เสบียงเป็สิ่งสำคัญสำหรับเขามาก หานเซียวถอนหายใจพลางนับะุ 150 นัดพร้อมเตรียมจ่ายเงิน
พ่อค้าเคราเฟิ้มกระดิกนิ้วไปมาพร้อมกับโก่งราคาหน้าด้านๆ
"ขอร้อยแปดสิบนัด"
หานเซียวตาขวางด้วยความหงุดหงิด ไอ้หน้าเืเอ๊ย โก่งราคาขนาดนี้ขอให้ลูกเกิดมาไม่มีรูทวารเถอะ!
เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแบบนั้น พ่อค้าหนวดเฟิ้มก็แหกปากโวยวายเล่นใหญ่ทันที
"โอ้โห มองหน้าซะน่ากลัวเชียว คิดจะฆ่าฉันหรือไง! ทุกคนมาดูเร็วเข้า มีคนจะฆ่ากันแล้วเว้ย!"
พอได้ยินเสียงโวยวาย กลุ่มผู้พเนจรหลายสิบคนรอบๆก็พากันกรูเข้ามาล้อมวง บางคนถึงกับคว้าชะแลงและท่อนเหล็กมาถือไว้แน่นและสายตาจ้องเขม็งมาที่เขา
"ที่นี่ถิ่นพวกเรา แกกล้ามาหาเื่เหรอ?"
"เออ เก่งนักนะแก... ร้อยแปดสิบก็ร้อยแปดสิบ กินให้อิ่มจนจุกตายไปเลยไป!"
หานเซียวแค้นจนกัดฟันกรอด เขาไม่อยากให้มีปัญหาบานปลายเลยจำใจโยนะุลงบนพื้น
พ่อค้าเคราเฟิ้มยิ้มเยาะเย้ยก่อนจะสั่งให้ลูกน้องยกของทั้งหมดมาส่งให้หานเซียว
หลังจากตรวจสอบแผนที่และเสบียงว่าครบถ้วน หานเซียวก็ชูนิ้วกลางแจกให้พ่อค้าหน้าเืไปหนึ่งที เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้แต่วินาทีเดียวจึงหันหลังเตรียมเดินหนี
แต่จังหวะนั้นเอง พ่อค้าเคราเฟิ้มก็ะโทักขึ้นมาอีก
"เฮ้! นี่แกคิดจะเดินเท้าออกจากป่าบ้าๆนี่จริงๆงั้นหรอ?"
"แล้วไง ยุ่งอะไรด้วยล่ะ?"
หานเซียวหยุดชะงักและสวนกลับอย่างหงุดหงิด
"ฉันมีรถกระบะเก่าๆคันนึง สนใจรับไว้ไหมล่ะ"
พ่อค้าเคราเฟิ้มเสนอหน้าตาเฉยและทำเหมือนเื่บาดหมางแทบฆ่ากันเมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้น
"ฉันไม่มีปัญญาจ่ายให้แกหรอก"
หานเซียวประชด
"มีสิ"
อีกฝ่ายชี้ไปที่เป้ของหานเซียว
"พกะุมาเยอะขนาดนี้แสดงว่าต้องมีปืนเยอะแน่ เอาปืนพวกนั้นมาแลกสิ"
ปืนคุณภาพดีเป็สิ่งที่ผู้พเนจร้าอย่างมากเพราะพวกเขาต้องพึ่งพามันในการล่าสัตว์หาอาหาร การมีปืนดีๆเพิ่มมาหนึ่งกระบอกก็เท่ากับค่ายมีนายพรานเพิ่มขึ้นมาอีกคน
ของในเป้ของหานเซียวเป็ยุทโธปกรณ์ระดับสูงของหน่วยนกเค้าแมวทั้งนั้น ถือเป็ของดีสุดๆแถมยังมีปืนซุ่มยิงกับเสื้อเกราะกันะุซึ่งเป็ของหายาก แค่เอาไปแลกรถกระบะโทรมๆคันเดียวน่ะได้สบายมากแต่เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธข้อเสนอนั้นทันที
รอยล้อรถในป่ามันเป็จุดสังเกตที่ชัดเจนเกินไป การขับรถหนีก็ไม่ต่างอะไรกับการชี้เป้าบอกพวกที่ตามล่าว่าเห็นไหมโว้ย ฉันหนีมาทางนี้ ถ้าไม่อยากเปิดศึกประลองความเร็วกับเฮลิคอปเตอร์ เช่นนั้นแล้วการเดินเท้าก็ปลอดภัยกว่าเยอะ
แถมเขายังคิดเผื่อไปอีกชั้นหนึ่งคือปืนพวกนี้คืออาวุธประจำการขององค์กรเจอร์มินัล ถ้าองค์กรเจอร์มินัลตามมาเจออาวุธพวกนี้ในค่ายผู้พเนจร รับรองได้เลยว่าค่ายนี้จะถูกกวาดล้างจนพินาศย่อยยับแน่ การขายปืนให้พวกเขาก็เท่ากับยืมมือฆ่าคนทางอ้อมแถมยังเป็การทิ้งเบาะแสให้ศัตรูตามแกะรอยมาได้อีกต่างหาก
ถึงจะเพิ่งโดนไอ้พ่อค้าหน้าเืนี่ขูดรีดมาหมาดๆแต่หานเซียวก็ยังไม่ได้ใจจืดใจดำถึงขั้นอยากเหมาฆ่าล้างค่าย
พ่อค้าเคราเฟิ้มยังไม่ยอมแพ้และกะจะตื๊อขายของต่อแต่อยู่ดีๆก็มีเสียงทุ้มตวาดแทรกขึ้นมา
"เคย์โล! แกเอาเปรียบคนนอกอีกแล้วนะ!"
ชายร่างกำยำในชุดหนังล่าสัตว์เดินฝ่าวงล้อมเข้ามา ฝูงชนรอบข้างพากันแหวกทางให้อย่างรู้กัน เห็นได้ชัดว่าเขาเป็คนมีบารมีกว้างขวางในค่ายแห่งนี้
พ่อค้าเคราเฟิ้มหรือเคย์โลหน้าเสียไปถนัดตา
"หูหงจุน ฉันอุตส่าห์ตกลงขายของได้แล้ว แกอย่ามาแส่หาเื่สิ!"
หูหงจุนไม่สนใจ เขาฉวยะุมาจากมือของเคย์โลแล้วยื่นส่งคืนให้หานเซียวพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ของที่นายอยากได้มันราคาต้นทุนไม่กี่แดง ฉันให้ฟรีเลย เอ้านี่... ะุของนาย"
หานเซียวชะงักไปเล็กน้อย เขาพิจารณาหูหงจุนอย่างละเอียดเพราะชายคนนี้เป็คนเผ่าผิวเหลืองรูปร่างกำยำล่ำสัน บริเวณขมับเริ่มมีผมหงอกแซมและแววตาคมกริบ พูดจาฉะฉานและมีมาดนักเลงใจนักเลง การคืนะุให้เขาอย่างใจกว้างแบบนี้ทำเอาเขารู้สึกถูกชะตาขึ้นมาทันที
"เฮ้ย! แล้วส่วนของฉันล่ะ?"
เคย์โลโวยวายลั่น
หูหงจุนตอบปัดโดยไม่หันไปมองด้วยซ้ำ
"ก็แค่อาหารแห้งนิดหน่อย พรุ่งนี้ฉันเอามาใช้คืนให้"
เคย์โลได้แต่หงุดหงิดเพราะอุตส่าห์มีหมูวิ่งมาให้ฟันกำไรเละเทะแท้ๆ หมอนี่ดันมาเปลี่ยนเป็การแลกเปลี่ยนในราคาต้นทุนซะงั้น แกเข้าใจคำว่าธุรกิจบ้างไหมเนี่ยฮะ?!
หูหงจุนเป็คนมีน้ำใจ เขาเอ่ยปากชวนหานเซียว
"ผู้มาเยือนจากแดนไกลถือเป็แขก ดูสภาพนายโทรมซะขนาดนี้คงจะยังไม่ชินกับการใช้ชีวิตในป่าล่ะสิ เอาแบบนี้... ไปพักที่เต็นท์ฉันสักคืนก่อน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ"
หานเซียวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับตกลง เขาอยากพักผ่อนจริงๆนั่นแหละ แถมความรู้สึกแรกที่หูหงจุนมอบให้คือความเป็คนซื่อตรงไม่งุบงิบหมกเม็ดจึงไม่น่าใช่คนเลวร้ายอะไร และต่อให้อีกฝ่ายคิดไม่ซื่อ หานเซียวก็มั่นใจว่าตัวเองรับมือได้สบายอยู่แล้ว
ทั้งคู่เดินจากไปพร้อมกันขณะที่กลุ่มผู้พเนจรที่มุงดูเหตุการณ์ก็สลายตัวแยกย้ายเหลือแค่เคย์โลที่ได้แต่ทึ้งหัวตัวเองด้วยความเจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะหูหงจุนคือหนึ่งในนายพรานมือฉมังของค่าย ทุกคนต่างก็ต้องพึ่งเขาในการหาเสบียงเนื้อสัตว์แถมอีกฝ่ายยังเป็คนใจป้ำจึงเป็ที่เคารพรักของทุกคนในค่าย เคย์โลเลยไม่กล้ามีปัญหาด้วย
หูหงจุนพาหานเซียวกลับมาถึงเต็นท์ที่พัก พอเปิดม่านเต็นท์เข้าไปเขาก็ะโบอกคนข้างใน
"อาน วันนี้เรามีแขกนะ ทำกับข้าวเผื่อด้วย"
"จ้ะ"
เสียงผู้หญิงขานรับนุ่มนวล
หานเซียวเดินตามเข้าไปในเต็นท์ เขาเห็นผู้หญิงที่ชื่ออานเป็คนหน้าตาธรรมดาๆสวมกระโปรงผ้าป่านเรียบง่าย เขาสังเกตเห็นทันทีว่าแววตาของเธอเหม่อลอยไม่มีจุดโฟกัส...เธอเป็คนตาบอด
"นี่ภรรยาฉันเอง"
หูหงจุนแนะนำพร้อมรอยยิ้ม
"สวัสดีจ้ะ"
อานกะทิศทางจากเสียงแล้วหันมายิ้มให้หานเซียว เธอใช้มือคลำหยิบจับเครื่องครัวอย่างคล่องแคล่วก่อนจะเอาเนื้อแห้งและผักป่ามาปรุงอาหารบนเตาหินแบบง่ายๆกลางเต็นท์
ในเมื่อเ้าบ้านให้การต้อนรับขับสู้เป็อย่างดี หานเซียวก็ไม่เกรงใจ เขานั่งขัดสมาธิลงบนพื้นและเริ่มจับเข่าคุยกับหูหงจุน
พูดคุยกันไปได้พักหนึ่ง หานเซียวก็ยิ่งมั่นใจว่าหูหงจุนไม่มีเจตนาแอบแฝงอะไรแต่เป็แค่คนซื่อตรงที่มีน้ำใจล้วนๆ ความหวาดระแวงในใจของเขาเลยลดลงไปเยอะ
"เมื่อกี้ฉันสังเกตเห็นว่าคนในค่ายนี้ส่วนใหญ่เป็คนขาว ทำไมนายถึงมารวมกลุ่มกับพวกเขาล่ะ?"
หานเซียวเอ่ยถามอย่างสงสัย
สิ่งมีชีวิตทรงปัญญาบนดาวอความารีนคืุ์ซึ่งแบ่งออกเป็ 4 เผ่าพันธุ์หลัก ได้แก่ คนผิวดำ คนผิวขาว ผิวเหลืองและชาวซานู ทั้งหมดเป็ผลผลิตจากการคัดเลือกตามธรรมชาติ ดาร์วินเคยกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ที่เหมาะสมที่สุดคือผู้รอดชีวิต ยิ่งสภาพแวดล้อมโหดร้ายทารุณมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหล่อหลอมให้สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการจนแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ชาวซานูจึงมีสภาพร่างกายที่บึกบึนทนทานยิ่งกว่าคนผิวดำซะอีก
"ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็พิเศษหรอก ตอนที่เกิดา ฉันบังเอิญจับพลัดจับผลูมาเจอผู้พเนจรกลุ่มนี้เข้าพอดี ตอนนั้นอานป่วยหนักและ้าคนดูแล ฉันเลยตัดสินใจปักหลักอยู่ที่นี่"
หูหงจุนเล่าด้วยน้ำเสียงรำลึกความหลัง
"ถึงจะมาจากคนละประเทศและคนละเผ่าพันธุ์แต่พวกเราทุกคนเป็ผู้รอดชีวิตจากยุคเก่าเหมือนกัน เป็คนที่สูญเสียชาติบ้านเมืองไปเหมือนๆกัน จะมานั่งแบ่งแยกกันไปทำไมว่าใครเป็ใคร? พวกเราก็แค่คนหัวอกเดียวกัน ที่มารวมกลุ่มซุกหัวซอนตัว เพื่อจับมือกันก้าวผ่านฤดูหนาวอันโหดร้ายนี้ไปให้ได้ก็เท่านั้น"
เดิมทีดาวอความารีนเคยมีประเทศน้อยใหญ่แตกแขนงกันเป็ร้อยๆประเทศ แต่พอเริ่มมีการติดต่อกับขุมกำลังระดับจักรวาล พวกเขาก็เพิ่งจะหูตาสว่างและบรรลุสัจธรรมว่า การมีรัฐบาลหลายร้อยแห่งบนดาวดวงเดียวนั้น... มันโคตรจะผลาญทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปแบบเปล่าประโยชน์!
ถ้าไม่รวมเป็หนึ่งเดียวกันก็ต้องทำาแย่งชิงกันเองไม่จบไม่สิ้น ขืนปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไป พอทรัพยากรหมด อารยธรรมบนดาวก็ต้องล่มสลายและจบเห่คาดาวบ้านเกิดโดยไม่มีวันได้ก้าวออกไปโบยบินในอวกาศ
ดังนั้นภายใต้การชักใยของขั้วอำนาจเบื้องบน สังคมจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารใน่เวลาแค่ไม่กี่สิบปี ทั้งาเต็มรูปแบบ การเจรจาต่อรอง การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ... สารพัดวิธีทั้งแบบสันติและนองเืถูกนำมาใช้เพื่อกวาดล้างและควบรวมประเทศต่างๆจนสุดท้ายหลงเหลือแค่ 6 ประเทศมหาอำนาจ
สำหรับประชาชนที่สิ้นชาติ... บางคนเลือกที่จะสวามิภักดิ์ยอมก้มหัวให้กับ 1 ใน 6 ประเทศมหาอำนาจ บางคนเลือกที่จะเข้าร่วมกับองค์กรเจอร์มินัลส่วนคนที่เหลือก็ร่อนเร่กลายมาเป็ผู้พเนจร
ปัจจุบันดาวอความารีนกำลังอยู่ใน่รอยต่ออันแสนเ็ป จากการเปลี่ยนผ่านจากยุคเก่าก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ประชาชนจากประเทศที่ถูกกลืนกิน ถูกทำลาย หรือล่มสลายต่างก็จมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง ใครๆก็อยากให้มาตุภูมิของตัวเองยังคงอยู่ต่อไป
แต่เมื่อกงล้อแห่งประวัติศาสตร์เห็นว่ามันหยุดพักมานานพอแล้วและถึงเวลาต้องบดขยี้เดินหน้าต่อ สิ่งที่คนในยุคหนึ่งมองว่าขาดไม่ได้ก็จำต้องรับชะตากรรมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง กลายเป็แค่ตัวหนังสือไม่กี่บรรทัดในหน้าประวัติศาสตร์
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ อย่างวิกฤตการณ์เลิกจ้างครั้งใหญ่ใน่ต้นยุค 90 ที่งานที่มั่นคงตลอดชีพถูกทุบทำลายจนย่อยยับหรืออย่างประวัติศาสตร์ 5,000 ปีของจีน ที่กว่าจะมาถึงยุคสาธารณรัฐได้ ระบอบฮ่องเต้ที่สืบทอดมานับพันปีก็จำต้องล่มสลาย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นการมีอยู่ของโอรส์ถือเป็สัจธรรมที่ทุกคนยอมรับ หรือแม้กระทั่งยุคมืดของศาสนจักรในยุโรปตะวันตกที่เสื่อมอำนาจลง
ความก้าวหน้าของอารยธรรม... เปรียบเหมือนแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกราก ไม่มีใครหน้าไหนหยุดยั้งมันได้ ทุกผู้คน ทุกเหตุการณ์ หรือแม้แต่ประเทศชาติอันยิ่งใหญ่ ต่างก็เป็แค่เศษทรายที่ถูกกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากนี้พัดพาไปตามยถากรรม
คนตัวเล็กๆที่ไม่มีอำนาจไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ พวกเขาทำได้แค่ระบายความอัดอั้นผ่านโลกออนไลน์ หรือออกไปเดินขบวนประท้วงหรือไม่ก็จมปลักอยู่กับเกียรติยศในอดีตของประเทศตัวเองอย่างอมทุกข์ พวกที่หัวรุนแรงขึ้นมาหน่อยก็ขอปฏิเสธการเป็พลเมืองของ 6 ประเทศมหาอำนาจ แล้วผันตัวมาเป็ผู้พเนจรเร่ร่อนตามป่าเขา รวมตัวกันสร้างค่ายพักแรมแบบตามมีตามเกิดซึ่งสัดส่วนประชากรผู้พเนจรนี้ คิดเป็ร้อยละ 30 ของประชากรทั้งดาวเข้าไปแล้ว!
ในขณะเดียวกัน กลุ่มทหารหาญที่เคยหลั่งเืเนื้อเพื่อปกป้องชาติ ก็หันมาใช้วิธีที่หัวรุนแรงและสุดโต่งยิ่งกว่าในการต่อต้าน 6 มหาอำนาจ องค์กรเจอร์มินัลคือั์ใหญ่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากความบิดเบี้ยวของสภาพสังคมแบบนี้โดยมีอุดมการณ์หลักคือการโค่นล้ม 6 ประเทศมหาอำนาจ พวกเขารวบรวมความเคียดแค้นทั้งหมดหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายมาเป็องค์กรทรงอิทธิพลเบอร์หนึ่งของโลกมืดที่ไม่มีใครกล้าต่อกร
การรักษาสิ่งที่มีอยู่เดิมนั้นเป็เื่ง่ายแต่การปฏิรูปมักมาพร้อมกับความเ็ปแสนสาหัสเสมอ ต่อให้โลกจะได้รับเทคโนโลยีและความรู้ล้ำยุคระดับจักรวาลก็ยังคงมีพวกหัวอนุรักษ์นิยมที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี
เมื่อต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับความก้าวหน้าของสังคม คนส่วนใหญ่มักจะเลือกอย่างแรก พวกเขาสนใจแค่ว่าหลังจากที่ฉันตายไปแล้ว ต่อให้น้ำจะท่วมโลกก็ช่างหัวมัน คนพวกนี้มักจะกลายเป็ตัวถ่วงในเส้นทางวิวัฒนาการ
เพราะความเห็นแก่ตัวมันเป็สิ่งที่จับต้องได้และเห็นผลทันตาแต่อุดมการณ์มันเป็แค่นามธรรมเลื่อนลอย คนที่ยอมอุทิศตัวเห็นแก่ส่วนรวมจึงกลายเป็ของแรร์หายาก ไม่อย่างนั้นความเสียสละคงไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเชิดชูให้เป็คุณธรรมหรอก และคงไม่มีการจัดงานประกาศรางวัลบุคคลทรงคุณค่าแห่งชาติกันทุกปีหรอก... ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อจะป่าวประกาศให้ประชาชนเห็นว่า เห็นไหม บนโลกนี้ยังมีคนดีอยู่นะเว้ย พวกแกก็หัดดูเป็เยี่ยงอย่างและทำตามบ้างเถอะ เบื้องบนจะได้ไม่ต้องปวดหัวบริหารจัดการยาก!
หูหงจุนพ่นลมหายใจแล้วเล่าต่อ "นับั้แ่จบาที่ทวีปอันเดีย ประวัติศาสตร์ก็ถูกหั่นแบ่งครึ่ง อารยธรรมหลายพันปีที่ผ่านมาถูกตีตราว่าเป็ยุคเก่า ส่วนปัจจุบันคือยุคใหม่... บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้นะ ว่าชีวิตแบบเมื่อก่อนมันแย่ตรงไหน? สงบสุขจะตายชัก ดันต้องมาก่อาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองแค่เพราะไอ้ทฤษฎีการผลาญทรัพยากรบ้าบอนั่น!
เผลอๆ ราคาที่พวกเราต้องจ่ายให้กับาครั้งนี้อาจจะหายนะหนักหนากว่าการปล่อยให้ผลาญทรัพยากรไปตามปกติซะอีก แล้วถึงมันจะขาดแคลนขึ้นมาจริงๆ มันก็เป็เื่ของอนาคตอีกหลายร้อยปีข้างหน้าไม่ใช่หรือไง? ปัญหาของอนาคต ก็ปล่อยให้คนรุ่นหลังเขาจัดการแก้กันเองสิ จะมาดึงพวกเราเข้าไปเกี่ยวให้ย่ำแย่กันหมดไปทำไม!"
เมื่อได้ยินคำตัดพ้อพวกนั้น... หานเซียวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเงียบๆ