้วไม่ใส่จอยก็ไม่รู้ว่าจะช่วยมิ้วยังไงแล้วนะ”
“อย่าลืมนะ เวลาไม่เคยคอยท่า...ถ้าหากมีสาวอื่นมาป้วนเปี้ยนใกล้หิน ไม่แน่นะ ถึงตอนนั้นมิ้วอาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว...” จอยเอ่ยขึ้นช้าๆ พลางคอยสังเกตท่าทางของมิ้วเป็นระยะ ซึ่งมิ้วก็แสดงท่าทางกังวลอย่างที่จอยคิดไว้ไม่มีผิด
จอยลอบยิ้มในใจขึ้นเบาๆ ก่อนที่จะราดน้ำมันเข้าสู่กองไฟในทันที
“เหมือนว่าจะมีดาราสาวชื่อดังที่เรียนวิชาเดียวกับหินด้วยนี่นา แถมยังอยู่กลุ่มเดียวกันอีกด้วย ชื่ออะไรน้า...อ๋อ ชื่อนาเดียร์ไง ดาราสาวสวยชื่อดังในตอนนี้นี่เอง” ข้อมูลนี้จอยได้มาจากนัทนั่นเอง
“ตกลง!! มิ้วจะใส่” มิ้วตอบด้วยน้ำเสียงแน่วแน่‘Yes!! ต้องแบบนี้สิมิ้ว’ จอยหลุดทำท่าทางดีใจขึ้นมาก่อนจะรีบปรับตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ
“นี่คงไม่ใช่แผนการเดียวหรอกใช่ไหม?” มิ้วเชื่อว่านี่ไม่ใช่แผนการเดียวของจอยอย่างแน่นอน คบกันมาตั้งนานมิ้วเองก็รู้ว่าจอยเป็นคนยังไง
‘ทีแบบนี้นี่รู้ดีจังเลยนะมิ้ว’ จอยนึกในใจพร้อมลอบยิ้มขึ้นมาเบาๆ มิ้วพูดถูกแล้ว นี่ไม่ใช่แผนการสุดท้ายที่เธอเตรียมไว้อย่างแน่นอนจอยหยิบของบางอย่างที่เตรียมไว้ออกมาจากกระเป๋า
“ฟังนะมิ้ว ก่อนอื่นเลย….” หลังจากนั้นจอยจึงได้พูดคุยบอกเล่าแผนการที่ตนเองวางไว้ให้มิ้วฟัง
มิ้วนั้นเปรียบเสมือนผ้าขาวไร้มลทิน ในโลกแห่งความเป็นจริงจอยคิดว่ามันออกจะจืดซีดและไร้ซึ่งสีสันไปหน่อย ดังนั้นเธอจะเป็นคนแต่งแต้มสีสันลงไปให้เพื่อนสาวสุดรักของเธอเอง...กลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน‘เป็นไงเป็นกัน’ มิ้วนึกให้กำลังใจตัวเอง ก่อนที่จะหยิบของที่จอยได้เตรียมเอาไว้ให้ออกมาจากกระเป๋า...--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------จอย เธอคิดว่าเธอไม่ผิดศีลจริงๆเหรอ.....ฉายาของเธอคือ : จอยร้อยแผน ! ตอนแรกคิดว่าจะจบตอนนี้ แต่ว่ามันกลับไม่จบซะงั้น อาจจะจบตอนหน้านะครับ...บางที -..-