บทที่ 9 มอบร่มขาวทำลายงานพิธี
ไป๋ซีเสวี่ยมาถึง สีหน้าเยือกเย็นดุจดอกบัวหิมะบนยอดเขาน้ำแข็ง ให้ผู้คนได้แต่มองอย่างเว้นระยะ
“ต้อนรับ!”
เหล่าผู้าุโของสำนักหยก์ พาลูกศิษย์กว่าร้อยคนออกมาต้อนรับ กลีบดอกไม้สีแดงลอยละล่องในท้องฟ้า ท้ายที่สุดก็รวมตัวกันเป็เส้นทางตรงไปยังประตูใหญ่ของสำนักหยก์ ราวกับภาพวาดอันงดงามตระการตา
ไป๋ซีเสวี่ยสวมชุดกระโปรงสีแดง ชายกระโปรงปลิวไสวตามสายลม งดงามน่าหลงใหล นางสวมมงกุฎนกยูง วางมือไว้ด้านหน้า ผิวขาวและความงามดุจหยกแกะสลัก ทุกท่วงท่าอิริยาบถล้วนแสดงความอ่อนช้อยงดงาม
รถศึกหยุดลง ัวารีย์คำรามเสียงดัง ข่มขวัญสัตว์วิเศษโดยรอบจนต้องก้มหัวยอมจำนน ไม่กล้าขัดขืนอำนาจของัวารีย์
ต่อมา ไป๋ซีเสวี่ยก้าวออกจากวังเกี้ยวดอกไม้ ตามหลังด้วยลูกศิษย์หญิงที่หน้าตางดงามกลุ่มหนึ่ง
นอกจากนี้ ข้างกายไป๋ซีเสวี่ยยังมีหญิงวัยกลางคนยืนอยู่ สวมชุดสีอ่อน แต่งกายเรียบง่าย แต่ดูสง่างามสูงส่งเป็พิเศษ
หญิงผู้นี้ชื่อตู้หรั่วเซิง เป็ประมุขคนปัจจุบันของตำหนักบูรพาสุข
การแต่งงานระหว่างสองสำนักในครั้งนี้ ประมุขไม่อาจขาดได้
“ประมุขตู้ เชิญเข้ามาเถิด!”
ประมุขของสำนักหยก์ก็ปรากฏตัวแล้ว เขามีนามว่าฉินหยาง สวมชุดปักลายั ท่าทางองอาจผึ่งผาย
ประมุขทั้งสองพากันมองไปยังทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย สายตาจับจ้องไปที่เรือิญญาของสำนักเสวียนชิง พวกเขารู้ดีว่าตงเหวินจวินจากสำนักเสวียนชิงมาแล้ว แต่ท่าทีของตงเหวินจวินไม่ค่อยเป็มิตรนัก จึงไม่จำเป็ต้องไปหาเื่ใส่ตัวเอง
ดังนั้น ฉินหยางและตู้หรั่วเซิงจึงเดินเข้าไปในโถงใหญ่พร้อมกัน ใบหน้าของเหล่าผู้าุโและลูกศิษย์ของทั้งสองสำนักต่างเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี
หลังจากวันนี้ สำนักหยก์และตำหนักบูรพาสุขก็จะได้ร่วมเป็พันธมิตรกัน มีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้นในดินแดนฝูหลิวชิงแห่งนี้ สถานะไม่อาจสั่นคลอนได้ง่าย ๆ
ภายในเรือิญญา เฉินชิงหยวนมองไปยังผู้คนมากมายพึมพำว่า “ช่างยิ่งใหญ่อลังการจริง ๆ”
“น้องรัก ระวังตัวให้ดีเถิด”
ตงเหวินจวินไม่แน่ใจว่าเฉินชิงหยวนตั้งใจมาร่วมงานแต่งงานของสองสำนักเพื่ออะไร แต่คงไม่ใช่เื่ดีแน่
“ข้าไม่ได้จะทำอะไร ศิษย์พี่วางใจเถิด!”
ความรู้สึกของเฉินชิงหยวนที่มีต่อไป๋ซีเสวี่ยจริง ๆ แล้วไม่ได้ลึกซึ้งอะไรนัก ตอนนั้นที่ดูใจกันก็เพราะไป๋ซีเสวี่ยตามจีบ ตื๊อไม่เลิก อย่างไรเสีย ในตอนนั้นเฉินชิงหยวนมีพร์โดดเด่น ไม่รู้ว่ามีสาวงามสักกี่คนที่อยากจะสนิทสนมกับเขา
“ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น ข้าปกป้องเ้าเอง ในเมื่อวันนี้ข้ามาแล้ว ก็ต้องพาเ้ากลับบ้านอย่างปลอดภัยให้ได้”
ไม่ว่าเฉินชิงหยวนจะทำอะไร ตงเหวินจวินได้เตรียมการไว้ทุกอย่างแล้ว เพื่อเื่นี้ ตงเหวินจวินถึงกับนำสมบัติวิเศษที่ใช้คุ้มครองสำนักมาด้วยอย่างลับ ๆ เพื่อเตรียมรับมือทุกสถานการณ์
“ขอบคุณศิษย์พี่” เฉินชิงหยวนรู้สึกอบอุ่นใจ หันหลังเดินไปยังประตูใหญ่ของสำนักหยก์
ตงเหวินจวินเป็ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในขอบเขตหลุดพ้น จำเป็ต้องข้ามบททดสอบแห่งชะตาทุก ๆ พันปี รวมทั้งหมดเก้าครั้ง จึงจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสุญญะญาณ ท่องเที่ยวไปใน์และโลกได้
่ไม่กี่ปีมานี้ ตงเหวินจวินยิ่งระงับปราณในร่างไม่อยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ คาดว่าคงอีกไม่นาน ตงเหวินจวินก็ต้องเผชิญกับทัณฑ์์แห่งโชคชะตาครั้งถัดไป มีโอกาสเผชิญเป็ตายครึ่ง ๆ
“ข้าแก่แล้ว กลัวว่าจะผ่านบททดสอบนี้ไปไม่ได้” ตงเหวินจวินมองแผ่นหลังของเฉินชิงหยวนที่จากไป ในใจกล่าวกับตัวเอง ‘เมื่อก่อน ท่านอาจารย์มีบุญคุณกับข้า เ้าเปรียบเสมือนทายาทเพียงหนึ่งเดียวของท่านอาจารย์ ต่อให้ต้องสละชีวิตนี้ ข้าก็จะปกป้องเ้าให้ปลอดภัย’
เมื่อร้อยปีก่อน หลังเื่สมบัติวิเศษที่ส่งผลต่อการบำเพ็ญในแดนต้องห้ามเทียนหยวนแพร่ไปทั่ว และข่าวผู้ที่เข้าไปในนั้นจากสำนักเสวียนชิงล้วนพินาศยับเยิน …เมื่อตงเหวินจวินได้ยินข่าวนี้ เขาก็ยากที่จะยอมรับได้ หัวใจแทบแตกสลาย
ตอนนี้เฉินชิงหยวนกลับมามีชีวิตอยู่ ตงเหวินจวินย่อมไม่มีทางปล่อยให้เื่แบบนั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว
ขณะเดียวกันนั้นเอง ที่หอใหญ่ของสำนักหยก์ ผู้คนแน่นขนัด ผู้นำระดับสูงของแต่ละสำนักสามารถเข้าไปในโถงด้านในเพื่อรับการต้อนรับที่ดีกว่า ส่วนลูกศิษย์ธรรมดาสามารถนั่งอยู่ในโถงด้านหน้าและพูดคุยกับเพื่อนร่วมรุ่นที่มีสถานะเท่ากันเท่านั้น
“เฉินชิงหยวน ท่านกล้ามาจริง ๆ”
“ข้าได้ยินมาว่าเฉินชิงหยวนเคยมีสัญญาปากเปล่าที่จะแต่งงานกับไป๋ซีเสวี่ยจากตำหนักบูรพาสุข วันนี้เขามาเพื่อมาทำลายงานหรือ?”
“สำนักหยก์และตำหนักบูรพาสุขไม่ใช่กลุ่มธรรมดา หากเฉินชิงหยวนกล้าก่อเื่ คงไม่ได้รับผลดีแน่”
“ข้าคิดว่าเดี๋ยวคงได้ดูละครสนุก ๆ แล้วละ”
ผู้คนมองเฉินชิงหยวนที่เดินมาจากที่ไกล ๆ ด้วยความสนใจ พวกเขาชอบดูเื่วุ่นวาย คนนั้นด่าทอกับคนนี้นับเป็เื่ที่น่าตื่นเต้นในสายตาพวกเขา
ตัวแทนของแต่ละสำนักนำของขวัญออกมา เหนือสำนักหยก์มีแสงสีรุ้งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เป็ภาพที่เป็มงคลยิ่งนัก
ผู้าุโใหญ่รับผิดชอบในการรับของขวัญ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ปากเอ่ยขอบคุณแขกและจดบันทึกของขวัญที่แต่ละกลุ่มมอบให้มิหยุดมือ
เฉินชิงหยวนเดินไปกับเหยียนิไห่จนถึงทางเข้าของโถงใหญ่
“เชิญสหายเต๋าจากสำนักเสวียนชิง”
ผู้าุโของสำนักหยก์มองเฉินชิงหยวนเป็พิเศษและคารวะอย่างสุภาพ และผู้าุโที่ต้อนรับได้รับคำสั่งเกี่ยวกับเื่ของเฉินชิงหยวนแล้วว่าไม่ต้องขัดขวาง
“นี่เป็ของขวัญเล็กน้อยจากสำนักเสวียนชิง”
เหยียนิไห่เป็ตัวแทนของสำนักเสวียนชิง เขาหยิบกล่องของขวัญออกมาแล้วค่อย ๆ เปิดออก
แสงสีเขียวอ่อนลอยออกมาจากกล่องของขวัญ มันเป็ไข่มุกิญญาสีเขียว ไม่โดดเด่นหรือดูแย่เมื่อเทียบกับของขวัญอื่น ๆ
“ขอบคุณ” ท่านผู้าุโผู้ต้อนรับรับของกำนัลไว้
เหยียนิไห่เตรียมจะเข้าไปในโถง แต่เฉินชิงหยวนเรียกให้หยุดในตอนนี้ “ท่านพี่เหยี่ยน รอก่อน!”
“มีอะไรหรือ?” เหยียนิไห่หยุดฝีเท้าแล้วหันหลังกลับมา
“ข้ามีของกำนัลที่เตรียมมาเป็พิเศษ” เฉินชิงหยวนหยิบหินิญญาชั้นล่างออกมาก้อนหนึ่ง ใช้มันบังตาคน แล้วหยิบร่มสีขาวออกมาจากถุงเก็บสรรพสิ่ง
เมื่อใช้หินิญญากระตุ้นถุงเก็บสรรพสิ่ง ก็จะไม่เปิดเผยระดับการบำเพ็ญของตนเองออกมา
หากข่าวที่ว่าเฉินชิงหยวนหล่อหลอมรากฐานใหม่ได้แพร่ออกไป จะต้องก่อให้เกิดความโกลาหลอย่างแน่นอน ตอนนี้การบำเพ็ญของเฉินชิงหยวนยังไม่สูงมาก จำเป็ต้องซ่อนเร้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่พี่น้องร่วมสำนักก็ไม่บอก
“นี่…”
ท่านผู้าุโต้อนรับและศิษย์ทั้งหลายงงงวย จากนั้นก็ปรากฏความไม่พอใจบนใบหน้า
ในวันมงคลที่สองสำนักกำลังจะร่วมเป็พันธมิตรกัน เฉินชิงหยวนกลับมอบร่มสีขาว ชัดเจนว่าไม่ได้มีเจตนาดี เพราะของสีขาวมักจะใช้ในงานศพ เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด คำว่าร่มมีความหมายของการแยกจากกันอยู่ในนั้น*[1]
“ผู้าุโเฉิน นี่หมายความว่าอย่างไร?”
ท่านผู้เฒ่าผู้ต้อนรับสีหน้าหม่นหมอง ถามอย่างเคร่งขรึม
“ของกำนัล”
หากไม่ใช่เพื่อทำตามข้อตกลงที่มีกับเทียนหยวน เฉินชิงหยวนคงไม่มาที่สำนักหยก์อย่างแน่นอน สำหรับเขาแล้ว ในเมื่อไป๋ซีเสวี่ยเลือกคนอื่น นางก็ไม่ใช่คู่ที่ดี เพียงแค่ตัดขาดสายสัมพันธ์ก็พอ
หากไป๋ซีเสวี่ยมีใจจริงกับเฉินชิงหยวน เมื่อเฉินชิงหยวนกลับมาครั้งนี้ นางจะต้องยืนหยัดต่อสู้กับแรงกดดันทั้งหมดเพื่ออยู่เคียงข้างเฉินชิงหยวนอย่างแน่นอน
ทว่าความจริงไม่ได้เป็เช่นนั้น เมื่อไป๋ซีเสวี่ยรู้ว่าเฉินชิงหยวนกลายเป็คนไร้ค่า ไม่มีพลังการบำเพ็ญใด ๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้ว ความรู้สึกผิดในใจนางก็จางหายไปดั่งคลื่นน้ำ ไม่มีความรู้สึกใด ๆ เหลือเลยแม้แต่น้อย
“ในวันแต่งงานกลับส่งร่มสีขาวมา นี่มันไม่ใช่การมาทำลายงานหรอกหรือ?”
“เฉินชิงหยวน ในอดีตนั้นสง่างามเพียงใด แต่ตอนนี้กลับต้องใช้วิธีนี้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีเล็กน้อยที่เหลืออยู่ ช่างน่าสงสารจริง ๆ!”
“ข้าคิดว่าจะได้ดูเื่วุ่นวายอะไรสนุก ๆ ที่แท้ก็ทำให้ข้ารอเก้อ”
บรรดาศิษย์จากต่างสำนักที่จ้องมองเฉินชิงหยวน ต่างก็ส่ายหน้า ไม่สนใจ แต่เดิมพวกเขายังอยากเห็นเฉินชิงหยวนทำตัวเกเรและพูดจาไม่เหมาะสม
วัสดุของร่มนี้ธรรมดามาก เป็ของสามัญ
เหล่าผู้าุโรับแขกตั้งใจจะตำหนิสักสองสามคำ แต่แล้วกลับได้ยินคำสั่งจากผู้าุโใหญ่ดังขึ้นข้างหู “รับของชิ้นนั้นไว้ อย่าทำให้เื่บานปลาย”
เมื่อได้รับคำสั่ง ผู้าุโรับแขกจึงจำต้องรับร่มสีขาวนั้นไว้ วางไว้ด้านข้าง แล้วพูดกับเฉินชิงหยวนด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักว่า “ของขวัญชิ้นนี้จากผู้าุโเฉิน สำนักหยก์ขอรับไว้ เชิญเข้ามาเถิด”
ก็แค่ร่มสีขาวเท่านั้น สำนักหยก์ไม่อยากทำให้เื่ใหญ่โต จนส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวม
ตราบใดที่เฉินชิงหยวนไม่ทำอะไรเกินเลย สำนักหยก์ก็จะไม่สนใจ เมื่อทำเื่นี้เสร็จ เฉินชิงหยวนกับเหยียนิไห่ก็เดินไปด้วยกัน นั่งลงที่ตำแหน่งหนึ่งในโถงด้านใน
ในโถงมีการตั้งโต๊ะเก้าอี้มากกว่าพันตัว ตกแต่งอย่างหรูหรา บนพื้นมีหมอกขาวบาง ๆ ลอยอยู่ บนโต๊ะวางเต็มไปด้วยผลไม้และสุราชั้นเลิศ กลิ่นหอมของสุราลอยตามสายลมไปทั่วทุกมุม
“ศิษย์น้องเล็ก เ้าใจร้อนเกินไปแล้ว” เหยียนิไห่กระซิบ
“ทำให้ศิษย์พี่เหยียนเป็ห่วง ข้าขออภัย” เฉินชิงหยวนตอบ
“ใจของเ้ามีความขุ่นเคือง ข้าเข้าใจได้” เหยียนิไห่เหลือบมองไปทางที่ฝ่ายตำหนักบูรพาสุขยืนอยู่ แล้วพูดเสียงเข้ม “ข้าไม่ได้ตำหนิเ้า แต่ให้เ้ามาปรึกษากับข้า หากต้องต่อสู้จริง ๆ ต้องเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า”
“สำนักหยก์คงไม่ถึงขั้นทำาเพราะเื่แบบนี้หรอก” เฉินชิงหยวนหัวเราะเบา ๆ
“ระวังไว้ก่อน ดีกว่าเสียใจภายหลัง” เหยียนิไห่ทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ
“ได้ ข้าเข้าใจแล้ว”
เฉินชิงหยวนเข้าใจความกังวลของเหยียนิไห่ จึงน้อมรับคำสอนด้วยใจถ่อมตน
“ถึงฤกษ์งามยามดีแล้ว ขอเชิญบ่าวสาวทั้งสองเข้ามา”
บนแท่นสูงในโถงใหญ่นั้น ผู้าุโใหญ่ของสำนักหยก์หันหน้าไปทางแขกทุกฝ่ายและะโเสียงดัง
[1] 伞 (Sǎn) ร่ม และ 散 (sàn) แยกย้าย สองคำนี้เป็คำพ้องเสียงกัน ในที่นี้ที่จึงหมายความว่า การให้ร่มเหมือนการบอกลาหรือต้องแยกจากกันนั่นเอง